บีบหัวใจคนเป็นแม่ แอนเน็ท เธท เล่าเหตุการณ์คลอดลูกได้ 3 วัน พบหมอทำคลอดติดโควิด

13.08.21 | 12:25 น.
ภาพจาก @annette_t

บีบหัวใจคนเป็นแม่ แอนเน็ท เธท เล่าเหตุการณ์คลอดลูกได้ 3 วัน พบหมอทำคลอดติดโควิด

อดีตนักแสดงสาว แอนเน็ท เธท เข้าวิวาห์กับสามีนอกวงการ ล่าสุดก็ได้ถือกำเนิดลูกชายคนแรกของบ้านแล้วโดยเจ้าตัวก็ได้เล่าเรื่องราวความเสี่ยงจากโรงพยาบาลในวันที่เธอคลอดลูกเพราะคุณหมอที่ทำคลอดให้เธอนั้นติดเชื้อโควิด โดยเธอเล่าว่า

‘หลายๆคนน่าจะสงสัยทำไมแอนอยู่โรงพยาบาลนานจัง ใช่ค่ะแอนกักตัวจากโรคโควิดที่ได้รับความเสี่ยง
มาจากโรงพยาบาลในวันที่เราคลอดลูก
“ยาวหน่อยนะคะ แต่น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆและคนในครอบครัวของหลายๆคนนะคะ”

ก่อนอื่นขอเกริ่นนำนะคะว่าเรื่องราวผ่านมา 12 วันแล้วและต้องกักตัวอยู่ต่อถึงวันที่ 16 สค นี้

แอนตัดสินใจอยู่นานเหมือนกันว่าจะพูดแชร์ประสบการณ์ให้ทุกคนฟังดีไหม และตัดสินใจแล้วว่าอยากพูดเพื่อให้ครอบครัวอื่นๆคุณแม่ท่านอื่นๆเพื่อนๆและคนที่เรารักปลอดภัยและตระหนักไม่ต้องมาเจอ
เรื่องแย่ๆแบบที่แอนเจออยู่กับเหตุการนี้ และขอย้ำว่าทุกอย่างที่พูดออกมาคือความจริง 100% ค่ะ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศแห่งนี้ค่ะ

***คุณหมอที่ทำคลอดให้แอนติดโควิดค่ะ และโรงพยาบาลไม่ได้ตรวจโควิดให้บุคลากรก่อนเข้าห้องคลอด โดยนโยบายคือ ทำเพียงสอบถาม วัดไข้เท่านั้น**

Advertisement

และการจัดการปัญหาต่างๆของโรงพยาบาลไม่มีประสิทธภาพเลย

แต่แอนขอไม่พูดถึง คุณหมอนะคะเพราะว่าท่านได้ให้ประสบการณ์การคลอดธรรมชาติที่สุดยอดมากและ
น่ารักกับแอนมาตลอด ถ้าให้เลือกอีกทีก็จะเลือกคุณหมอคนเดิมประทับใจในตัวท่านสุดๆค่ะ และจังหวะนี้ทุกคนมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นเข้าใจดีค่ะไม่โกรธคุณหมอค่ะ

**หลังจากที่คุณหมอได้โทรมาแจ้งว่าติดโควิดในตอนที่เรากำลังจะกลับบ้านนั้น ประสบการณ์เลวร้ายมันก็
เริ่มขึ้นค่ะ คิดภาพตามนะคะเริ่มจากความช็อคก่อนหัวใจแอนตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม แล้วก็กอดกันร้องไห้ด้วย
ความเป็นห่วงลูกใจจะขาด แล้วก็มีพยาบาลมาเข็นลูกออกไปหายไปจากห้องเรา 4 ชั่วโมงเพื่อตรวจ (ทำไมต้องนานขนาดนั้น) ตัวแอนเองก็ได้ถูกส่งไปตรวจโควิดพร้อมกับสามี ผลของแอนออกมาภายใน 2 ชั่วโมง (เป็นลบ) แต่ผลของลูกแอนต้องรอตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงห้าทุ่มครึ่งกว่าจะรู้ผล ลูกอายุแค่สามวันคิดดูนะคะว่ามันบีบหัวใจคนเป็นแม่ขนาดไหนเป็นห่วงลูกที่สุดไม่มีหมอพยาบาลเจ้าหน้าที่หรือmanagementของทางโรงพยาบาลมาพูดคุยถึงขั้นตอนprotocol หรือวิธีปฏิบัติตัวชัดเจน ตรวจเสร็จก็ไม่ได้บอกให้เราอยู่ต่อหรือหรือต้องทำยังไงปล่อยเราทวงถามเป็น 10ๆ ครั้ง ซึ่งไม่มีใครตอบตรงกันได้สักคน จนช่วงหัวค่ำพี่นิกกี้ยืนยันกับพยาบาลว่าต้องอยู่ต่อ เพื่ออย่างน้อยได้พูดคุยให้ชัดเจนถึงการปฏิบัติตัวเพราะคงเอาความเสี่ยงกลับไปที่บ้านไม่ได้ และเราก็ถูกละเลยอยู่ทั้งหมด 24 ชั่ว โมงหลังจากทราบข่าว

โรงพยาบาลระดับสูงขนาดนี้ทำไมถึงไม่มีprotoco และวิธีการรับมือให้แก่ทีมงานกันนะ?
ไม่มีใครรู้จริงๆค่ะว่าจะต้องทำอย่างไร… เราอยู่กับโควิดมาแล้วเป็นปีๆทำไมท่านผู้บริหารถึงไม่สนใจทำcrisis trainingลูกน้องกันหน่อยคะ? ระหว่างที่กำลังงงๆเบลอๆกันอยู่ได้สอบถามไปกับทางพยาบาลว่า
มันเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นได้ยังไงเราเสียเงินตรวจโควิดก่อนเข้าห้องคลอดและบุคลากรทีมแพทย์ไม่ได้
ตรวจ โควิดหรือ??????? “ในเว็บไซต์แจ้งมาอย่างชัดเจนว่าโรงพยาบาลตรวจโควิดให้แก่บุคลากรก่อน
เข้าห้องคลอดทุกครั้ง” แต่สิ่งที่พยาบาลตอบมาคือแค่ซักประวัติและตรวจอุณหภูมิเท่านั้น!!!!! ช็อคค่ะแม่
ช็อค!!!!!!!!!!!!!!!!!!! (เราได้สอบถามคำถามเดิมไปกับทุกคนที่มาพูดคุยและได้คำตอบเดียวกันทุกคนมีหลักฐานว่าไม่ได้มีการตรวจรwapหรือ atk ใดๆ) ช็อค!!!!!!!!!!! ฮงสัยจังค่ะว่าทำไมเค้าตรวจเราเพื่อให้ความปลอดภัยแก่เขาแต่เราเสียเงินเยอะมากให้พรีเมี่ยมกับโรงพยาบาลชั้นนำที่เราเลือกแล้วว่าดีถึงไม่ให้ความปลอดภัยนี้กลับมาถึงเรา???????? (รอท่านผู้บริหารตอบคำถามนี้มาจนถึงวันนี้ค่ะ)

*14:55 ของวันรุ่งขึ้น (24ชมผ่านไป) เพิ่งจะมีเจ้าหน้าที่สองท่านมาพูดคุย (ตามที่เราได้ขอไปเป็น 10
ครั้ง) และแจ้งให้เราอยู่กักตัวถึงวันที่16 ที่โรงพยาบาลเราถามคำถามไปเยอะแยะมากมายท่านทั้งสองก็ได้แจ้งว่าจะกลับมาพร้อมคำตอบ (แล้ววันนี้ก็ยังรอคำตอบอยู่นะคะ)

*ผ่านไปอีกสองวันเงียบไม่มีcontact person ให้แก่เรา เคว้งคว้างมากจนพี่นิคกี้ต้องถามพยาบาลอยู่
เรื่อยๆถึงคำถามเดิมๆจนกระทั่งมี Associate Director of Woman’s Department โผล่มาคุยด้วย
ในวันที่6 สค เหมือนคุณเค้าจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยที่เกิดขึ้นก็อธิบายเล่าเรื่องกันไปและก็ตั้งคำถามไปให้ท่าน
หาคำตอบมาให้ (ถึงวันนี้แล้วยังรอคำตอบอยู่นะคะ) ต่อมาอีกวันนึงก็เลยพยายามติดต่อท่าน Associate
Director ว่าได้คำตอบมาหรือยังที่ถามไปเราต้องทำอย่างไรกันต่อแล้วเมื่อไหร่จะมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน
ของทีมผู้บริหาร ขอเบอร์ติดต่อของท่านไว้แต่ถูกปฏิเสธบอกว่าไม่สะดวก!!!!!!!! โกหลายชั่วโมงท่านก็โทรกลับมาเพื่อชี้แจงว่าวันจันทร์ที่จะถึงจะมีผู้บริหารมาพูดคุยด้วย (ณวันที่คุยคือวันเสาร์ แล้วเรื่องที่น่าตลกที่สุดก็คือวันจันทร์ไม่มีผู้บริหารท่านอื่นมาคุยแต่คนที่มาคุยคือ ท่านAssociate Director คนเดิมมาเอง และไม่มีคำตอบอัพเดทอะไร ไม่รู้ท่านเล่นเกมตลกปั่นหัวอะไรพวกเรา ท่านมาก็นั่งเงียบฟังอย่างเดียวไม่พูดไม่จาไม่มีคำตอบไม่มีแนวทางไม่มีอะไรทั้งสิ้นไร้ซึ่งประสิทธิภาพ (ยังคงรอคำตอบจากท่านอยู่จนถึงวันนี้)

ต่อมาเราก็มีผู้บริหาร หญิงท่านหนึ่งโทรติดต่อนัดหมายพูดคุยกับเราในวันที่ 10 ตอนนี้แอนกับพี่นิกกี้ก็
ใจชื้นขึ้นมานิดนึงเพราะว่าตรวจโควิดรอบสองผลเป็นลบทั้งครอบครัวแต่ก็ยังไม่นิ่งนอนใจ พร้อมดีใจที่มีผู้
บริหารอีกท่านหนึ่งที่น่าจะช่วยเราได้มาพูดคุยกับเราแต่สิ่งที่เหลือเชื่อก็คือท่านผู้บริหารหญิงท่านนี้ไม่ทราบ
รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลยรู้แค่เพียงคุณหมอติดโควิดและโรงพยาบาลได้เข้ามาดูแลเราใน
การกักตัวเพียงเท่านั้น!!!!!!!!!!!!! เค้าคิดว่าเค้าดูแลเราดีแล้ว การสื่อสารภายในองค์กรของท่าน =ศูนย์
ล้มเหลวไร้ซึ่งประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก คุยกันอยู่พักใหญ่ไม่คืบหน้าสิ่งที่ท่านผู้
บริหารหญิงท่านนี้อธิบายกับเราว่าทำไมถึงมาคุยกับเราช้าเพราะว่ารับแขกวีไอพีอยู่!!!!!!!! คือความ
เป็นความตายนะคะ น่าจะเป็นMedical Emergency ถ้าคุณป่วยคุณรอได้ไหม 10 วันแล้วค่อยรักษา มัน
ต้องทันทีแล้วค่ะมันต้องกระตือรือร้นมันต้องมาช่วยเหลือมันต้องมารับผิดชอบแล้วววววววววววววววกับ
ความเสี่ยงที่ทางโรงพยายามได้สร้างให้กับเรา แล้วท่านผู้บริหารท่านนี้ยังบอกอีกว่าโรงพยาบาลได้รับผิด
ชอบทางครอบครัวของแอนโดยการแจ้งว่าคุณหมอติด โควิด ตลกมากมันคือจรรยาบรรณไหมคะ????

โดยก่อนจากกันเค้าแจ้งว่าจะทำสรุปเป็นเอกสารมาให้ภายในวันเดียวกันหรือช้าสุดวันรุ่งขึ้น (11 สค)
วันนี้ 12 สค เงียบทั้งวัน ซึ่งผ่านไป2 วัน แอนต้องโทรไปถาม ( อีกแล้ว ) ได้รับคำตอบว่าวันนี้เป็นวันหยุด
ของผู้บริหารพรุ่งนี้จะรับตามให้คะ เหลืออดจริงๆไม่ไหวแล้วคะ

โดยก่อนจากกันเค้าแจ้งว่าจะทำสรุปเป็นเอกสารมาให้ภายในวันเดียวกันหรือช้าสุดวันรุ่งขึ้ (11 สค)
วันนี้ 12 สค เงียบทั้งวัน ซึ่งผ่านไป2 วัน แอนต้องโทรไปถาม ( อีกแล้ว ) ได้รับคำตอบว่าวันนี้เป็นวันหยุด
ของผู้บริหารพรุ่งนี้จะรับตามให้คะ เหลืออดจริงๆไม่ไหวแล้วคะ

ตลอดระยะเวลา 40อาทิตย์กับอีก4วัน ที่ตั้งครรภ์แอนไม่ออกไปพบเจอผู้คนใส่หน้ากากกับคนในครอบครัวและระมัดระวังตัวเกิน 100% เหตุการณ์ครั้งนี้ทำเราเสียใจและเสียหายหลายเรื่องมากทั้งสภาพจิตใจทั้ง
ความเป็นความตายของลูกที่ต้องเอามาเสี่ยง (7วันแรกแอนร้องไห้ทุกวัน) การเสียงานเสียการของพี่นิกกี้
ครอบครัว พ่อแม่พี่น้องเราเป็นห่วงมากแม่ร้องไห้อยากอุ้มหลานอยากเจอหลานแต่ไม่ได้เจอ14วันและ
ยังห่วงความปลอดภัยของพวกแอน ทุกคนคงพอเข้าใจแอนว่า เหตุการนี้มันเกิดขึ้นเพราะการไม่มีวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัย อาจจะมองว่าเป็นความประมาทเลินเล่อหรือไร้ซึ่งประสิทธิภาพไม่มีขั้นตอน ในการทำงานอย่างจริงจังของโรงพยาบาลชั้นนำแห่งนี้ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ

สุดท้ายนี้แอนอยากให้ประสบการณ์ของแอนเป็น
ประโยชน์กับทุกๆคนที่อาจจะมีคน ในครอบครัว ญาติ พี่น้องหรือ เพื่อน ที่กำลังจะมีน้องดูแลตัวเองให้
ปลอดภัยและป้องกันจากความเสี่ยงนะคะถามอะไรโรงพยาบาลได้ก่อนถามเลย

ครอบครัว พ่อแม่พี่น้องเราเป็นห่วงมากแม่ร้องไห้อยากอุ้มหลานอยากเจอหลานแต่ไม่ได้เจอ14วันและ
ยังห่วงความปลอดภัยของพวกแอน ทุกคนคงพอเข้าใจแอนว่า เหตุการนี้มันเกิดขึ้นเพราะการไม่มีวิธี
ปฏิบัติที่ปลอดภัย อาจจะมองว่าเป็นความประมาทเลินเล่อหรือไร้ซึ่งประสิทธิภาพไม่มีขั้นตอนในการทำงานอย่างจริงจังของโรงพยาบาลชั้นนำแห่งนี้ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยจริงๆสุดท้ายนี้แอนอยากให้ประสบการณ์ของแอนเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่อาจจะมีคน ในครอบครัว ญาติ พี่น้องหรือ เพื่อน ที่กำลังจะมีน้องดูแลตัวเองให้
ปลอดภัยและป้องกันจากความเสี่ยงนะคะถามอะไรโรงพยาบาลได้ก่อนถามเลยส่วนเคสของแอนน์ก็จะสู้ต่อไปค่ะ’

ภายหลังแอนเน็ทได้ออกมาย้ำว่าที่ออกมาพูดไม่ได้มีเจรตนาพาดพิงให้ใครเสียหาย โดยเธอบอกว่า

‘ขออนุญาตย้ำอีกครั้งนะคะ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่โกรธคุณหมอ และไม่ขอพาดพิงให้คุณหมอเสียชื่อเสียงค่ะ แอนไม่ blame บุคลากร
ทางการแพทย์แม้แต่คนเดียวค่ะเพราะว่าทุกคนดูแลแอนอย่างดีทำงานตั้งใจและพยายามป้องกันตัวเองกันแล้ว

เรื่องนี้ โรงพยาบาลผิดเต็มๆค่ะ ปล่อยประละเลย ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยอย่างที่ควรเป็น กับสิ่งที่โรง
พยาบาลได้แจ้งไว้เป็นรายลักษณ์อักษร แต่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่แจ้งไว้’