กองทัพ พีค กับความกดดันอันแสนคุ้นเคย

 

“วันที่ถูกเปิดวาร์ป จำได้เลยว่า ตอนนั้นยืนทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษไอจีเด้งขึ้นมาจากหลักร้อย เป็นหลักพัน จนเป็นหลักหมื่น ก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น”

หนุ่มหล่อมากความสามารถ กองทัพ พีค เป็นทั้งนักกีฬา นักร้อง และล่าสุดก็มาพิสูจน์ตัวเองเรื่องบทบาทนักแสดง โดยขึ้นแท่นเป็นพระเอกแบบเต็มตัว ตามรอยพ่อ ปราบ ยุทธพิชัย ไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งผลจากการมีละครเรื่องแรกเป็นของตัวเอง รวมถึงได้ร้องเพลงประกอบละครด้วย พีคเล่าว่าส่งผลให้คนทั้งบ้านออกอาการเห่อไม่น้อย ซึ่งผู้ที่ออกอาการมากหน่อย เพราะคอยติดตามดูผลงานครบทุกตอนแบบไม่พลาดก็คือพ่อ

พ่อซึ่งมักพูดประโยคหนึ่งกับเขาเสมอๆ ว่า “ตัวใครตัวมันนะลูก”

“ความหมายของเขาคืออยากให้พีคไปหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง แล้วในอนาคตก็อยากให้พีคสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง”

“ตั้งแต่วันแรกที่กลับมาจากอังกฤษ เขาก็กอดและกระซิบว่าตัวใครตัวมันนะลูก ผ่านมาจะ 5 ปีแล้ว เขาก็ยังบอกคำนั้นอยู่ครับ” พีคเล่าพลางยิ้ม

ด้วยเหตุนั้น การจะทำ ไม่ทำอะไร เขาจึงตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยมีทีม มีผู้จัดการร่วมให้คำแนะนำ ขณะที่พ่อกับแม่จะคอยสนับสนุน

กับพ่อ ซึ่งในความรู้สึกเขา “เราเหมือนเพื่อนกันมากกว่าครับ” พีคบอกว่าจะพูดคุยและแชร์ความเห็นกันตลอดในเรื่องการทำงาน

“เราแชร์กันเกือบทุกวันครับ ว่าในกอง พีคเจอปัญหาแบบนี้นะ ควรจะเตรียมตัวยังไง เตรียมใจยังไง เขาก็จะแนะนำในสิ่งที่เขาแนะนำได้”

กับการเลือกเส้นทางอาชีพเข้ามาในวงการบันเทิงเช่นนี้ พีคยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะซึมซับการทำงานของพ่อมาตั้งแต่เด็ก

“ลืมตามาก็เห็นเขาในทีวี เห็นตลอด เลยรู้สึกว่าการที่เราอยู่ตรงนั้นก็เหมือนกับการสืบทอดกันมาเรื่อยๆ ครับ”

นอกจากพ่อ อีกหนึ่งคนที่พีคบอกว่าเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานสายนี้ของเขาก็คือ  จัสติน บีเบอร์

“คือไม่ได้อยากจะดังแบบเขาหรอกนะครับ” เผยความคิดพลางหัวเราะ

“แค่รู้สึกว่าเวลาคนฟังเพลงเขา แล้วยิ้ม กรี๊ดไปกับการร้อง การแสดงของเขาเราก็อยากทำอย่างนั้นเหมือนกัน”

“พีคสามารถพูดได้ว่าถ้าไม่มีจัสติน บีเบอร์ ก็คงไม่มีพีคในวันนี้ คือด้วยความที่เขาประสบความสำเร็จตั้งแต่เด็ก รู้สึกเหมือนเขามีแรง มีไฟในการที่จะทำงานในวงการ พีคเห็นไฟนั้น แล้วรู้สึกว่า เอ๊ะ..เรามีตรงนั้นอยู่แล้วเราก็อยากเป็นแบบนั้น”

ตอนที่รู้สึกดังกล่าว เขายังเป็นเด็กน้อย แต่ก็จำได้ว่าพอคุยกับพ่อพ่อก็ซื้อสารคดีเกี่ยวจัสติน บีเบอร์ มาให้
แล้วก็บอกว่า นี่ไงทำแบบนี้ คือในนั้นก็จะมีทั้งการฝึกซ้อม อะไรที่เขาต้องเจอ เช่น ไปออนทัวร์แล้วต้องเจ็บป่วย อะไรแบบนี้”

การที่คนมองว่าเขาตามรอยพ่อเข้าวงการ พีคบอกว่านั่นไม่ได้ทำให้รู้สึกกดดัน อาจเพราะชินกับเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เข้าโรงเรียนแล้ว

“ตั้งแต่เด็กพีคอยู่กับแรงกดดันมาตลอด ไปเรียนที่อังกฤษก็ต้องออดิชั่นเข้า และเขารับปีละ 12 คน ก็ให้ทดลองเรียนก่อน แล้วถ้าไม่ผ่านก็เชิญออก ก็เป็นการแข่งขันมาตั้งแต่อายุ 11”

และนั่นก็ทำให้ได้มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่มีความท้อผ่านเข้ามา “มันแค่ชิน แล้วก็ปรับตัวได้เร็วขึ้น”

“รู้สึกว่าเรามีแรงที่จะดีลกับความรู้สึกของเราได้ดีมากขึ้นครับ” พีคว่า

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกตั้งแต่ที่ยังเป็นพีค ที่แฟนๆยังไม่รู้จัก แต่แล้ววันหนึ่งก็กลายเป็นข่าว

“วันที่ถูกเปิดวาร์ป จำได้เลยว่า ตอนนั้นยืนทอดไข่เจียวอยู่ที่อังกฤษไอจีเด้งขึ้นมาจากหลักร้อย เป็นหลักพัน จนเป็นหลักหมื่น ก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น”

“คือคนรู้ว่าเป็นลูกคุณพ่อ ก็ตกใจ แล้วจากนั้นแพลนเดิมที่วางไว้ก็ไม่เป็นไปตามแพลน ตอนแรกแพลนว่ากลับจากอังกฤษจะพักผ่อนสัก 4 เดือนก่อน แต่พอมาแลนด์ดิ้งเมืองไทยปุ๊บก็เริ่มทำงานตั้งแต่วันนั้นเลยครับ” พีค เล่าพร้อมเสียงหัวเราะเมื่อนึกย้อนไป

ถึงวันนี้เมื่อพิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่า เขาเข้าวงการมาได้ด้วยความสามารถ ไม่ใช่เพราะ ‘พ่อดัน’ พีคก็ว่า “พูดตามตรงก็ภูมิใจในตัวเองนะครับ”

“แล้วก็ขอบคุณที่มีครอบครัวคอยซัพพอร์ตตลอด”

การที่ในช่วงแรกที่คนมองว่าเข้าวงการได้เพราะมีเส้นสายของพ่อ มีแค่ความหล่อ พีคบอกว่าเข้าใจได้ แต่ในเมื่อความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะน้อยใจไปทำไม

“แต่ก็ทำให้ตัวพีคต้องผลักตัวเองมากขึ้น พีคว่ามันเป็นแรงกระตุ้น มากกว่าที่จะมานั่งน้อยใจ”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon