ดูชัดๆ ภาพสลักพันปี “ถ้ำโพธิสัตว์” พระนารายณ์นอบน้อมพระพุทธเจ้า เก่าสุดในไทย หวั่นถูกทำลายจากระเบิดหิน

29.09.16 | 21:25 น.

นับเป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงประวัติศาสตร์โบราณคดี เมื่อมีกระแสข่าวว่ามีบริษัทเอกชน 2 รายขอทำการระเบิดหินภูเขาใกล้กับถ้ำพระโพธิสัตว์ หรือถ้ำเขาน้ำพุ หมู่ 10 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เนื่องจากภายในถ้ำมีภาพสลักล้ำค่าในยุคทวารวดี อายุถึง 1,000-1,200 ปีมาแล้ว โดยรายหนึ่งเป็นบริษัทปูนชื่อดัง จะขอระเบิดหินห่างจากถ้ำพระโพธิสัตว์ประมาณ 2 กิโลเมตร และอีกบริษัทหนึ่งจะขอระเบิดหินห่างจากถ้ำพระโพธิสัตว์ประมาณ 280 เมตร ซึ่งเสี่ยงต่อความเสียหายกับภาพสลักนูนต่ำในถ้ำพระโพธิสัตว์จากการสั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก โดยเจ้าของพื้นที่ที่ดูแลโบราณสถานคือสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา

พระครูวิสาลปัญญาภรณ์ อายุ 63 ปี เจ้าอาวาสวัดถ้ำพระโพธิสัตว์ เผยว่า เป็นผู้ดูแลในเขตวัดถ้ำพระโพธิสัตว์ อยากจะให้ทางกรมศิลปากร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ช่วยดูแลว่าการสัมปทานระเบิดหิน เนื่องจากอยู่ห่างจากวัดประมาณ 1,700 เมตร เกรงว่าแรงระเบิดหินจะกระทบต่อภาพโบราณคดีในถ้ำ

สระบุรี-ภาพผนังวัดพระโพธิสัตว์-3

ด้าน รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  ถ้ำพระโพธิสัตว์ มีภาพสลักนูนต่ำในวัฒนธรรมทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 โดยเป็นภาพพระพุทธเจ้ากำลังเทศนาโปรดเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ 2 องค์คือ พระศิวะและพระนารายณ์ ด้านรูปแบบรับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ-หลังคุปตะ มีอายุร่วมสมัยกับพระพุทธรูปศิลาขาวที่พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ที่สำคัญมากคือเป็นภาพสลักที่มีพระพุทธเจ้าและเทพเจ้าในศาสนาฮินดูอยู่ร่วมกันที่เก่าแก่ที่สุดในไทย โดยอาจตีความได้ถึงการแข่งขันกันระหว่างศาสนา หรือในทางกลับกัน อาจเป็นการผสมผสานด้านความเชื่อก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานที่ทำให้ทราบว่าผู้คนในยุคทวารวดีมีการใช้ถ้ำเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีหลงเหลือเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น หากถูกทำลายไป ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ ถือว่าน่าเสียดายมาก

“ภาพสลักในถ้ำพระโพธิสัตว์เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญมาก เป็นภาพพระพุทธเจ้าเทศนาโปรดเทพเจ้า 2 องค์ องค์ที่อยู่ใกล้พระพุทธองค์คือพระศิวะ ซึ่งทรงถือประคำ ส่วนอีกองค์ที่อยู่ไกลออกไปคือพระวิษณุ 4 กร ถือจักรและสังข์ พระกร 2 ข้างไขว้อก ซึ่งหมายถึงการนบนอบต่อพระพุทธเจ้า ตรงนี้อาจตีความว่าเป็นการแข่งขันกันระหว่างศาสนาพุทธกับฮินดู หรืออาจมองว่าเป็นการผสมผสานความเชื่อก็ได้ สิ่งสำคัญคือทำให้ทราบว่าคนใช้ถ้ำเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือให้เห็นเป็นรูปธรรมแค่ไม่กี่แห่ง เป็นภาพสลักที่มีทั้งพระพุทธเจ้าและเทพศาสนาอื่นอยู่ด้วยกันที่เก่าที่สุด”

Advertisement
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า ถ้ำพระโพธิสัตว์มีอีกชื่อหนึ่งว่าถ้ำเขาน้ำพุ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 82 ตอนที่ 29 วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2506 มีข้อมูลบันทึกถึงการค้นพบและรายละเอียดอื่นๆ ในทะเบียนโบราณวัตถุสถานทั่วราชอาณาจักร พ.ศ.2516 ของกรมศิลปากร โดยศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งในขณะนั้นยังรับราชการเป็นอาจารย์ประจำคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร

ตามประวัติระบุว่า แรกพบถ้ำนี้มีผู้พบเครื่องมือหินที่แสดงให้เห็นว่ามีคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และยุคต้นประวัติศาสตร์อยู่อาศัย แต่สิ่งที่โดดเด่นที่แสดงให้เห็นว่าเป็นศาสนสถานสำคัญคือ ภาพสลักนูนต่ำบนผนังถ้ำ ที่มีรูปพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท มีรูปพระอิศวร (ศิวะ) พระนารายณ์ (วิษณุ) เรียงแถวต่อมาในลักษณะแสดงความอ่อนน้อม รวมทั้งมีภาพเทวดาเหาะและนั่งแสดงความเคารพ ลักษณะศิลปกรรมฝีมือช่างเป็นแบบทวารวดี ซึ่งศาสตราจารย์พิเศษศรีศักรให้ความเห็นว่า จากรายละเอียดต่างๆ ของภาพสลักที่แสดงการห้อยพระบาทของพระพุทธรูปและทรงผมของพระศิวะ รวมทั้งมงกุฎและท่ายืนของพระวิษณุ แสดงให้เห็นว่าผู้สลักไม่ใช่ช่างในท้องถิ่น แต่เป็นผู้มีความรู้ด้านศิลปะและสุนทรียศาสตร์มากพอสมควร

ทับกวาง02

ด้าน อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว มีความเห็นว่าระยะระเบิดหินอยู่ใกล้กับถ้ำพระโพธิสัตว์มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่อภาพสลักนูนต่ำในถ้ำ จึงอาจต้องกำหนดระยะระเบิดใหม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นหารือ ยังไม่มีความเห็นว่าจะให้ระเบิดในจุดเดิมหรือไม่ ส่วนอำนาจในการตัดสินใจ หรืออนุญาตให้ระเบิด ไม่ได้อยู่ที่กรมศิลปากร แต่อยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม

ล่าสุดนายช่างรังวัดชำนาญงานของอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี พร้อม เจ้าหน้าที่ฝ่ายอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จ.สระบุรี รุดมาตรวจสอบภาพสลักที่วัดถ้ำพระโพธิสัตว์

นายช่างฯ กล่าวว่า สถานที่ดังกล่าวควรอนุรักษ์ไว้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย เพราะถ้าไม่มีตรงนี้ก็ไม่มีที่ตรงไหนอีก แสดงถึงความเคารพ ความศรัทธากัน ตรวจดูแล้ว สภาพยังเหมือนเดิม เรื่องการขอสัมปทานระเบิดหินนั้นจะแก้ไขอย่างไร ต้องรอให้ฝ่ายทรัพยากรเหมืองแร่มาตรวจดูก่อน

ระหว่างที่ยังไม่มีบทสรุปชัดเจน ก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่า ถ้ำแห่งนี้จะยังคงต้องเสี่ยงภัยหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องชวนติดตามเป็นอย่างยิ่ง