‘บิ๊กแอส’ วงร็อกรถไฟเหาะ 19 ปีที่เปลี่ยนแปลง(เสมอ) กับคอนเสิร์ตเลเจนด์ ออฟ เดอะ ร็อก สตาร์

23.09.16 | 11:30 น.

การฝ่าฟันจนขึ้นมายืนในฐานะ ‘วงร็อกแถวหน้า’ ของเมืองไทยย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรักษาตำแหน่งนั้นไว้ก็ดูจะไม่ได้ยากน้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะกับวงดนตรีที่มีบททดสอบมาให้พิสูจน์ตัวเองตลอด ตั้งแต่อัลบั้มแรกในปี 2540 จนถึงปัจจุบัน อย่างวงที่ชื่อว่า บิ๊กแอส

“19 ปีที่ผ่านมาเราอยู่กับความเปลี่ยนแปลงมาตลอด เหมือนกับอยู่ในทุกข้อต่อของวงการดนตรีเมืองไทย วงการดนตรีโลกเลยก็ว่าได้” กบ – ขจรเดช พรมรักษา มือกลอง-นักแต่งเพลงประจำวงบอกยิ้มๆ ก่อนลงรายละเอียดที่เคยผ่านตั้งแต่สมัยเทปคาสเซ็ต ซีดี เอ็มพี 3 ริงโทน ดาวน์โหลด จนถึงยุคสตรีมมิ่ง

โดย หมู – อภิชาติ พรมรักษา มือกีตาร์เล่า “มันหนักหนาทุกช่วง ทุกการเปลี่ยนแปลงมันน่ากลัวเสมอ”

“จากแต่ก่อนเป็นเทป เวลาฟังเราต้องไปใส่ในเครื่องเล่นต่างๆ ซึ่งมันจะให้เสียงไม่เหมือนกัน พอมาถึงซีดีก็ต้องทำเหมือนกัน จากซีดีมาเป็นดิจิทัล ตอนนั้นก็ตลกเหมือนกันที่เราต้องไปเช็กเพลงจากโทรศัพท์ว่าเรามิกซ์ออกมาแบบนี้เสียงจะเป็นอย่างไร”

นั่นเป็นเพราะ อ๊อฟ – พูนศักดิ์ จตุระบุล นักแต่งเพลง-มือกีตาร์อีกคนให้เหตุผล “เราก็พยายามแทนว่าถ้าคนเขาโหลดไปเขาจะได้ยินอะไร ให้เขาได้ยินอย่างที่เราตั้งใจนำเสนอ ขั้นตอนยากมากก็ต้องปรับตัว”

Advertisement

ขณะเดียวกัน กบว่า นอกจากเรื่องเครื่องมือ ความยากยังอยู่ที่ทัศนคติของวงการเพลงที่เปลี่ยนไปตามแฟชั่น

“เราก็เล่นดนตรีร็อกตลอดเวลา แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องปรับตัวเสมอ เราต้องเปิดกว้างเสมอ อย่างเช่นในยุคหนึ่งเป็นยุคอาร์แอนด์บีมาแรง เราก็แบบจะทำยังไงให้อยู่ได้โดยตัวเราไม่เสียหายไปแล้วก็ยังเปิดรับเรื่องราวใหม่ๆ ได้ด้วย มียุคหนึ่งเรียกว่าอีโมพังก์ เราก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพ แต่หัวใจหลักของเรายังเป็นดนตรีร็อก เสื้อผ้าเราอาจจะปรับเปลี่ยนได้ แต่ว่าตัวตนข้างในที่เราจะยืนหยัดสิ่งที่เราเป็นแล้วก็ยังอยู่ในสังคมกระแสเพลงได้เรื่อยๆ ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุด”

ซึ่ง โอ๊ค – พงษ์พันธ์ พลสิทธิ์ มือเบสเสริม “ด้วยความที่เราชื่นชอบและค้นคว้าที่จะฟังเพลงใหม่ๆ ตลอดเวลา มันทำให้เรากระตุ้นที่อยากจะทำสิ่งใหม่ๆ คือมันไม่ได้แบบว่าเราเสแสร้ง อันนี้เปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนตาม มันคือความชอบลึกๆ ที่เราอยากลองสิ่งใหม่ แต่อยู่ในพื้นฐานความเป็นร็อกอยู่”

ดังนั้น กบจึงย้ำ “ณ วันนี้เราก็ยังอยู่ในขั้นตอนการปรับตัวอยู่เลย ในแง่ดีคือมันก็หล่อเลี้ยงพวกเราว่าตื่นมายังมีเรื่องใหม่ๆ อยู่เสมอ ท้าทายให้เราออกไปเจอ”

และถ้าให้เปรียบเขาว่า “เราก็เหมือนรถไฟเหาะตีลังกา อยู่จุดต่ำสุดแล้วก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น แล้วมันก็วนไปวนมา”

กบ - โอ๊ค - อ๊อฟ สนทนาอย่างออกรส
กบ – โอ๊ค – อ๊อฟ สนทนาอย่างออกรส

 

ฟังแล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าหลังขึ้นไปติดลมบน ‘บิ๊กแอส’ เคยร่วงลงมาด้วยหรือ? ซึ่งอ๊อฟแจงว่า พวกเขากับคนทั่วไปอาจมองคนละมุม เพราะบางงานผู้ชม 6 พันคนอาจจะมองว่าเยอะ แต่คนที่เคยเล่นให้ผู้ชม 6 หมื่นคนดูก็อดรู้สึกถึงความแตกต่างไม่ได้ ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เกี่ยงงอนกับสถานที่เล่น เพราะนั่นคือ ‘การเปิดโลก’

“ตอนนี้เรายังกลับไปแคมปัสเลย เพราะเชื่อว่าเด็กๆ เขาเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องไปเล่นให้เขาเห็นว่าเรายังสนุกกับดนตรีอยู่นะ เงินบางทีก็ไม่ได้ แต่นี่คือแฟนเพลงรุ่นใหม่ที่ต้องไปสร้างให้เขารู้จักเรา” อ๊อฟบอก

ก่อนหมูว่า “แล้วเราต้องไปเรียนรู้ด้วยว่าเด็กเดี๋ยวนี้เขาชอบอะไร เขาทำอะไรกัน”

พร้อมยกตัวอย่าง “เวลาเราไปเล่นงานกาชาดทุกปีจะเห็นพฤติกรรมคนดู บางปีทุกคนสนุกกับคอนเสิร์ต บางปีทุกคนมาดู ไม่ใช่มาดูศิลปินแต่มาดูคนที่กำลังจะตีกัน มาถึงยุคนี้ที่ทุกคนสนุกกับดนตรี แต่เต้นไม่ได้ เพราะต้องถือโทรศัพท์ถ่ายทอดสดให้ใครก็ไม่รู้ดู”

เมื่อโลกเปลี่ยน คนทำงานก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนตาม

ที่สำคัญอ๊อฟว่า “เราไม่เคยโทษคนดู ไม่เคยโทษแฟนเพลง เพราะการโทษเหมือนกับว่าเพลงเราดีแล้ว เขาหูไม่ถึง แต่เราพยายามดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วก็วิเคราะห์กัน”

และอีกปัจจัยหลัก คือที่กบว่า “เราไม่เคยคาดหวังว่ามันจะไปถึงไหน จุดประสงค์ของวงเราคืออยากทำงานกันเอง แต่งเพลงกันเอง นี่คือหัวใจหลัก ถามว่า 19 ปี เราเจออะไรบ้าง เราก็ใช้อันนี้นำหน้ามันมาตลอดว่าเราจะทำงานกันเองนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

“เราเลือกตั้งแต่แรก เราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็คุยกันว่าจะดังจะดับหรืออะไร มันน่าจะมาจากพวกเราเอง”

เช่นเดียวกับการเลือก เจ๋ง – เดชา โคนาโล เข้าร่วมวงเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว มาทำหน้าที่นักร้องนำแทน แด๊ก – เอกรัตน์ วงศ์ฉลาด ซึ่งเจ๋งสารภาพว่ากดดันทีเดียว

“เป็นเรื่องชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมา เพราะบิ๊กแอสอยู่ในวงการนี้มานาน เราเข้ามาใหม่เป็นคนที่ไม่ได้รับรู้ เราก็เป็นแค่นักดนตรีอยู่ในโลกของเรา ร้องเพลงผับกลางคืน ไม่ได้มารับรู้ว่าศิลปินจริงๆ เป็นยังไง สำหรับผมตอนเล่นกลางคืนรู้อยู่แล้วว่าชื่อบิ๊กแอสเป็นยังไง เราต้องแบกชื่อเสียงที่เขาสร้างเอาไว้ที่มันยิ่งใหญ่มาก”

ดังนั้น จากที่ทางวงตั้งใจให้เล่นจากเวทีเล็กๆ ไปเพื่อเก็บประสบการณ์ แล้วเกิดผิดแผนกลายเป็นปรากฏตัวครั้งแรกบนเวที Chick Mountain Music Festival… มัน ไก่ มาก 2 ก็เล่นเอาเจ๋งกดดันถึงกับทั้งร้องไห้ ทั้งอาเจียนหลังเล่นเสร็จ

ถึงอย่างนั้น สำหรับทุกวันนี้เขาว่า “เบาลงเยอะ เพราะเข้าวงมาเราตกลงกันแล้วว่าชื่อบิ๊กแอสเราก็ใช้เหมือนเดิม แต่เราเริ่มใหม่หมด ถือว่าเป็นวงใหม่ไปเลย ทุกวันนี้ก็มีคนยึดติดอยู่ว่าบิ๊กแอสมันต้องอย่างนี้ เข้าใจว่าเขายังยืนจุดเดิม แต่คือทุกคนต้องไปข้างหน้า”

เช่นเดียวกับกบว่า “เราคุยกันตั้งแต่แรกแล้วว่าสิ่งที่อยากได้เจ๋ง ไม่ใช่เรื่องของการจะปีนขึ้นไปบนยอดเขา เราคุยแค่ว่าเอาความสุขบนเวทีในการเล่นดนตรี ซึ่งตอนนี้มันก็ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดแล้ว”

ส่วนโอ๊คมองว่า การก้าวเข้ามาของเจ๋งไม่ใช่แค่เจ้าตัวที่ต้องปรับ พวกเขาเองก็เช่นกัน เพราะเจ๋งถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะเชื่อมบิ๊กแอสให้เข้ากับเด็กยุคนี้ได้มากขึ้น

“เจ๋งเขาน่าจะกำลังเชื่อมเราแล้วก็คนรุ่นใหม่แทนรุ่นเก่า แต่มันอยู่ช่วงกำลังเปลี่ยนถ่าย แล้วก็คงไม่ใช่ช่วงที่ดีที่สุดคงต้องพัฒนา เจ๋งก็ต้องสู้กับเรื่องนี้ไปอีกจนกว่า…มันอาจจะไม่หมดไปก็ได้ แต่เขาก็อยู่ตรงนี้ได้ดีที่สุดกว่าที่เราคาดคิดไว้ตั้งแต่แรก” อ๊อฟบอกอย่างภูมิใจ

หมูช่วยเสริม โดยมีเจ๋งร่วมฟังอย่างตั้งใจ
หมูช่วยเสริม โดยมีเจ๋งร่วมฟังอย่างตั้งใจ

และด้วยความที่อยู่ช่วงกำลังพัฒนา พอถูกถามถึงความเป็น ‘ตำนาน’ พวกเขารีบปฏิเสธพร้อมกัน

โดยอ๊อฟว่า “เราต่อสู้กันมาหลายเรื่อง แต่เพิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่ต่อสู้ไม่ได้เลยคือเรื่องเวลา ยังไงมันก็ต้องเดินไปเจอกับสิ่งที่เรากลัวมากๆ เราอยากเป็นเด็กไปเรื่อยๆ แต่ว่ายินดีถ้าทุกคนจะมองว่าเราเป็นตำนาน แต่ว่าลึกๆ ข้างในเรามีมิชชั่นต่างๆ ที่ต้องทำตลอดเวลา”

ด้านกบนั้นบอก “เราเพิ่งเริ่มต้นจริงๆ ครับ บิ๊กแอสเพิ่งเริ่มต้นกับยุคใหม่ คนอาจจะมองว่าอยู่มานานแล้ว แต่ตอนนี้ตื่นเช้ามายังต้องออกไปท้าทายกับสิ่งใหม่อยู่เลย”

ดังนั้น เขาจึงว่าพลางหัวเราะ “สรุปว่าเราไม่ขอรับคำนี้ แต่ขอเล่นงานนี้”

งานคอนเสิร์ตที่ชื่อ ‘เลเจนด์ ออฟ เดอะ ร็อก สตาร์’ ที่บิ๊กแอส เสก โลโซ – เสกสรรค์ ศุขพิมาย และ ป้าง – นครินทร์ กิ่งศักดิ์ จะมาขึ้นเวทีเดียวกันในวันที่ 22 ต.ค. เวลา 19.00 น. ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี โดยบัตรราคา 900-2,000 บาท ซึ่งขายที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ หรือ www.thaiticket major.com นั้น รายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนกองทุนสงเคราะห์นักกีฬาในพระดำริพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

“สุดสุดคือทั้งคู่ใช้คำว่าตำนานได้เต็มปากเต็มคำ” อันนี้กบว่าถึงป้างและเสกที่เป็นผู้ถางเส้นทางดนตรีให้รุ่นน้องๆ

“พี่ป้างเป็นบุคคลที่กล้าหาญมากที่ทำชุดไข้ป้างออกมาตอนนู้น แล้วก็เป็นคนที่เปลี่ยนวงการ และสำคัญที่สุด พี่ป้างทำให้รู้ว่าถ้าอยู่กับดนตรีจริงๆ โดยไม่วอกแวกไปไหนอยู่ได้เสมอ ณ วันนี้เขากลับมามีเพลงฮิตเฉยเลย”

“ส่วนพี่เสกก็ไม่ต่างกัน กำลังจะคัมแบ๊กในความรู้สึกของผม คนอาจจะมองว่าแกออกซ้ายบ้างขวาบ้าง ใครไม่เคยดูคอนเสิร์ตพี่เสกผมแนะนำให้ไปดู แล้วจะรู้ว่าการแผ่รัศมีบารมีใส่คนดูทั้งหมดเขาทำยังไง ผมเคยเห็นหลายคนช็อกมาแล้ว ไม่มีใครเลียนแบบเขาได้ระดับนั้น”

ขณะที่บิ๊กแอสนั้นมีเพลงจากอัลบั้มใหม่ The Lion ไปฝากกัน ซึ่งเขาย้ำ “ทุกคนที่อยากจะเห็นบิ๊กแอสในยุคนี้ อยากจะเชื่อมต่อกับพวกเราจะได้มาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เราจะได้แนะนำตัวของเราใน พ.ศ.นี้ให้ทุกคนได้รู้จัก”

รู้จักกับหนึ่งใน ‘ตำนานร็อก’ เมืองไทย ที่แม้พวกเขาจะไม่กล้ารับไว้ แต่หลายคนเต็มใจมอบให้เมื่อได้เห็นฝีมือ