ไมค์ พิรัชต์ กับการทำงานที่ ‘ทุกวันเหมือนเป็นการสอบ’ และความตั้งใจจะไม่ทอดทิ้งความฝัน

10.08.21 | 07:00 น.

ไมค์ พิรัชต์ กับการทำงานที่ ‘ทุกวันเหมือนเป็นการสอบ’ และความตั้งใจจะไม่ทอดทิ้งความฝัน

เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล นักแสดงหนุ่มกับการได้เล่นหนังระดับฮอลลีวูด ‘The Misfits’ แถมยังได้แสดงร่วมกับพระเอกที่เป็นระดับตำนานอย่าง เพียร์ซ บรอสแนน ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ไมค์ รับบทเป็น “วิค” นักประดิษฐ์ระเบิด กำลังสำคัญฝ่ายเทคโนโลยีของกลุ่ม ซึ่งภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวออกฉายสู่สายตาผู้ชมในต่างประเทศแล้ว สำหรับบ้านเรา ด้วยเหตุที่สถานการณ์โควิด-19 ระบาดหนัก จึงทำให้ยังไม่มีกำหนดฉาย

สำหรับการฉายในสหรัฐอเมริกา ไมค์เผยถึงผลตอบรับจากผู้ชมว่าดีมาก

“ที่ทีมงาน The Misfits ส่งมาก็มีบางที่ที่ตั๋วหมดแล้ว คือจองเต็ม พวก Video on Demand พวกอเมซอนอะไรพวกนี้ก็มีขึ้นอันดับหนึ่งด้วย” เขาเล่า แล้วก็ยิ้ม

ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวก็ตรงกันเป๊ะ กับที่ หญิง พลอยชมพู น้องสาวของเขา ซึ่งตอนนี้พำนักอยู่ที่อยู่สหรัฐอเมริการายงานมาด้วยความปลื้ม

สำหรับไมค์ เขาบอกว่าเขาฟังข้อมูลเหล่านี้ด้วยความยินดี เพราะคิดว่า นี่ก็เป็นเหมือน ‘จุดเริ่มต้นที่ดี’ สำหรับการทำงานในแดนไกลของเขา

Advertisement

“เป็นเหมือนกับการเปิดประตูใหม่ๆ ให้กับโอกาสทางการงานของไมค์ แล้วการได้ร่วมงานกับนักแสดงระดับท็อปๆ ของฮอลลีวู้ดก็ทำให้ตลาดนี้เปิดกว้างขึ้นด้วย”

การได้ร่วมงานกับเพียร์ซ บรอสแนน นั้น ไมค์ยอมรับว่าตื่นเต้นมาก มากชนิดที่ครั้งแรกเมื่อได้เจอ ได้จับมือทักทาย เขาก็ถึงขั้นมือไม้สั่นเลยทีเดียว

“ตื่นเต้นมากครับ” ไมค์เล่าด้วยดวงตาที่ส่องประกาย

“ตอนที่ไปเจอครั้งแรกคือเหมือนเราได้เห็นนักแสดงอย่าง เพียร์ซ บรอสแนน เขาคือ ‘เจมส์ บอนด์ 007’ ที่เราเห็นเขามาตั้งแต่เด็ก แล้วพอได้ไปเจอตัวจริงมันก็เหมือนกับเป็นความฝันของเราที่อยากจะร่วมงานกับดาราฮอลลีวู้ดคนนี้ด้วย จำได้เลยว่าตอนจับมือเราก็มือสั่นๆ นิดหน่อย”

ขณะที่ตัวเพียร์ซ ไมค์บอกว่าเขาน่ารักมาก

“ด้วยความที่ได้เข้าฉากกับเขาค่อนข้างเยอะ เขาก็รู้ว่าเราเกร็งที่จะเจอเขา เขาก็บอกให้เรารีแล็กซ์ ให้ทำไป เดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ด้วยดี เราทำได้ดีแน่นอน คือเขาให้กำลังใจและให้พลังงานด้านบวกตลอดเวลา”

ส่วนที่นอกเหนือจากเรื่องงานก็ยังได้มีโอกาสออกไปแฮงเอ้าท์ด้วย

“ในกองจะพูดคุยกันค่อนข้างเยอะ ไปแฮงเอ้าท์ ดูสถานที่ต่างๆ ไปกินข้าว ไปดินเนอร์”

ไมค์ยังบอกด้วยว่า กว่าที่เขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังระดับฮอลลีวูดแบบนี้ ไม่ใช่ง่าย หลายครั้งก็ท้อ เพราะเจอปัญหาหลายๆ อย่าง

“แต่โดยส่วนตัวคิดว่าตราบใดที่เรายังไม่ยอมแพ้ ยังไงมันก็ต้องมีวันหนึ่งที่เป็นวันของเรา”

“มันอาจจะใช้เวลานานหน่อย”-แต่ไม่เป็นไร ไมค์ว่า

เพราะ “จริงๆ มันเป็นความฝันตั้งแต่เด็ก เป็นเป้าหมายของเราในชีวิต”

และในวันนี้ที่ความฝันกลายเป็นความจริง ได้ไปในจุดที่คาดหวังไว้ ไมค์ก็ว่า เขาก็ตั้งเป้าว่ายังอยากจะเดินหน้าต่อ

สำหรับ ‘The Misfits’ ซึ่งนับเป็นหนังเรื่องแรกของเขาที่ต้องพูดภาษาอังกฤษ ไมค์ก็ว่าเขาต้องทำการบ้านอย่างหนัก

“เราไม่ได้ชินลิ้น เพราะไม่ได้เกิดหรือโตที่โน่น ก็ต้องทำการบ้านค่อนข้างเยอะหน่อยในการที่จะให้สำเนียงไปได้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ส่วนบรรยากาศของการทำงาน ไมค์เล่าว่า ในแต่ละวันจะไม่ถ่ายทำเยอะนัก “เนื่องจากจะทำให้พลังงานของนักแสดงลดลง”

แต่เรื่องความเป๊ะของการงานนั้นเต็มสิบแหละ บอกเลย

“เป๊ะทุกอย่างครับ โดยเฉพาะเรื่องเวลา แล้วคือเราไม่ต้องกังวลว่านอกเหนือจากหน้าที่การแสดงแล้ว เราจะต้องไปโฟกัสอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้า ผม คือเราไม่ต้องกังวลเลย ”

และเมื่อถามว่า ไมค์เขินไหมถ้าคนจะเรียกเราว่าเป็นนักแสดงฮอลลีวูด

เขาก็ว่า “โดยส่วนตัวผมก็ยังไม่ได้ขนาดนั้น ผมรู้สึกว่าตรงนี้มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น ซึ่งยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะไปต่อในเส้นทางไหน”


ไมค์ซึ่งเริ่มทำงานในวงการนี้มาตั้งแต่อายุ 11 จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมา 20 ปีแล้วบอกด้วยว่า ถ้าจะเรียกเขาว่าเป็นคนที่ “โตมากับวงการบันเทิง” ก็คงไม่ผิด

“ทำมาจนวันนี้เหมือนเป็นงานเดียวที่ผมชำนาญ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว”

และถึงแม้ว่าจะโลดแล่นมานาน แถมยังประสบความสำเร็จทั้งในไทย ในจีน และยิ่งตอนนี้โกอินเตอร์มีผลงานระดับฮอลลีวูดแล้วแต่กระนั้น ไมค์ก็ว่าเขายังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง

ซึ่ง “ผมก็รัก และยังอยากเรียนรู้แล้วก็เติบโตไปกับมัน”

อีกทั้งในความรู้สึกของเขา “ถ้าเราทำงานที่เรารัก เราจะรู้สึกสนุกกับมัน จะรู้สึกอยากตื่นมาทำงาน มันเป็นความรู้สึกที่ดีสำหรับการทำงานนะครับ”

*จากจุดเริ่มต้น

“ย้อนกลับไปคิดก็ตลกดีครับ” นึกถึงอดีต แล้วไมค์ก็พูดประโยคดังกล่าว พร้อมกับหัวเราะ

แล้วว่า ตอนที่เข้ามาป็นนักร้องดูโอ้ กอล์ฟ-ไมค์ กับพี่ชาย กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล เขาทั้งคู่ยังอายุน้อย

“ตอนนั้นยังเด็กๆกันทั้งคู่ ทุกวันหลังเลิกเรียนก็ตรงไปเข้าห้องซ้อม ไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นๆ”

ซึ่งก็แน่นอนละว่าต้องมีความกดดันบ้าง แต่รวมๆก็คือสนุก และเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

“ผมมีความสุขที่ได้ร้องเพลงและได้เจอกับแฟนๆทุกคน”

“แล้วผมก็ติดการทำงานมาตั้งแต่เด็กโดยไม่รู้ตัว”

เมื่อชวนมองย้อนกลับไปในตอนนั้น พร้อมถามว่าเคยคาดคิดไหมว่าจะพบกับความสำเร็จในจุดที่ยืน ณ ตอนนี้ ไมค์ก็ว่าสิ่งเดียวที่เขาคิด คือ “ผมยังคงเชื่อ ว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

แต่แค่นั้นยังไม่พอ -ไมค์เสริม

เพราะ “ต้องไม่หยุดเรียนรู้ และไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วอยู่เสมอ”

“สุดท้ายก็คือต้องไม่ท้อก่อนไปถึงเป้าหมายด้วยครับ ห้ามยอมแพ้กลางทาง”

“ถ้าเริ่มอะไรแล้ว ก็ควรสานต่อให้จบ”


*งานในต่างแดน

การต้องจากบ้านเกิดไปทำงานที่ต่างประเทศนานนับปี ไม่ว่าจะที่ จีน หรือประเทศอื่นๆ ก็ตาม ไมค์ยอมรับตรงๆ ว่าเป็น ‘เรื่องยาก’ ยากในทุกด้าน ทั้งดินฟ้าอากาศ อาหาร วัฒนธรรม ภาษา ด้วยทุกๆอย่างมีความต่างกับสิ่งที่เคยชินมาทั้งชีวิต

แต่กระนั้น “ทุกอย่างมันมีเสน่ห์และสวยงามมากในตัวของมันเอง”

สำหรับเขาเองก็ได้ปรับตัว โดยยึดหลักคิดที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ด้วยการเปิดใจ”

ก่อนจะยกตัวอย่างให้ฟังว่า

“ละครหรือผลงานต่างๆ ของผมที่เกิดขึ้นที่จีน ผมตั้งธงให้ตัวเองเอาไว้ว่าผมจะใช้ภาษาจีนให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ เป็นการตอบแทน”

“ผมมองว่ามันเป็นการให้เกียรติตัวเอง ให้เกียรติผู้ว่าจ้าง และที่สำคัญให้เกียรติแฟนๆที่ติดตามผลงานและสนับสนุนผม”

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อตั้งเป้าหมายกับตัวเองแบบนี้ ความยากก็มาเยือน

“ทุกวันของผมเหมือนการสอบเอ็นทรานซ์” ไมค์บอก

“ผมต้องท่องบทของตัวเองเป็นภาษาจีนทุกวัน ทั้งวัน”

สำหรับการทำงานที่จีนนั้น ไมค์เล่าว่า การไปถ่ายทำละครเรื่องหนึ่งก็เหมือนการเข้าแคมป์ เพราะจะใช้ระยะเวลานานถึง 100-120 วัน เป็นการถ่ายแบบรวดเดียวจบ ซึ่งแตกต่างจากการถ่ายที่ไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะในบ้านเราจะใช้วิธีตกลงเรื่องคิวว่า ในหนึ่งสัปดาห์ใครจะมาถ่ายวันไหน แล้วก็ค่อยๆถ่ายไป

ความยากถัดๆ มาไมค์บอกว่า เป็นเรื่องการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่นอากาศ ซึ่งเป็นการปรับตัวที่ชอบมาก เพราะเขาเองชอบฤดูหนาวอยู่แล้ว ส่วนเรื่องอาหารก็ไม่มีปัญหา เพราะในที่สุดเขาก็ได้ทำให้ค้นพบเมนูโปรดที่จีน คือ ‘สุกี้หมาล่า ลิ้นเป็ด’

“และสุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องความโดดเดี่ยวมั้งครับ” เขาว่า

อย่างไรก็ดี “วันนี้ผมชินสุดๆแล้ว”


การเจอ ‘งานยาก’ ก็เป็นธรรมดาที่จะมีช่วงเวลาที่ท้อถอย ซึ่งไมค์เองก็ไม่ต่าง

“ผมผ่านมาได้ด้วยการซัพพอร์ตจากครอบครัว คนรอบข้าง แฟนคลับ”

“ในหลายๆ หน ผมว่าในความโชคร้ายก็แฝงไปด้วยความโชคดี”

“เป็นเรื่องจริงนะครับ” ไมค์ย้ำ ก่อนเล่าต่อว่า

“สำคัญตรงที่ว่าผ่านเหตุการณ์ที่ท้อแท้นี้ไปแล้ว เราได้เรียนรู้อะไร มันเป็นบทเรียนที่เราจะไม่ไปทำซ้ำได้ยังไง แล้วทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้มากน้อยแค่ไหน”

“ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วกำลังท้อแท้อยู่ ผมอยากให้ลุกขึ้นสู้ ให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ ไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน เรื่องนี้ก็ต้องผ่านไปอยู่ดี ต้องให้เวลากับเวลาด้วยครับ” เขาว่า

ทั้งนี้เมื่อถามถึง ‘แรงผลักดัน’ ที่ส่งผลสำคัญกับตัวเอง ไมค์บอกว่า เขาเพิ่งค้นเจอคำตอบเมื่อไม่นานมานี้

“ผมตอบจากใจเลยว่าแรงผลักดันที่ดีที่สุดของผมก็คือ อุปสรรคและเป้าหมาย”

“ผมอาจจะเป็นคนที่มีเป้าหมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พอเป้าหมายนี้เราเดินไปแตะถึงแล้ว ผมก็จะตั้งเป้าหมายใหม่ที่ยากกว่าเดิม”

อย่างไรก็ดี “ผมสารภาพว่าผมเคยทอดทิ้งความฝัน ทอดทิ้งเป้าหมาย ทอดทิ้งตัวเองไปช่วงนึง” -ไมค์เล่า

“ช่วงที่ดิ่งมากๆ ผมในตอนนั้นมันว่างเปล่า ไม่มีความสุข แล้วก็สูญเสียพลังงานไปจนน่าใจหาย จนเราพยายามหาคำตอบให้ตัวเองว่าทำยังไงถึงจะเอาตัวเองออกจากความรู้สึกลบๆแบบนี้”

แล้ว…”ผมก็รู้เลยในทันที ว่าชีวิตผมที่ผ่านมามีความหมายได้เพราะผมมีเป้าหมาย มีแพชชั่น สิ่งนี้แหละที่คอยต่อลมหายใจ”

ดังนั้นเวลาที่ดาวน์ ที่ดิ่ง หรือมีอะไรที่ทำให้ทุกข์ใจ เขาจะคอยเตือนใจตัวเองเสมอว่า “ผมต้องไม่ลืมเป้าหมาย ต้องไม่ทิ้งแพชชั่น ไม่งั้นก็เหมือนทอดทิ้งตัวเอง”

ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมที่จะ ‘เป็นคนที่ดีขึ้น’

“เวลามองย้อนกลับมาที่ตัวเอง จะได้ยังรู้สึกภูมิใจในตัวเองได้”