ตู้หนังสือ : ปฏิวัติสยาม กองทัพคณะราษฎร โดย บรรณาลักษณ์

กองทัพหนังสือดี สั่งจองล่วงหน้า ราคาพิเศษ มาให้สั่งถึงบ้านอีกแล้ว

เล่มแรก 2475 ราษฎรพลิกแผ่นดิน ย่ำรุ่งวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ประชาธิปไตยไทยถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลับใหล โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ “คณะราษฎร” ที่มองเห็นความเสื่อมโทรมของรัฐบาล รัชกาลที่ 7 จึงรวมกำลังกันเปลี่ยนแปลงการปกครองให้กษัตริย์สยามอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หนังสือเล่มนี้คือการนำเสนอภาพคณะราษฎรในมิติที่มีชีวิตชีวา

ทั้งนี้ จากเรื่องเล่าของหลักฐานบันทึกร่วมสมัย อนุสรณ์งานศพ จะพาผู้อ่านย้อนกลับไปร่วมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งมิอาจลบเลือน ตั้งแต่การก่อตั้งรวบรวมสมัครพรรคพวก การวางแผนยึดอำนาจ จนอวสานคณะราษฎร ด้วยการเจาะลึกเรื่องราวต่างๆ ให้เห็นเกร็ดเล็กมุมน้อยของคณะราษฎรซึ่งละเอียดกว่าที่เคยรับรู้ ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์หลวงศุภชลาศัยสั่งเรือรบหลวงสุโขทัย เตรียมยิงถล่มวังไกลกังวล กลุ่มมุสลิมีนที่ร่วมก่อการ การหลอมนิกาย รวมธรรมยุติกนิกายและมหานิกาย ฐานข้อมูลงานศพคณะราษฎร ฯลฯ อันมีรายละเอียดควรเรียนรู้และเข้าใจเข็มมุ่งมากมายที่แฝงอยู่

เนื่องจากคณะราษฎรและประชาธิปไตยไทย ยังมีแง่มุมอีกไม่น้อยให้ผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้ากันต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่คณะราษฎรในฐานะวัตถุศึกษาเป็นอยู่ และเป็นอยู่ตลอดมา ก็คือ ความสามัญธรรมดาดังที่หลวงสฤษดิ์ยุทธศิลป์ สมาชิกคณะราษฎรได้กล่าวไว้ว่า “พวก 24 มิถุนา 75 หรือคณะราษฎร ก็เป็นปุถุชนธรรมดา ย่อมมีดีมีชั่วมีผิดมีถูก แม้แต่เทวดาก็ยังมีที่ดีและมีที่เป็นอันธพาล” เช่นนั้นแล

หนังสือดีราคา 440 บาท เขียนโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ผู้นำขุมทรัพย์นานาจากหนังสืออนุสรณ์งานศพ มามอบแก่สาธารณชน และเป็นผู้นำ “คุณหญิงดำรงธรรมสาร ใหญ่ วิเศษศิริ” ผู้เขียน ธัมมานุธัมมปฏิบัติ ที่แท้ ให้นักอ่านและนักธรรมได้เห็นคุณูปการ มาเล่าเรื่องการพลิกแผ่นดินไทยอย่างเปี่ยมข้อเท็จจริงและรสชาติ ในราคาเพียง 352 บาท โดยจองได้แต่บัดนี้จนถึง 21 กรกฎาคม

เล่มถัดมาคือ กองทัพคณะราษฎร เป็นหนังสือซึ่งปรับแปรจากวิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของ ปรัชญากรณ์ ลครพล เรื่อง “คณะราษฎรกับการปรับปรุงกองทัพบกไทย พ.ศ.2475-2488” หรือช่วง 13 ปีภายหลังปฏิวัติสยาม 2475 ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้นำคณะราษฎรส่วนใหญ่ยังครองอำนาจหรือมีบทบาททางการเมือง ที่ได้พบว่าในช่วงปีหลังการปฏิวัติ คณะราษฎรปรับปรุงกองทัพบกเพื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง หลังกบฏบวรเดช พ.ศ.2476-2481 เป็นการปรับปรุง

เพื่อสร้างกองทัพแห่งชาติ ที่สามารถเป็นกำลังหลักในการป้องกันประเทศ และในช่วงการขึ้นสู่อำนาจสูงสุดและหมดอำนาจทางการเมืองของผู้นำคณะราษฎร พ.ศ.2482-2488 เป็นการปรับกองทัพเพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการเข้าร่วมสงคราม อ่านแล้วผู้อ่านอาจนึกสงสัยตะหงิดๆ ขึ้นได้ว่า การทุ่มเทซื้ออาวุธ และการปรับปรุงกองทัพปัจจุบันเป็นไปเพื่ออะไร มีเป้าหมายอะไร

พันเอกหลวงพิบูลสงคราม กล่าวในปี 2477 ว่า “ชั่วเวลา 150 ปีที่แล้วมา การทหารเกือบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย นอกจากมีปืนเล็ก ปืนกลสัก 2-3 ร้อยกระบอก มีเครื่องบินที่ปราศจากอาวุธทำลายล้างทางอากาศอยู่เล็กน้อย มีเรือรบที่เก่าพ้นสมัยอยู่ 4-5 ลำเท่านั้น ในชั่วเวลา 2 ปีที่รัฐธรรมนูญได้จัดระบบการปกครองใหม่ ท่าคงจะเห็นได้แล้วว่า โฉมหน้าของการทหารได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร”

หนังสือเล่มนี้ที่ผ่านการค้นคว้าหลักฐานพร้อมมูลในฐานะวิทยานิพนธ์ จึงให้ภาพการปฏิวัติสยามเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เพียงใช้ความคิด แต่มีกำลังหลักสนับสนุนด้วยโครงสร้างระบบกองทัพแบบใหม่ เป็นกลไกสำคัญที่จะล้อมรั้วประชาธิปไตยให้อยู่รอด ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองและสงคราม

เป็นภารกิจปฏิวัติ “กองทัพพระมหากษัตริย์” สู่ “กองทัพคณะราษฎร” ที่ชนชั้นนำซึ่งเคยอยู่ในโครงสร้างส่วนบนของกองทัพ ถูกสับเปลี่ยนแทนที่ด้วยผู้นำกองทัพใหม่ของคณะราษฎร

หนังสือน่าอ่านเล่มนี้ เพื่อเข้าใจสภาพกองทัพในสังคมอดีต และเห็นภาพกองทัพปัจจุบันพร้อมไปด้วย สั่งจองล่วงหน้าได้ในราคา 232 บาท จาก 290 ก่อน 21 กรกฎาคม ที่จะถึงเช่นเดียวกัน

ตามมาด้วยหนังสือตื่นเต้น ไม่น่าพลาด คาดไม่ถึง ในสถานการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองอีกเล่มก็คือ การปฏิวัติสยาม 2475 ในทัศนะของพันโท อองรี รูซ์ แปลโดย พิมพลอย ปากเพรียว ดูราวกับเหมือนฟิล์มหนังที่เพิ่งค้นพบ ฉายเหตุการณ์ซ้ำให้เห็น ว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างไร เนื่องจากเป็นรายงานสดแบบ “เรียลไทม์” เมื่อเกือบร้อยปีก่อน จากเอกสารลับทางราชการของฝรั่งเศส ซึ่งบันทึกผ่านสายตาเจ้าหน้าที่ต่างชาติร่วมยุคสมัย อันถือเป็นประจักษ์พยานที่แท้ในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง

เช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พันโท อองรี รูซ์ ผู้ช่วยทูตทหารบกแห่งสถานอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยาม เห็นบรรยากาศแปลกตา เมื่อคนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนกำลังเข้ามาในบริเวณพระราชวังดุสิต มีรถบรรทุกมากมายจอดอยู่ทั่วลานพระราชวัง ตามท้องถนนในบางกอก ตามสี่แยกต่างๆ จะมีคนนำประกาศบางอย่างมาแจกจ่ายให้ประชาชนอ่าน นี่คือส่วนหนึ่งของความในบันทึกฉบับแรกที่ทูตทหารฝรั่งเศสนายนี้โทรเลขถึงต้นสังกัด ณ กรุงปารีส เป็นรายงานสดเดี๋ยวนั้นจากพระนคร

พันโท รูซ์ ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์การปฏิวัติ โดยส่งโทรเลขรายงาน และส่งข่าวล่าเป็นระยะ บอกการพัฒนาเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ ทั้งวิเคราะห์สาเหตุตั้งต้นของการปฏิวัติ จนผลกระทบ และปฏิกิริยาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละฝ่าย เช่ย พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ชุมชนต่างชาติ สถาบันสงฆ์ ชาวบ้าน นักเรียนนักศึกษา โดยตั้งข้อสังเกตต่อบรรยากาศที่สงบเงียบทั่วบางกอก ความเปลี่ยนแปลงเรื่องปากท้อง กิจการระหว่างประเทศ ที่อาจพัวพันถึงชาติตะวันตกหากเหตุการณ์บานปลาย หรือกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกิดขึ้นมา หลังรัฐบาลใหม่เข้าทำหน้าที่ภายใต้ธรรมนูญปกครองแผ่นดิน

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญอันมีชีวิตชีวาอีกเล่ม ที่ฉายให้เราเห็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อ 89 ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจนในการเล่าเรื่องอีกบรรยากาศหนึ่ง สั่งจองได้ในราคาเพียง 208 บาท จาก 260 บาท ก่อนวันที่ 21 กรกฎาคม ที่จะถึง เช่นเดียวกับสองเล่มก่อนหน้า

แต่หากสั่งจองพร้อมกันทั้ง 3 เล่ม ก็จะแถมเสื้อยืดงามงด ที่ผลิตเฉพาะเป็นรุ่นจำกัด ตัวละ 247.50 บาท ให้ด้วยอีกหนึ่งตัว กับราคาหนังสือดีทั้ง 3 เล่ม เพียงราคา 1,000 บาท จาก 1,230 บาท โอกาสอ่านหนังสือดีในสถานการณ์โรคระบาดมาถึงอีกแล้ว

ดังนั้น จึงขอแถมหนังสืออันเกิดจากสถานการณ์อีกหนึ่งเล่ม แก่นักอ่าน เพื่อเข้าใจและเห็นภาพ Vaccine War สมรภูมิวัคซีนโควิด-19 โดย ป๋วย อุ่นใจ กับ นรภัทร ปีสิริกานต์ จากภัยพิบัติโรคระบาดซึ่งคร่าชีวิตมนุษย์ถึงวันนี้กว่า 3 ล้านคนแล้ว ถือเป็นจำนวนที่น่าสะพรึงกลัวที่คนตายจากไปด้วยโรค

ความหวังจะต้านโรคหรือสู้โรคมีเพียงประการเดียว คือวัคซีน

แต่เบื้องหลังการผลิต เบื้องหลังการมาของวัคซีน ถึงผู้คน กระทั่งแม้แต่บ้านเมืองเราเอง มีเรื่องสารพัดให้ถกถามถึงไม่เพียงคุณภาพในการเยียวยาป้องกันโรค แต่ยังมีการเมืองเรื่องวัคซีนติดตามมาเป็นประเด็นให้ขัดเคืองด้วย กลายเป็นว่า ในสมรภูมิโรคภัย ก็ยังมีสมรภูมิวัคซีนช่วงชิงประโยชน์อยู่

หนังสือเล่มนี้เจาะเบื้องหลังสมรภูมิวัคซีน ซึ่งเป็นตลาดการค้าที่มูลค่าสะพัดสูงนับแสนล้านบาท โดยมีอนาคตของโลกและชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูกระบวนการพัฒนาวัคซีน กลยุทธ์เพื่อให้ได้วัคซีน แนวทางการกระจายวัคซีน วิวัฒนาการของไวรัสที่กลายตัวเพื่อต่อต้านวัคซีน การสร้างภูมิคุ้มกันในหมู่ประชากร การตีความประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และการงัดข้อกันทางการค้าของมหาอำนาจในสมรภูมิวัคซีน อาจจะน่ากลัวเสียยิ่งกว่าโรคระบาดก็เป็นได้ในอีกหลายๆ มุม

หนังสือเล่มนี้จองล่วงหน้าได้ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม ในราคาเพียง 240 บาท จากราคา 300 บาท เพื่อรู้เท่าทันวัคซีน

วันก่อนแนะนำหนังสือประวัติศาสตร์ฉบับคลาสสิกให้อ่าน หรือหาให้ลูกหลานอ่านไปแล้วชัดเจน ว่าดีเยี่ยมเพียงไร วันนี้มีปกใหม่สวยงามของมูลนิธิโครงการตำรามาเสนออีกครั้ง ประวัติศาสตร์ไทยฉบับสังเขป (Thailand : A Short History) ของ เดวิด เค.วัยอาจ มีอาจารย์ กาญจนี ละอองศรี เป็นบรรณาธิการ และอาจารย์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับคณะแปล

เล่มนี้ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณแล้ว หาอ่านให้ได้เท่านั้นเอง

จะหาอ่านวรรณกรรมคลาสสิกให้เข้าบรรยากาศโรคระบาด ตอนนี้น่าเป็นเล่มนี้เหมาะสุดสุด ท็อปบู๊ตทมิฬ ที่มากับปกสยองใจ ของนักเขียนเอกชาวอเมริกันระดับโลก แจ๊ค ลอนดอน ซึ่งแปลโดยกวีร่วมสมัยคนสำคัญของธรรมศาสตร์และไทย ทวีป วรดิลก ให้อ่านซาบซึ้งถึงลักษณะเท็จจริงประการหนึ่งของมนุษย์

เป็นงานวรรณกรรมที่ว่าด้วยการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก กล่าวถึงการต่อสู้ครั้งสำคัญของชนชั้นแรงงานกับระบอบทุนนิยมอันโหดร้าย ที่นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน อีริก ฟรอมม์ ยกย่องงานชิ้นนี้ให้เป็นต้นแบบ “นวนิยายดิสโทเปียสมัยใหม่” (dystopia ที่ไม่พึงปรารถนา หรือ bad place ที่อันเลวร้าย ซึ่งตรงข้ามกับ utopia ดินแดนแห่งอุดมคติอย่างสิ้นเชิง) จากจินตนาการถึงสังคมอันไม่พึงปรารถนาหรือน่าหวาดกลัว คือการปกครองด้วยระบบเผด็จการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จนั่นเอง

ผู้เขียนเป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักเคลื่อนไหวทางสังคม ที่มีแนวคิดสังคมนิยม เป็นนักสังคมนิยม ทั้งเป็นสมาชิก “เดอะ คราวด์” (The Crowd) กลุ่มวรรณกรรมแนวคิดหัวรุนแรง และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน ได้เขียนนิยายและสารคดีหลายเรื่อง เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การต่อสู้ ทางชนชั้นแรงงานในระบอบ
ทุนนิยม

ไม่ใช่นักสังคมนิยม หรือนิยมสังคมนิยม หรือเป็นหัวรุนแรง ก็อ่านนิยายเรื่องนี้ซาบซึ้งและเข้าใจได้ เพียงเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจรู้ผิดชอบชั่วดีเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรพิสดาร

เป็นบันเทิงที่เปี่ยมสาระ และแน่นอน อาจทิ่มแทงมโนสำนึกบ้าง แต่เราจะปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมและเราร่วมรู้เห็นได้อย่างไร

ขอให้ผ่านสถานการณ์โควิดไปด้วยดี ได้ฉีดวัคซีนดี และมีชีวิตที่ดีต่อไปได้ ขอคุณพระรัตนตรัยคุ้มครองทุกๆ คน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘มันชินี่’ ปลื้มลูกทีมสู้เต็มที่จนเข้ารอบ ยกอาจจะยากกว่ารอบต่อไปอีก
บทความถัดไปสงขลาโควิดพุ่งไม่หยุด พบรายใหม่ 141 ราย เร่งเปิดรพ.สนามรับป่วยปอดอักเสบ