จากนางเอกสู่แม่ค้า แหม่ม อลิษา เล่ามรสุมชีวิตป่วยซึมเศร้า-ทำงานปลดหนี้ 20 ล้าน

10.09.21 | 12:03 น.

จากนางเอกสู่แม่ค้า แหม่ม อลิษา เล่ามรสุมชีวิตป่วยซึมเศร้า-ทำงานปลดหนี้ 20 ล้าน

อดีตนางเอกชื่อดัง แหม่ม อลิษา มาเปิดเผยชีวิตสุดพลิกผัน พร้อมควงแฟนสาวหล่อรุ่นน้อง อายุห่างกัน 13 ปี มาในรายการคุยแซ่บshow ทางช่องวัน 31 โดยอลิษาให้สัมภาษณ์ว่าจากเส้นทางของคนประกวดนางงามเธอก็ตัดสินใจสมัครเป็นดารา

“ความคิดของเด็กคนหนึ่งคือฉันอยากขึ้นไปอยู่บนจอ อยากให้คนดูฉัน แล้วไปเจอข้อความเขารับสมัครพอดี”

อลิษาซึ่งปัจจุบันเปิดร้านขายอาหารตามสั่งยังเล่าถึงช่วงเวลาที่อยู่ในวงการว่า โดนบูลลี่เรื่องรูปร่างมาตลอด ด้วยความที่มีโครงร่างใหญ่ จึงกินยาลดความอ้วนมาตลอด

“เป็นคนที่อ้วนง่ายมาก ด้วยโครงสร้างของพ่อแม่เราเป็นคนตัวใหญ่อยู่แล้ว แล้วเราจะบีบโดยการใช้ยา พี่ไม่ได้มีหมอเดียวในการหาหมอลดความอ้วน พี่มี 3 หมอ เราก็ตระเวณเอายาทุกหมอ แล้วเราก็จะกินต่อเนื่อง แล้วมี 1 ปี ที่ 365 วันไม่มีวันหยุดเลย”

แต่ถ้ามีอาการไม่ปกติเมื่อไหร่จะเปลี่ยนยาทันที จะไม่ฝืนกิน

Advertisement

“กลัวหยุดแล้วอ้วน คือถ้ากินของหมอคนนี้วันแรกแล้วมีอาการ กลับไปเลยว่าเราสั่น หัวใจเราสั่นมาก มือเราสั่น หมอจะปรับยาลง”

ซึ่งตอนนี้คือก็ผลพวงทั้งหมดที่ 10 กว่าปีที่เราทานยาหนักบ้าง เบาบ้าง พอเริ่ม 40-45 ทุกอย่างมันจะมาหมด แล้วจะเอาลงกลับไปยาก ต้องทำความเข้าใจกับสภาพที่มันเกิดขึ้นก่อน

ด้านของสุขภาพ “ช่วงนึงค่อนข้างแย่ เพราะมันมาทั้งรูมาตอยด์ แล้วมาเจอความดัน มาเจอไขมัน คือโรคเสี่ยงพอถึงเวลามันมาเป็นแพคเกจให้เราเลย ก็ต้องเริ่มกลับมาดูแลตัวเองก่อน แต่อาจจะไม่ได้ผอมลง แต่เอาตัวเองให้แข็งแรงก่อน แล้วก็ตัดยาลดความอ้วนทุกอย่าง ณ เวลานี้หลายปีแล้วที่ไม่แตะเลย”

ซึ่งตอนนั้นที่ตัดสินใจใช้ยา เพราะเป็นความกดดัน ด้วยความเป็นนางเอกที่ถูกบีบไว้ว่าต้องสวย ต้องหุ่นดี

“คือสวยเราได้ แต่หุ่นเราไม่ได้ ด้วยบอดี้เราถ้าเราดูแลบีบไว้มันก็โอเค แต่เป็นคนที่ปล่อยปละละเลยตัวเองในส่วนนี้ มีความมั่นใจในตัวเองสูงไป ก็ทำไมละ สวยอยู่ อ้วนก็ไม่เป็นไร จ้างสิ คิดแบบของเด็ก ณ ตอนนั้น ซึ่งมันไม่ใช่ มันใช้กับวงการมายาตรงนี้ไม่ได้”

เคยโดนทัก ถึงขั้นไปร้องไห้ในรถ “เวลาอยู่ในกอง เราจะกิน อุ้ย…กินอีกแล้วเหรอ เดี๋ยวก็อ้วน รู้ไหมเนี่ยวันนี้ทั้งวันยังไม่ได้กินอะไร ก็กินพร้อมกัน”

“ก็เข้าไปนั่งร้องไห้อยู่ในรถ แต่เป็นคนที่เวลาอยู่หน้างานจะหักความทุกข์เราเร็วมาก ให้มันจบไปก่อน ให้มันผ่านไป เราก็จะพยายามไม่นั่น ไม่นี่กับเขา แล้วถ้าคุยได้ก็จะบอกว่า อย่าอะไรกับเราเลย เรามาทำงาน ไม่ใช่เราไม่เครียด ความเครียดเรามีอยู่แล้ว เวลาเราไปกองเจอตัวน้อยๆ คือตอนนั้นจะตอบโต้ค่อนข้างแรง แต่พอมา ณ ปัจจุบัน เราก็จะหักอีกอย่างเพื่อไม่ให้คนเกลียดเรา”

“เราจะปิดตัวเองไปเลย ถ้าเห็นว่ามันไม่ไหวก็ไม่รับ ไม่อยากไปปะทะ ไม่อยากให้ใครทัก เวลาเราไปกองเราทำงานเต็มที่ เพราะว่าบทด้วยอะไรด้วย ความเครียดมันสะสม แล้วเก็บไม่ออกไปไหน มันก็กลายเป็นว่ามีกรอบให้ตัวเองหนาเลย”

ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงปมหนี้ 20 ล้าน อดีตนางเอกดังก็ว่า ตั้งแต่ช่วงฟองสบู่แตก แบงก์ยึดบ้าน ยึดอาคารพานิช เพราะเราทำธุรกิจกิ๊ฟช้อป เราก็ต้องยอมทุกอย่างเพื่อปลดหนี้ แต่กว่ามันจะปลดได้มันทบไปเรื่อยๆ จนเรามีความรู้สึกว่ามันสิ้นหวัง

“หนี้เกิดจากเวลาเราทำกิ๊ฟช้อป มันจะมีบางตัวที่ตีกลับ ล็อตนึงตีกลับ 5-6 แสนก็มี คือไม่ผ่านเลย เพราะบางคัวเราไปจีน โคมไฟ หมอน รองเท้า กระเป๋า จากอุตสาหกรรม โรงงานเล็กๆ ย่อมๆ มันเยอะ แต่วันนึงมันล้มขึ้นมามันเยอะมาก

ตอนนั้นถึงขั้นคิดว่าไม่อยากอยู่แล้ว “มีความรู้สึกว่าถ้าตายแล้วคือจบ แต่มันก็มีประเด็นเล็กๆ ขึ้นมาว่า ไม่จบนะ หนี้สินผู้สืบทอดเหมือนว่าพ่อ แม่ ก็ต้องรับผิดชอบ ก็เลยไม่ ก็อยู่ต่อ ลองอดทนอีกสักเฮือกนึง อยู่มาจน ณ ปัจจุบันนี้ไม่รู้กี่เฮือกแล้ว”

ทุกวันนี้หนี้ 20 ล้านหมดยัง? “หมดแล้ว คือไม่ว่าอะไรคือยอมที่จะเหลือแต่ตัว บ้านไม่มีอยู่ไม่เป็นไร แต่ให้หนี้มันหมด ทรัพย์สินทั้งหมดขายทอดตลาดและชดใช้ไป”

โดยวิถีชีวิตในตอนนี้นั้น ก็อยู่คอนโดเล็กๆ ที่เมืองทอง กับลูกสาว 4 ขา ที่คุณหมอแนะนำให้เลี้ยง เพราะโรคซึมเศร้า เราป่วย เขาคือยาขนานเอก

ก่อนจะเล่าถึงการจัดการกับความคิดตัวเองยังไง ในช่วงมรสุมชีวิต

“อันแรกเลยสติมา แล้วยอมรับก่อน ยอมรับว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญปัญหาแบบนี้ๆ ค่อยๆ ไล่แก้”

“สูงสุดคืนสู่สามัญ ยากมาก ร้องไห้แบบถ้าเอามาเป็นสระว่ายน้ำไม่รู้คูณเท่าไหร่ เราแก้ปัญหาด้วยการไม่พูดไม่บอกใคร เรานั่งร้องไห้ นั่งเกาะหน้าต่าง เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ชีวิตมันต้องหาจุด อุ้ย เดี๋ยวมีละครตอนบ่าย ฉันอยากดูเรื่องนี้ มันต้องหาจุดไปเรื่อยๆ”

ไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ “ไม่กลัวเลย ถ้าเรายังมีแรงที่จะทำได้ พี่มีความรู้สึกว่าไม่อยากแบบลำบากนะ ขอยืมเงินหน่อย หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราหาได้แค่ไหนเราใช้แค่นั้น แล้วเรามีจุดว่าฉันอยากได้อันนี้เมื่อก่อนฉันก็เคยได้แล้ว ฉันอยากไปตรงนี้เมื่อก่อนฉันก็เคยไปแล้ว อย่างน้อยๆ ฉันก็เคยไปมาเกือบครึ่งโลก ในขณะที่บางคนเขาไม่เคยไปไหนเลยก็ได้ มันก็จะทำให้เราไม่ต้องไปเครียดอะไรมากมาย เพราะมันเลยจุดตรงนั้นมาหมดแล้ว เพียงแต่ว่าฝันตัวเองข้างหน้า ถ้าทำได้อยากทำต่อไป”