เอ็ม บุษราคัม ตอบคำถาม เป็นลูกหม่ำ จ๊กมก ดีตรงไหน? ฝ่ายมิกซ์ เพทาย ลั่นเครียดถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล!

 

สองพี่น้อง เอ็ม บุษราคัม กับ มิกซ์ เพทาย วงษ์คำเหลา พากันมาเป็นแขกในรายการ คุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน 31 พูดคุยในหลายเรื่องราว ทั้งที่เกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างกัน รวมไปถึงความรู้สึกในการเป็นลูกหม่ำ จ๊กมก-เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา โดยในประเด็นหลังนี้ เอ็ม ในวัย 35 ปี บอกว่า รู้สึกเหมือนโดนจับจ้องตลอดเวลา

“มันยากมากกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเดินไปไหน เหมือนมีไฟมาส่องตลอด”

“ทุกคนรู้จักเรา จะทำอะไรทุกคนจะคอยจ้อง ถูกหรือเปล่า ผิดหรือเปล่า ทำไมลูกพี่หม่ำทำแบบนี้ คือมันเหมือนมีบรรทัดฐานของพ่อ เอาง่ายๆ มีเงาและรอยเท้าของพ่ออยู่แล้ว เราไม่สามารถเหยียบให้มันเท่ารอยเท้าพ่อได้ แต่พอโตขึ้นมา เอ็มเปลี่ยนมุมมอง คนจะมองว่าเราจะต้องเหมือนพ่อ ต้องตลกเหมือนพ่อ แต่ธรรมชาติแล้วไม่มีใครเก่งเหมือนกันหรอก ออกมาจากท้องพ่อ ท้องแม่ ไม่ได้หมายความว่าเอ็มต้องเป็นตลกเอ็มอาจจะถนัดทางอื่นก็ได้ เอ็มอยากให้มองที่ความสามารถของแต่ละคน อย่างเอ็มชอบพูด เอ็มอยากเป็นพิธีกร น้องชอบร้องเพลง ซึ่งอย่างเมื่อก่อนจะโดนดูถูกเยอะ”

“โดยเฉพาะช่วงที่เอ็มเข้ามาทำหนังเรื่องแรก แรงกดดันก็จะเยอะมากว่าจะ 100 ล้านเท่าพ่อหรือเปล่า จะทำได้เท่าพ่อไหม ไปเรียนมาต้องดีกว่าพ่อสิอะไรอย่างนี้ ซึ่งมันกดดันมาก ทุกครั้งที่เอ็มไปออกกอง เอ็มร้องไห้ตลอด ไม่เอ็นจอย รู้สึกว่ามันกดดันมากเลย มันเหมือนเราไม่ได้เป็นตัวเอง เหมือนเราต้องเป็นเอ็มลูกหม่ำ มันไม่ใช่เอ็ม บุษราคัม แค่ตอนนี้ดีเพราะทุกคนสามารถรู้จักเอ็ม บุษราคัม ได้แล้ว ไม่มีลูกหม่ำมาต่อท้ายแล้ว”

ครั้นเมื่อพิธีกรบอกว่าดูเหมือนผลงานของเธอทำรายได้ไปถึง 200 ล้านบาท เอ็มก็บอกว่าใข่

“แต่แอบรู้สึกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครดิตของพ่อหรือเปล่า เพราะพอเป็นเอ็ม ลูกหม่ำ ปุ๊บ คนก็มาดู อันนี้เป็นส่วนที่เอ็มคิดนะ อาจจะแสดงความสามารถได้ไม่เต็มที่”

ขณะที่มิกซ์ซึ่งเป็นนักร้องบอกเลย “ผมพูดตรงๆ ผมไม่สนแล้วว่าคนอื่นจะมองผมยังไง แต่สมัยก่อนคิด”

“เหมือนพยายามมากดดัน แล้วใส่เรื่องราวที่ไม่ใช่ตัวเรา แล้วเราก็พยายามจะทำให้คนยอมรับให้ได้ แต่พอมาตอนนี้ผมไม่สนแล้ว”

การหลุดจากกรอบความคิดดังกล่าว มิกซ์ในวัย 26 ปี บอกว่าเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานนัก

“ช่วงโควิด ล็อกดาวน์ครั้งแรก ผมคิดมากเกินไป ไปอ่านคอมเมนต์พวกดราม่าจนเข้าโรงพยาบาล กินไม่เป็นเวลา บวกกับเรื่องเพลง ผมก็เลยคิด วันที่ผมเข้าโรงพยาบาลมีพี่สาวผมโทรมาถาม พ่อผม แม่ผม แล้วแฟนผมมาหา ผมเลยรู้สึกว่าทำไมผมต้องไปแคร์คนแบบนั้นด้วย แล้วคำถามผมคือรู้สึกกดดันไหม มันเป็นคำถามของเขามากกว่า คุณรู้สึกกดดันไหมที่ได้แค่เมนต์อย่างเดียว ถ้าคุณมาดูผม คุณก็สามารถเช็คงานผมในยูทูบได้”

สรุปว่าดีไหมเป็นลูกพี่หม่ำ? พิธีกรถามอีก

“ดีทุกตรง” เอ็มบอกเลย
“อาจจะมีบ้างตอนเด็กๆ โดนล้อ แต่พอเราโตมา ดีทุกตรง ภูมิใจในความเป็นพ่อ เพราะคนรักพ่อเยอะมาก ทำให้พลังรักที่คนส่งมาให้พ่อ ส่งต่อมาถึงเอ็ม ถึงน้อง ไม่ว่าจะหยิบจับอะไร ยอมรับเลยว่ามีคนสนับสนุน เพราะเขารักพ่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลายคนจะอิจฉาว่าเราสองคนไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เก่งจริงต้องเริ่มจากศูนย์สิ ซึ่งจริงๆ แล้วเอ็มมองว่านี่เป็นข้อดีของเอ็ม แล้วเอ็มต้องมองเห็นข้อดีของเอ็มให้ได้ เพื่อที่จะเอาต้นทุนชีวิตที่ดี ไปทำให้กำไรชีวิตเอ็มดีด้วย”

เรื่องคนที่คิดจะเขามาหาผลประโยชน์เอ็มบอก “เยอะมาก มาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน อยากจะมาเป็นแฟน อยากมาทำธุรกิจด้วย ทุกคนล้วนมีอะไรในใจ ทุกคน”

“อยากได้อะไรจากพ่อเรานี่แหละ อยากให้พ่อเอาเขาไปเล่นหนัง หรืออยากจะเข้ามาถ่ายอะไรกับพ่อ แต่ส่วนใหญ่จะมาหาเรา เพราะอยากพุ่งไปหาพ่อ แต่เอ็มบอกตรงๆ ว่าเอ็มเป็นคนทันคน เอ็มเป็นห่วงน้องมากกว่า”

ขณะที่มิกซ์ก็ว่า “บางทีก็มีคนเข้ามาทางพ่อ ทางแม่ แล้วมาทำดีกับเรา แต่เราก็มองเห็นและดูออก แต่ก็ไม่บอกพ่อ แค่มองหน้าเฉยๆ”

เรื่องจู่ๆเดินมาขอเงินก็เคย โดยเอ็มเล่าว่าครั้งหนึ่งมีคนไม่รู่จัก มากดออกตอนเที่ยงคืน เพื่อขอยืมเงิน 10,000 บาท ขณะที่มิกซ์บอกเคยเจอคนมาที่บ้านเหมือนกัน บอกมาหาหม่ำ อยากมาทำด้วย

“น่ากลัวมาก บางทีก็หาที่อยู่เราเจอได้ไงก็ไม่รู้” เอ็มบอกอย่างนั้น

ฟังคำเล่าของเธอกับเขาได้ในคลิปนี้

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon