ไอดอล, ดีว่าเมืองไทย, ความภูมิใจ ของ ‘แก้ม วิชญาณี’

ไอดอล, ดีว่าเมืองไทย, ความภูมิใจ ของ ‘แก้ม วิชญาณี’

แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น คือนักร้องสาวเสียงดีที่หลายคนรู้จักในนาม แก้ม เดอะสตาร์ ที่ล่าสุดเมื่อเวทีนี้ได้กลับมาอีกครั้ง ในชื่อ The Star Idol แก้มก็ว่ารู้สึกตื่นเต้นและดีใจ ที่เวทีซึ่งแจ้งเกิดให้เธอได้กลับมาพบผู้ชมอีกครั้ง

“ของเราจะเป็นเดอะ สตาร์ ที่ทุกคนคุ้นชิน แต่อันนี้คืออีกมุมมองหนึ่ง คือคนนึงอาจจะมีหลากหลายสไตล์ ครบ จบในคนเดียว” แก้มให้ความเห็นถึงรายการ ทั้ง ‘The Star’ ในอดีต และ ‘The Star Idol’ ในปัจจุบัน ซึ่งกำลังออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. ทางช่องวัน 31

หรือพูดง่ายๆก็คือจะเป็นการค้นหา ‘เดอะ สตาร์’ คนใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น
“แก้มว่าด้วยยุคสมัยนะคะ ยุค 2021 ก็จะมีความแตกต่างจากรุ่นก่อนๆ”

อย่างไรก็ดี “แก้มเชื่อว่ายังไงทุกๆ รุ่นของเดอะ สตาร์ ก็คือมีเอกลักษณ์ และมีความขลังของตัวเอง ของแต่ละรุ่นอยู่แล้ว”

กับ ‘การประกวด’ แก้มผู้เคยมีประสบการณ์ เล่าว่า ตอนนั้นเธอคิดแค่อยากจะได้พื้นที่แสดงความสามารถ ดังนั้นจึงมุ่งมั่นอยู่กับความพยายามถ่ายทอดความรู้สึก ถ่ายทอดการร้องเพลงเพราะ ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกมีความสุข

“และเราอยากจะมอบความสุขนี้กลับไปให้คนที่เขาฟังเราอยู่”

“อันนี้คือจุดสำคัญในการที่แก้มรู้สึกว่า ทำให้เราผ่านการร้องเพลงต่างๆ มาได้”

“เพราะแก้มเชื่อมั่นในสิ่งที่แก้มทำ โดยที่ไม่คาดหวัง ว่าเราจะต้องได้อะไรกลับมา”

ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 13 ปีก่อน แก้มซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี บอกว่าเธอติดตามดูรายการเดอะ สตาร์ มาตลอด ตั้งแต่ซีซั่นแรกที่ สนธยา ชิตมณี ชนะเลิศ

“ตอนนั้นแก้มอายุ 13 ค่ะ” เล่าแล้วเจ้าตัวก็หัวเราะเบาๆ

แล้วว่า ในความเห็นเธอ “พี่สนคือที่สุด เราเห็นเขาเป็นไอดอลในเรื่องของไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง หรือความกตัญญูต่างๆ”

ขณะเดียวกันก็คิดด้วยว่า “เวทีนี้มันคือการร้องเพลงจริงๆ”

อย่างไรก็ดี เด็กซึ่งชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ เป็นนักร้องของโรงเรียน แถมยังเคยผ่านเวทีประกวดของจังหวัด ก็มองว่า “แบบฉันเนี่ยนะจะได้ถ้าออกทีวี มันจะได้เหรอ”

เรื่องจะยึดเป็นอาชีพ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“ไม่เคยคิดถึงขนาดนั้น คิดแค่ว่าเราเห็นพี่เขาเป็นแบบอย่าง ถ้ามีโอกาส ก็อยากได้ไปเจอพี่ๆกรรมการ อยากรู้ว่าพี่ๆเขาจะพูดกับเรายังไง”

ครั้นไปปรึกษาแม่ “บอกแม่ว่า ลูกขอไปประกวดนะคะ ถ้าลูกอายุถึง แม่ก็บอกว่าถ้าไม่กลัวพี่ๆ กรรมการก็ไปเลยลูก” นึกถึงคำแม่ แล้วแก้มก็หัวเราะอีก

จากนั้นโอกาสที่รอคอยก็มาถึงเมื่อ เดอะ สตาร์ 4 มาเปิดรับสมัครผู้เข้าแข่งขันถึงจังหวัดภูเก็ต

“แล้วแก้มอยู่ภูเก็ต ก็รู้สึกว่าโอกาสมาถึงที่แล้ว เราจะไม่ไปหรือ”

ถามตัวเองอย่างนั้น แล้วก็ตัดสินใจไปสมัคร “โดยที่ไม่ได้คิด” และ “ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราจะทำให้ดีที่สุดแล้วกัน”

ถึงวันนี้แก้มบอกกับ ‘มติชน’ ว่าเธอรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่ผ่านมา

“ภูมิใจในช่วงเวลาที่บางครั้งเรารู้สึกว่าไม่ไหว แต่เราก็ผ่านมาได้”

“มันไม่มีอะไรง่ายค่ะ ระหว่างทางทุกอย่างมีการเรียนรู้ มีอุปสรรค หรือปัญหาต่างๆ เข้ามาให้แก้”

และโชคดีที่มีครอบครัวและคนรอบข้างคอยให้คำแนะนำและกำลังใจ

รวมทั้งธรรมะที่ได้พยายามศึกษาก็ยังช่วยทำให้มีสมาธิ และสติ ในการที่จะผ่านเรื่องราวต่างๆ ไปได้

“ทุกอย่างมันเลยค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปมาโดยตลอด”

“ถ้ามองในมุมของการทำงาน แก้มภูมิใจมากที่แก้มผ่านแต่ละสเต็ป ผ่านแต่ละช่วงเวลามาได้ แล้วมีคนที่ยังคอยรัก คอยซัพพอร์ต ให้กำลังใจ และคนรอบข้างที่เชื่อมั่นในตัวเรา”

“ไม่คิดว่าน้องชุดชมพูในวันนั้น ที่หัวหยอยๆ หน่อย ได้ทำในสิ่งที่รักแล้วเส้นทางนี้มันคือสิ่งที่ไม่น่าเชื่อนะ ว่าเราจะได้ทำ และเป็นอาชีพของเราจริงๆ”

ในวัยใกล้จะครบ 32 ปี แก้มพูดถึงเสียงชื่นชม เสียงที่ยกให้เธอเป็น หนึ่งในดีว่าของเมืองไทยว่า ขอบคุณที่ให้เกียรติ รู้สึกดีใจ และก็ภูมิใจมากๆ

ขณะเดียวกัน“ก็อยากจะพัฒนาตัวเองต่อไปให้เหมาะกับสิ่งที่เขาเรียกหรือให้เหมาะกับทุกคนที่เขาชื่นชม”

ทั้งนี้ในความคิดเห็นของเธอนั้น ทุกๆคำชม รวมถึงทุกๆคำติ ล้วนแล้วแต่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธออย่างในทุกวันนี้ และเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับปรุง รวมไปถึงต่อยอดเพื่อพัฒนาตัวเอง

สำหรับการเป็นดาวอยู่ในวงการนี้ แก้มบอกตรงๆว่า “ไม่ใช่ทุกวันที่เราจะเจอแต่สิ่งดีๆ”

แต่กระนั้น “แก้มอยากจะขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ขอบคุณที่ยังมองเห็น และขอบคุณที่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้รู้ว่าแก้มยังจะไปต่อได้”

ไปต่อกับการร้องเพลงอย่างมีความสุข

*ที่สุดของการทำงาน
นอกจากการเป็นนักร้องแล้ว แก้มบอกว่าเธอยังมีโอกาสได้ทำงานหลากหลาย และในบรรดานั้น เธอรู้สึกว่า การได้เป็นหนึ่งในทีมพิธีกรรายการ ‘4 โพดำ’ นั้นคือที่สุด เพราะนอกจากจะได้ประสบการณ์ใหม่ ก็ยังได้ค้นเจอความสามารถบางอย่างของตัวเอง ที่ไม่เคยรู้มาก่อน

“4โพดำ นี่คืออื้อหือ..”

“คือถ่ายแบบเปลี่ยนคาแรกเตอร์กันทุกวันนะคะ วันหนึ่งเปลี่ยน 3 บท”

แถมนอกจากหน้าที่พิธีกรดังว่า บางครั้งบางคราก็ยังต้องร้องเพลง ต้องเล่นละครในรายการ แถมขยับไปเล่นละครเวที

“มันตอบโจทย์ทุกๆ อย่างที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเอง”

“เหมือนโรงเรียน” ที่สอนวิชาให้นำไปปรับใช้ทั้งในแง่ของงานและในการดำรงชีวิต

ขณะเดียวยังทำให้เกิดความกล้าที่จะออกจากกรอบของตัวเอง

เพราะจากปกติที่เป็นคนซึ่งตั้งมั่นจะทำอะไรก็ตามที่ “รู้ตัวว่าทำได้ดี ก็จะตั้งใจทำในตรงนั้น”

“แต่รายการนี้ก็ทำให้ได้รู้ว่า มีอื่นๆ ที่เรายังทำได้”

“เราเลยได้รู้ตัวตนในหลายๆ มุมมองมากขึ้น ว่าฉันเล่นบทนี้ได้ ฉันทำอย่างนี้ได้ เอ้า…ฉันตลกเหรอ แก้มไม่เคยมองว่าตัวเองตลกเลยนะคะ” บอกพลางยิ้ม

การได้ทำรายการ 4 โพดำ จึง “เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ในชีวิต”

“ทุกอย่างที่ได้ทำ ทำให้ได้รู้ว่า อันนี้โอเค อันนี้เหมาะนะจ๊ะ หรืออันนี้อาจจะยังไม่ใช่เรา”

“มองว่ามันเป็นโอกาสทั้งนั้นสำหรับเรา โอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเอง”

*ความภาคภูมิใจของแก้ม
นอกเหนือจากการประสบความสำเร็จในการทำงาน แก้ม วิชญาณี ก็บอกว่าการสามารถดูแลครอบครัวได้ ก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ

เพราะ “แก้มทำได้ย่างที่พูดในวันแรกๆ กับแม่ ว่าลูกจะดูแลแม่”

“และสุดท้ายเราก็ทำได้จริงๆ”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้หน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ.2564
บทความถัดไปเฮ! เยียวยารอบ 2 ‘ม.33’ รับเงิน 2.5 พัน ดีเดย์ 27 กันยาฯ ม.39, 40 จ่าย 21-23 ก.ย.