นนท์ ธนนท์ เปิดบทเรียนเรื่องแย่ๆ คำดูถูกนับไม่ถ้วน และความรู้สึกถึงวงการบันเทิงที่วุ่นวายเกินไป

 

 

รับเชิญรายการ ‘คุยแซ่บโชว์’ ที่ออกอากาศทางช่องวัน 31 มาสนทนา แล้ว นนท์-ธนนท์ จำเริญ ก็เปิดใจถึงประเด็นดราม่าที่ว่าเขาขึ้นแท่นเป็นกรรมการรายการร้องเพลงที่อายุน้อยจนถูกมองว่าวัยวุฒิไม่ถึง โดยนนท์ในวัย 25 ปี บอกว่า ประเด็นนี้ไม่รู้จะเถียงยังไง เพราะผ่านมาก็ไม่เคยเห็นกรรมการอายุเท่านี้มาก่อน
ขณะเดียวกันนี่เป็นงานที่ได้รับการติดต่อมา ไม่ใช่การเสนอตัวเข้าไปทำ

“เขาอาจจะเห็นอะไรบางอย่างในตัวผม” นนท์กล่าว

กับคำวิพากษ์วิจารณ์ นนท์บอก “ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะเขาไม่ได้รู้จักเรา เขาเห็นแค่ 1 ไม่ได้เห็นทั้ง 100 ของเรา อีกอย่างผมก็ไม่รู้จักเขา แต่ในส่วนของผม ตราบใดที่ทำงานในวงการนี้ ถ้าวันหนึ่งผมทำเบื้องหน้าไม่ได้ ผมก็ยังชอบที่จะทำเบื้องหลัง ส่วนตัวผมอยากจะเป็นเบื้องหลังมากกว่า ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเบื้องหน้าด้วยซ้ำ”

นนท์ซึ่งบอกว่า “หลายๆ คนรู้สึกว่าเราอยู่วงการมา 9 ปี แต่จริงๆ ผมทำอาชีพร้องเพลงตั้งแต่ 7 ขวบ ร้องเลี้ยงตัวเองมา 18 ปีครับ” โดยในระหว่างนั้นก็มีบ้างที่เจอเหตุการณ์แย่ๆ

“โดนโห่ตอน 8 ขวบ ตอนนั้นผมไม่เข้าใจว่าเกิดเหตุการณ์อะไร แต่เท่าที่ได้ยินคนอื่นเล่ามา ตอนนั้นผมอยู่ในวงดนตรีของท้องถิ่นหนึ่ง แล้วเราไปเล่นนอกถิ่น เหมือนเจ้าภาพงานไม่ได้จ้างวงท้องถิ่นที่นั่น มาจ้างวงข้างนอก ทีนี้วงประจำถิ่นอาจจะเกณฑ์คนมา ทำให้เราโชว์ไม่ดี โห่บ้าง อะไรบ้าง แล้วเราไม่รู้ว่ามีอะไรอย่างนี้เกิดขึ้น เคยเห็นในละครสมัยก่อน แต่ไม่คิดว่าในโลกความจริงจะมี เคยดูสัมภาษณ์ของศิลปิน เขาบอกว่าคนดูน้อย เราก็ทำใจมาแค่เจอคนดูน้อย ไม่ได้ทำใจมาตอนคนดูโห่ ด้วยความเด็ก 8 ขวบ ตอนนั้นรู้สึกแย่มากเลย มันเจ็บมากนะ”

ครั้นพิธีกรถามว่าจากการทำงานมา เคยหลงตัวเองไหม นนท์บอก “เรื่องพวกนี้เราไม่รู้ตัวเองหรอก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นในตัวเอง ผมว่าผมเป็นคนที่ตัดสินใจได้รวดเร็วมากขึ้น ตอนเด็กๆ ด้วยการทำงานที่แทบจะเทียบเท่าอายุของเรา หลายๆ คนก็ค่อนข้างมีอคติ ซึ่งมันต้องใช้เวลาที่จะทำตรงนั้น ในขณะที่เราโตขึ้น เราทำอะไรตรงไปตรงมา เราว่าประหยัดเวลากว่าทั้งสองฝ่าย”

“สำหรับมุมมองผม ผมไม่ได้รู้สึกว่าหลงหรือเหลิง เพราะเวลาผมทำงาน ผมก็ยังรับรายเดือนเหมือนคนอื่นที่อยู่มหาวิทยาลัย แล้วผมก็จัดสรรปันส่วนที่ได้จากคุณแม่ ถ้าผมได้เงินมาผมก็ให้คุณแม่ คุณพ่อ”

ส่วนที่มีคนมองว่าขี้เก๊ก นักร้องคนดังบอก “ผมขี้เก๊ก คนหล่อเขาไม่ต้องเก๊ก เพราะฉะนั้นผมเลยต้องเก๊กไง”

นนท์ยังพูดถึงช่วงแรกๆที่เข้ามาในวงการ แล้วเจอกระแสดูถูก รู้สึกเหมือนโดนกดดันว่า ตั้งแต่เด็กคิดแต่อยากจะทำงานเบื้องหลัง

“สาเหตุที่ไม่อยากเป็นเบื้องหน้า ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ของเราที่อาจไม่ตอบโจทย์ของผู้คน แต่ตอนเด็กๆ มีโอกาสได้ดูข่าวบันเทิง แล้วเรารู้สึกว่าไม่อยากให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัว แล้วคนส่วนมากไม่ได้รู้เรื่องส่วนตัวของเราเพื่อพยายามเข้าใจ ให้เกียรติเรามากขึ้น แต่รู้เรื่องส่วนตัวของเราเพื่อจะก้าวก่ายเรามากขึ้น นั่นคือสาเหตุที่ผมอยากทำงานเบื้องหลังตั้งแต่เด็กเลย มันไม่ใช่แค่ว่าผมเป็นไม่ได้ แต่ผมไม่มีแรงที่อยากจะเป็น เพราะผมไม่อยากวุ่นวายขนาดนั้น แต่ด้วยจังหวะเวลา มันจับผลัดจับผลู แล้วเราได้เจอแรงเสียดทานแบบที่คนเบื้องหน้าเจอ ซึ่งมันก็ค่อนข้างใหม่ แล้วแน่นอนแหละ มันเริ่มต้นยากเสมอ”

“ผมโชคร้ายที่เวลาเริ่มต้นอะไร มันจะยากกว่าคนอื่นเสมอ แต่ผมก็โชคดีที่ผมได้เจออะไรพวกนี้เร็ว ถ้าผมเข้าใจได้เร็ว เจอมันเร็ว ก็ไปได้ไกล ได้เร็วกว่าคนอื่น ซึ่งระหว่างนั้นก็ต้องขอบคุณคุณแม่ครับ คุณแม่ทำให้เราเข้าใจในหลายๆ อย่างที่มันเกิด ด้วยคำสอนของแม่ หรือตัวผมเองที่เราเข้าใจตอนนั้น ก็ทำให้เราผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ มันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งครับ แล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์คนหนึ่ง ชีวิตหนึ่งจะไม่ผิดอะไรเลย เราเกิดมาเพื่อผิด เรียนรู้ เติบโต และอยู่ต่อ”

เมื่อถามว่าเวลาที่เจอแรงกระแทกจากคนที่ไม่เข้าใจ ใช้วิธีไหนในการแก้ไขความรู้สึกแย่ๆตรงนั้น นนท์บอก
“เวลาที่เจอคนตัดสินเราจากภายนอก ไม่รู้วิธีผมจะดีไหม แต่ผมรู้สึกว่าฉันไม่รู้จักเธอ ไม่รู้จักเขา เขาก็ไม่รู้จักผม มันไม่จำเป็นต้องใส่ใจ คือพูดเหมือนง่ายนะ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันไม่มีเสียงอะไรดังกว่าในหัวเรา ซึ่งตัวผมก็ไม่ได้มาเปลี่ยนแปลงอะไรหรอก เพียงแต่ว่าผมอยากให้ทุกคนอยู่ในสุขภาพที่แข็งแรง แล้วก็สุขภาพจิตที่แข็งแรง เพราะท้ายที่สุดเราทำให้โลกในโซเชียลมันดุเดือดเท่าไหร่ สุดท้ายไม่ลูกก็หลานต้องมาอยู่ในโลกนั้นอยู่ดี คิดง่ายๆ ว่าถ้ามีคนที่คุณรักโดนแบบนี้ มันเป็นเพราะคุณก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเกิด”

“แต่บางทีผมอยากรู้ว่าคนที่ไม่รู้จักเราเลย เขามองอะไร ยังไงบ้าง แต่แน่นอนแหละ มันเป็นมุมมองที่ไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่ แต่ตัวผม ผมค่อนข้างฟังได้”

ส่วนเคยรู้สึกท้อ จนคิดว่าไม่เอาแล้ววงการบันเทิงไหม? เขาก็ว่า “หลักๆ ไม่ใช่การท้อครับ แต่ผมรู้สึกว่าวงการบันเทิงมันวุ่นวายเกินไปสำหรับผม”

“ตอนนั้นที่ผมประกวดเดอะวอยซ์ เสร็จตี 3-4 เข้ารายการเช้า เราเป็นแชมป์คนแรกมันต้องโปรโมทหลายๆ อย่าง ลำพังเด็ก 16 ปี แค่ไม่มีเวลาเรียน เราก็จัดการไม่ถูกแล้ว อันนี้แบบนอนก็ไม่มีเวลา แล้วพอไม่ได้นอน การคิด การอะไรมันถูกลดทอนไปหมด ทำให้รู้สึกว่าหรือเราอาจจะยังไม่พร้อม เหมือนผลไม้ที่ถูกเด็ดก่อนเวลาหรือเปล่า ก็เลยคุยกับแม่ว่านนท์รู้สึกว่ามันวุ่นวายไป นนท์ไม่ชอบอะไรที่มันจัดการไม่ได้ กลับบ้านได้ไหม แม่เลยบอกว่าถ้างั้นก็อยู่ให้ครบสัญญา แล้วมาดูกันว่าไหว ไม่ไหว อยากกลับไปก็กลับไป”

ฟังเขาเล่าเต็มๆจากคลิปนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้กรมอุตุฯ เตือน ‘พายุดีเปรสชัน’ เคลื่อนตัว ภาคใต้ฝนตกหนัก คาดทวีกำลังแรง 10-11 ต.ค.
บทความถัดไปพช.อุบลฯ ยึดหลัก ‘บวร’ จัดกิจกรรม ‘โคก หนอง นา พช.’ โชว์นวัตกรรม เพอร์มาคัลเชอร์