ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ขอใช้ชีวิตทั้งหมดที่มีเพื่อดูแลแม่-ลดสถานะ ไมค์ แค่เพื่อนในวันที่มีรอยยิ้มไม่ได้

ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ ขอใช้ชีวิตทั้งหมดที่มีเพื่อดูแลแม่ลดสถานะ ไมค์ แค่เพื่อนในวันที่มีรอยยิ้มไม่ได้

ต้องฝ่ามรสุมชีวิตลูกใหญ่ สำหรับนางเอกสาว ปุ๊กลุก ฝนทิพย์ วัชรตระกูล กับอาการป่วยของคุณแม่ ที่เจ้าตัวเปิดใจเล่าทั้งน้ำตาเป็นครั้งแรก ในรายการ WOODY SHOW ว่าเป็นเรื่องที่หนักที่สุดในชีวิต เปรียบเหมือนกับโลกถล่ม ก่อนหน้านี้ในชีวิตก็ยกให้พ่อกับแม่เป็นกำลังใจสำคัญที่สุด ถึงกับตั้งเป้าว่าจะไม่มีลูก เพราะอยากเอาเวลาทั้งชีวิตให้กับพ่อและแม่ในช่วงบั้นปลาย

อยากเอาเงินทั้งหมดที่มีให้กับคนที่เขาเลี้ยงเรามาทั้งชีวิต อยากให้เขามีความสุขที่สุดในช่วงที่เขาเหนื่อยมามากที่สุดแล้ว

ก่อนที่ ปุ๊กลุก จะย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ว่า เป็นความเครียดในช่วงที่เกิดโควิด-19 รวมถึงการที่คุณแม่มีโรคประจำตัว คือ ความดันโลหิตสูง แต่กระนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไปหาคุณหมอเป็นประจำตลอด และไม่เคยมีจะสัญญาณเตือนเลยว่าแย่

ในคืนวันนั้นเราก็กำลังจะนอนเลย คือ แปรงฟันเรียบร้อยกำลังล้มตัวลงนอนแล้วก็ได้ยินเสียงเหมือนของหนักมันตก

เลยวิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว ก็เห็นภาพคุณแม่นอนจมกองเลือดอยู่หน้าบันไดเลย

ปุ๊กลุกว่าเป็นภาพที่เธอเคยเห็นจากในละครมาไม่น้อย แต่พอวันหนึ่งมันเกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ มันไม่เหมือนกับที่แสดงมาทั้งชีวิตเลย

ตกใจมาก ไม่คิดว่าเป็นภาพที่จะเห็น และรับมือกับมันไม่ได้เลย

ไม่มีเวลาที่จะขาดสติได้เลย แม้แต่วินาทีเดียว ดีใจที่วันนั้นเราไม่ได้กลับบ้านดึก ดีใจที่วันนั้นเราอยู่ที่บ้าน ดีใจที่ไม่ได้นอนเร็วเหมือนทุกครั้ง รู้สึกว่ามันมีความโชคร้าย แต่มันก็มีความโชคดีอยู่ในนั้น ที่เป็นวันที่ทุกคนในบ้านอยู่พร้อมกันหมดเลยที่จะช่วยกัน

ซึ่งอาการป่วยก็ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าจากลักษณะการแตกของกะโหลก เส้นเลือดแตกก่อนแน่นอน เพราะว่าคุณแม่ไม่มีการพยุงร่างกายไว้ได้เลย คุณหมอใช้คำว่าเหมือนแตกอย่างหนักด้านหลังจากสาเหตุความดันโลหิตเส้นเลือดในสมองแตก

พร้อมว่าโอกาสที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม หรือโอกาสที่จะฟื้น หรือโอกาสที่จะรอดมันเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากๆ เพราะขาดออกซิเจน สมองขาดอากาศหายใจนานเกินไป

คือตัวเราเองก็ไม่รู้ว่าคุณแม่หมดลมหายใจไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เราทำดีที่สุดแล้ว คุณหมอแจ้งว่าจากแผ่นเอกซเรย์มันขาดนานเกินไป

แล้วคุณหมอก็ถามว่าลูกสาวมีวิธีการคิดยังไงหลังจากนี้ ถ้าเกิดว่าตัวคุณแม่ไม่เหมือนเดิม จะให้หมอรักษาแบบไหนที่ญาติต้องการ คือคุณหมอก็คงรู้ว่าค่าใช้จ่ายจะเยอะตามมา เราก็ตอบว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะไม่ปล่อยมือแม่ ให้คุณหมอรักษาเต็มออฟชั่นเท่าที่คุณหมอจะทำได้ โดยที่ไม่ต้องคำนึงเรื่องค่าใช้จ่าย คือรู้ว่ามันหนักสำหรับเรา

แต่ว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ชีพจร ออกซิเจน อะไรทุกอย่างของแม่ไม่ได้ส่งสัญญาณมาว่าแม่ไม่อยากที่จะไปต่อกับหนู หนูก็จะไม่ทรมานแม่ ตอนอยู่ในห้อง ICU ก็คุยกันทุกวันว่า ถ้าแม่สู้ แม่ต้องให้หนูเห็นว่าหนูไม่ได้ทรมาน เพราะว่าหนูก็จะทำสุดเท่าที่หนูจะทำได้ จะจับมือแม่จนกว่าแม่จะปล่อยมือหนู หนูไม่มีทางปล่อยมือแม่ ถ้าแม่ไม่ส่งสัญญาณอะไรมาครอบครัวเราจะไม่ปล่อยมือแม่

พอวันที่แม่ล้มมันทำให้ทุกคนในบ้านกลับมาคุยกันว่าจริงๆ มีอีกตั้งหลายอย่าง ที่เราทำได้มากกว่านั้น เช่น บางทีเรารู้สึกว่าแม่ขี้บ่น ขี้น้อยใจ เราอยากเปลี่ยนเขาว่า ทำไมต้องน้อยใจเราด้วย เราก็ต้องมีเพื่อนนะ ออกไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง

กลายเป็นรู้สึกว่า ทำไมในตอนนั้นเราไม่เข้าใจเขา ทำไมไม่มองว่ามันคือ ความน่ารัก คิดว่าพ่อแม่จะมีความสุขที่สุด ถ้าเรายอมรับในสิ่งที่เขาเป็นและไม่เป็น เราเปลี่ยนเป็นความเข้าใจไปเลยดีกว่า ถ้ามันทำให้เขามีความสุขมากขึ้น

ซึ่งพอเจอกับเหตุการณ์นี้ จึงทำให้เราคิดได้

กับเรื่องดังกล่าวนั้น ปุ๊กลุก ก็ยอมรับมีผลในความสัมพันธ์ของคนกับ ไมค์ ภัทรเดช สงวนความดี เช่นกัน

คือมันเป็นความรู้สึกของเราเอง

รู้สึกว่าตัวเราเองไม่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต หรือว่าภาวะอารมณ์ บางทีเราก็ไม่ว่าใครจะพูดอะไรที่มันขำแค่ไหนเราก็เหมือนไม่ได้ยิน คิดเรื่องอื่น เหมือนกำลังกังวลมีหลายความรู้สึกมากๆ ใน 1 วัน ตั้งแต่คุณแม่ล้ม

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือเวลาที่เจอ หรือคุยกับไมค์ ก็จะรู้สึกว่าเหมือนเราดึงเขาเข้ามาอยู่ในภาวะนี้เสมอ เพราะว่าตัวเราก็ไปภาวะอื่นไม่ได้

ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรที่พยายามให้เรามีความสุข บางทีก็รู้สึกว่าเราไม่ได้อยากฟัง

มันเป็นความผิดของเราเอง เลยมีความรู้สึกว่าไม่อยากให้เขา มาอยู่ในภาวะที่ต้องทุกข์แบบเดียวกับเรา ก็เลยคิดว่าเราถอยดีไหม เป็นเพื่อนที่ให้กำลังใจกันไปตลอด โดยที่ไม่ต้องพยายาม เขาก็ไม่ต้องพยายามทำอะไรให้เราอีกแล้ว

ทั้งนี้ ปุ๊กลุก ก็ว่ารับรู้ว่าไมค์มีความทุกข์ใจไปด้วย ในวันที่คุณแม่ของตนป่วย

วันที่แม่ล้มคือไมค์ขับรถมาถึงที่โรงพยาบาล คือ ใช้เวลาเร็วมากๆ เลย เห็นถึงความรักที่เขามีให้กับครอบครัวเรา แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเขาที่เรายิ้มไม่ได้ และเขาก็ไม่สามารถยิ้มได้ เพราะว่าเราก็ยิ้มไม่ได้

ก็เลยคิดว่าการที่เรามีสเตตัสที่มันเว้นระยะสักนิดนึง เขาก็จะได้มีความสุขในแบบที่เขาควรจะเป็น

และเมื่อถามว่าตอนที่ขออนุญาตปรับสถานะ ไมค์ โอเคเหรอ? ปุ๊กลุก ก็ว่า

คือเหมือนเขาอยู่ในภาวะที่อะไรก็ได้สำหรับเรา แล้วแต่ที่ปุ๊กสบายใจ แต่เขาก็จะยืนอยู่ที่เดิม ที่เคยยืน เป็น Just สถานะ

แต่แบบเราหันไปกี่ครั้งก็มั่นใจว่าจะเห็นเพื่อนคนนี้ ไม่เคยปล่อยมือเราเลย แม้แต่วินาทีเดียว

รวมถึงแต่ก่อนเราอาจจะไปกินข้าวนอกบ้านได้ แต่ถ้าวันหนึ่งแม่กลับมาอยู่ที่บ้านก็คงไม่มีแก่ใจออกไปกินข้าวนอกบ้าน ตราบใดที่แม่ยังต้องใช้การช่วยเหลือเยอะแยะมากมายแบบนี้อยู่

การที่มีสเตตัสแบบนี้ก็อาจจะทำให้เขาได้ใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องทุกข์ไปกับเรา 100% ไปเสียเวลาชีวิตเขาด้วย

อย่างไรก็ตาม สุดท้าย ไมค์ ก็ได้ฝากคลิปบอกความใจในถึง ปุ๊กลุก ผ่านรายการไว้ด้วยว่า

ส่วนตัวก็รู้จักกับ ปุ๊กลุก มาหลายปีนะครับ ได้เห็นในหลายๆ มิติของกันและกัน เขาเป็นคนที่รักครอบครัวมาก ยังจำได้เลยว่าตอนที่เขาทำบ้าน มุมนี้นะทำเป็นห้องทำงานพ่อให้พ่อทำงานอย่างมีความสุข จะทำมุมนี้ให้แม่ดูทีวีไปด้วยนั่งกินข้าวได้ด้วย คือเขาคิดเผื่อคนอื่นไปหมดก่อนตัวเอง ในฐานะลูกเป็นลูกที่ดีมาก ผมเชื่อว่าความดีที่เขาเป็น จะส่งผลต่อชีวิตเขาแน่นอน เป็นกำลังใจให้เสมอนะ เธอมีอะไรเล่าให้เราฟังได้ทุกเรื่องเหมือนเดิม มีอะไรให้ช่วยเหลือบอกได้เลย อยากจะบอกว่ามีอีกหลายคนที่รักเธอมาก

สู้ๆ นะ เป็นกำลังใจให้เหมือนเดิม อยู่ตรงนี้แหล่ะ มีอะไร Just call me”

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon