“อั้ม-อธิชาติ”ผู้จัดละคร“เจ้าเวหา”ฟ้องหมิ่น“บ.บลู ริบ บอน” เรียก50ล้าน ลั่นไม่ขอเจรจา

8.09.16 | 17:37 น.

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 8 กันยายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายอธิชาติ หรือ อั้ม ชุมนานทท์ อายุ 35 ปี นักแสดงดังช่อง 3 ผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท หก หนุมาน จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์และละคร ยื่นฟ้อง บริษัท บลู ริบบอน แอดเวอร์ไทซิ่ง รับจัดงานแสดง นายวินัย เยี่ยมประเสริฐ กรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทฯ และนายปฏิภาณ วนัสบดี ที่ปรึกษากฎหมายบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-3 ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยรอยละ 7.5 ต่อปี

อั้ม2

คำฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายปฏิภาณ จำเลยที่ 3 แถลงข่าวในฐานะตัวแทน จำเลยที่ 1-2 ต่อสื่อมวลชน ที่อาคารวอเตอร์ลีฟ ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย เนื้อหากล่าวถึงการจ่ายค่าจ้างนักแสดง ว่ายังมีการค้างจ่าย และข้อความทำนองว่าให้โจทก์และผู้เกี่ยวข้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหาและให้หยุดกระทำการที่ทำให้จำเลยที่ 1-2 เสียหาย และเนื้อความการแถลงข่าวส่วนอื่นเป็นการกล่าวหาโจทก์ ทำให้สาธารณชนที่ได้รับชมการแถลงข่าวนั้น เข้าใจว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นคนโกหก ใช้อุบายบิดเบือน ข้อเท็จจริงว่า ที่โจทก์เคยออกมาแถลงข่าวว่า บริษัทหก หนุมานฯได้ชำระเงินค่าจ้างนักแสดงแล้วนั้น แท้จริงโจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยทั้งสองและไม่ยอมชำระหนี้ รวมทั้งยังติดค้างค่าจ้างนักแสดง การกระทำของจำเลยทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า โจทก์เป็นบุคคลประสบปัญหาทางการเงิน ไม่น่าทำธุรกิจด้วย และโจทก์ไม่มีความสามารถในการจัดทำ และผลิตละครโทรทัศน์ชุด“เจ้าเวหา” รวมทั้งไม่มีคุณธรรมเอาเปรียบจำเลยที่1-2 ในการค้างชำระเงินซึ่งเป็นหนี้บริษัทจำเลยที่1อยู่แต่กลับนิ่งเฉย ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา

ถ้อยคำการแถลงข่าวของจำเลยที่ 3 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่1-2 จึงเป็นการใส่ความโจทก์ทำให้เสียชื่อเสียง โดยก่อนการแถลงข่าวของ จำเลยที่ 3 นั้น บริษัทจำเลยที่ 1 ได้เผยแพร่ข้อความเชิญชวนสื่อมวลชนต่างๆให้มาร่วมรับฟังการแถลงข่าวมีการระบุสถานที่ และเวลา การแถลงข่าวไว้ชัดเจน แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่จะให้มีการเผยแพร่การแถลงข่าวต่อสาธารณชนในวงกว้าง โจทก์เป็นนักแสดงมายาวนานกว่า15ปี เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศได้รับรางวัลการแสดงเป็นจำนวนมาก และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโจทก์ประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดี โดยการหมิ่นประมาทของจำเลยทั้ง 3 นั้นทำให้กระทบต่อการประกอบอาชีพโจทก์อย่างร้ายแรง จึงขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้ง 3 ด้วยเป็นเงิน 50 ล้านบาท และขอให้จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวัน 5 ฉบับเป็นเวลาติดต่อกัน7วัน

ศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบคดีหมายเลขดำ อ.2954/2559 โดยนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 16 มกราคม 2560 เวลา 09.00 น.

Advertisement

ภายหลัง อั้ม –อธิชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้ขอชี้แจงว่าบริษัทหกหนุมาน ของตน เป็นผู้ผลิตละครอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีสัญญาการผลิต และควบคุมการผลิตตั้งแต่แรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย มีนักแสดงอิสระบางส่วน ทีมงานและบริษัทอื่นที่บริษัทหกหนุมานว่าจ้างมาร่วมทำงานด้วย ได้จ่ายเงินให้ทุกฝ่ายหมดแล้ว รวมทั้งบริษัทได้ออกใบกำกับภาษีให้ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ บริษัทไม่คิดที่จะทำอะไรผิดต่อกรมสรรพากร สำหรับบริษัทที่รับผิดชอบว่าจ้างนักแสดงมา เราจ่ายเงินให้แล้ว แต่ไม่ทราบว่าบริษัทดังกล่าวได้จ่ายเงินให้กับนักแสดงหรือยัง และไม่ทราบว่าบริษัทดังกล่าวว่าจ้างนักแสดงในรูปแบบไหน แต่ตนเห็นเอกสารระบุว่าบริษัทดังกล่าวว่าจ้างและติดต่อนักแสดงจริง โดยคิดค่าตัวนักแสดง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คู่กรณีอ้างว่ามีหลักฐานการคุยแชททางไลน์ว่า อั้มรับว่าเป็นหนี้กับคู่กรณี อั้ม-อธิชาติ กล่าวว่า การคุยธุรกิจมีหลายขั้นตอน อาจจะมีการตัดตอนบางส่วน ดังนั้นต้องดูรายละเอียดการคุยทั้งหมดว่าคุยเรื่องอะไร ตนและครอบครัวถูกคู่กรณีหมิ่นประมาท ไม่ขอตอบโต้และไม่เจรจาไกล่เกลี่ย แต่ขอใช้สิทธิ์ทางกฎหมายพิสูจน์ความจริงเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องระหว่างบุคคล แต่เป็นเรื่องของบริษัทถ้าต่างฝ่ายต่างมีข้อมูลขอให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ละครเจ้าเวหา ขอเรียนว่าได้พูดคุยกับผู้เขียนบทประพันธ์เรื่องนี้มาตลอด ตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ว่าต้องการอะไร อยากให้บทเป็นแบบไหน ผู้เขียนบทประพันธ์แจ้งว่าตนได้สิทธิ์ผลิตละครเรื่องนี้ตามกฎหมาย

“มั่นใจว่าบริษัทไม่ผิด เราทำงานมาตลอด 8- 9 เดือน กับทีมงานหลายคน ทุกคนได้ค่าจ้างและมีพยานหลักฐานถูกต้องสามารถพิสูจน์ความจริงได้ ส่วนช่องทรู ได้ติดต่อมาแสดงความเป็นห่วง ความรู้สึกตอนนี้บรรยายไม่ถูก เอาเป็นว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวขอให้ต่างฝ่ายต่างทำงาน ส่วนของคู่กรณีทางบริษัทได้ยกเลิกการร่วมงานไปนานแล้ว ในฐานะทีมโปรดักชั่น พยายามทุกขั้นตอนเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด อาจมีผิดพลาดบ้าง พร้อมปรับแก้ตามวัตถุประสงค์ที่ช่องทรูต้องการและให้ผู้ชมได้ประโยชน์” อั้ม-อธิชาติ กล่าว