รอยยิ้ม , ความอยากเท่ และการก้าวข้ามประตู คุยสารพัดสิ่งกับ ‘บูม สหรัฐ’ The Star Idol

รอยยิ้ม , ความอยากเท่ และการก้าวข้ามประตู คุยสารพัดสิ่งกับ ‘บูม สหรัฐ’ The Star Idol

ชนะใจผู้ชม จนคว้าแชมป์ The Star Idol ไปครอง สำหรับ บูม-สหรัฐ เทียมปาน หนุ่มหน้าใสวัย 17 ปี
ทั้งนี้เจ้าตัวเผยว่า ที่ตั้งใจมาแข่งขันในรายการดังกล่าว ก็เพราะได้แรงบันดาลใจจากพี่ๆ ‘เดอะ สตาร์’

“ผมทันได้ดูรุ่นที่พี่โดม จารุวัฒน์ เป็นแชมป์ ตอนนั้นผมยังตัวเล็กๆ อยู่เลย” บูมเล่าพร้อมกับยิ้ม

บอกด้วยว่า ตอนนั้นรู้สึกว่าการได้อยู่บนเวทีนี้ นอกจากจะได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างแล้ว ยังน่าจะสนุก การได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเดียวกับเพื่อนๆก็น่าจะดี

“แต่พอผมได้มาจริงๆ มันเกิดโควิด ก็เข้าบ้านไม่ได้ครับ” นึกแล้วบูมก็หัวเราะเบาๆ

ก่อนออกตัวว่า ตอนที่มาสมัคร ก็ไม่ได้คาดหวังถึงขั้นจะได้แชมป์ คิดเพียงว่าน่าจะสามารถต่อยอดไปได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักแสดงละครทีวี รวมไปถึงละครเวที ทั้งยังว่าทั้งๆที่เตรียมตัวเตรียมใจมาอย่างดี แต่ตอนมาถึงสถานที่รับสมัคร ก็นึกอยากจะกลับบ้านทันที ด้วยเหตุที่ผู้มาสมัครแต่ละรายล้วนมีความสามารถ แถมบางคนยังมีอุปกรณ์เครื่องดนตรีมาพร้อม

ขณะที่สิ่งซึ่งเขาพกพามา นอกจากความตั้งใจเต็มที่ ก็มีเพียง ‘รอยยิ้ม’ ที่ครูสอนร้องเพลงเคยบอกเอาไว้ และแม้ตอนนั้นจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเพราะเหตุใด แต่กระนั้น “พอเข้าไปเห็นกรรมการ ผมก็ยิ้มตามที่ครูสอน” เจ้าตัวเล่าพร้อมสาธิตรอยยิ้มที่ดูสดใส

และก็คิด (เอาเอง) ว่า “ได้ผลครับ”

“เพราะกรรมการเป็นกันเองกับผมมาก เขาดูชอบนะ ผมจึงรู้สึกสบายใจตอนออดิชั่น”

หลังจากผ่านรอบนั้น บูมบอกว่าเขาก็พยายามมาเรื่อยๆ จนถึงรอบ 60 คนที่ต้องร้องต่อหน้ากรรมการ ซึ่งพอคนอื่นๆร้อง “ก็มีความรู้สึกว่าอยากกลับบ้านอีกแล้ว”

“โอ้โห…เขาเก่งมากจริงๆ” บูมบอก

พร้อมเปิดความรู้สึก “ผมอยากทำแบบนั้นได้บ้าง”

จาก ‘ความอยาก’ นั้น บูมก็ตัดสินใจฝึกเพิ่มในทุกๆวัน พร้อมกันนั้นก็อัดคลิปส่งให้ทีมงานดูว่าโอเคไหม

“อยากทำให้ได้เหมือนพี่ๆเขา” บูมว่า

“คือผมอยากเท่ไงครับ เพราะเวลาทำอะไรได้ มันจะดูเท่ ผมเลยกลับไปฝึก ซึ่งพอเรามาโชว์ ผมก็ชอบนะครับ”

“ความเท่ในความรู้สึกผมคือการที่คนดูแล้วชอบ เราจะรู้สึกว้าวกับมัน เป็นความภูมิใจ เรารู้สึกสำคัญ”

“อยากดูเท่ในสายตาคนอื่น”

และในวันที่ประสบความสำเร็จได้เป็น The Star Idol คนแรก ที่เพิ่มเลเวลความเท่ขึ้นอีกหลายเท่าตัว บูมก็ว่า
“ตอนที่เขาประกาศผล ผมทำตัวไม่ถูกเลยว่าต้องทำยังไง ต้องแสดงสีหน้ายังไง ตอนนั้นผมยังไม่เชื่อ วิ้งไปแป๊บนึง ทั้งที่ปากผมยิ้มอยู่นะ แต่ในหัวผมเบลอมาก เป็นวินาทีที่สำคัญมาก”

“ผมน้ำตาไหลเลย”

“รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมด ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ยาวมาถึงวันประกาศผล มันเหมือนว่าผมเข้าประตูมาแล้ว ที่เหลือก็ต้องเดินไปตามทาง”

ทางที่ว่านั้นก็มีหลากหลาย ที่เจ้าตัวบอกล้วนแต่อยากลองทำ ทั้ง การแสดงภาพยนตร์ “อยากมีฟีลซื้อตั๋วไปดูตัวเอง”

รวมถึง “อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง ที่คนร้องตามได้ เพลงที่ผมเขียนเอง”

ซึ่งอย่างหลังนี้อีกไม่นานแฟนๆคนจะได้ฟัง

“แต่ไม่รู้ว่าคนจะร้องตามได้หรือเปล่านะ” ออกตัวพลางหัวเราะร่วน

เรื่องร้องเพลงซึ่งเป็นหนึ่งในความฝันนั้น บูมเล่าว่าเขาเริ่มร้องตั้งแต่อายุได้ราว 4 ขวบครึ่ง โดยมีจุดเริ่มต้นแบบงงๆ

“แม่ซื้อนมผง แล้วในนั้นมันมีกิ๊ฟวอยเช่อร์เป็นส่วนลดเรียนร้องเพลง 500 บาท แม่เลยถามว่าบูมอยากเป็นนักร้องไหม”

ตอนนั้นเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านักร้องคืออะไร แต่พอแม่บอกว่าถ้าเป็นแล้วคนรู้จักเยอะ รายได้ดีด้วย

“ผมเลยตอบตกลง”

อย่างไรก็ดีคนที่ทำให้รู้สึกรักการร้องเพลง และอยากเป็นนักร้องจริงๆ คือ เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์

“เป็นตอนที่ได้ไปขึ้นคอนเสิร์ตของพี่เบิร์ด ซึ่งจะมีเด็กประมาณ 10 คนได้ขึ้นไปบนเวที ได้ก็มีท่อนร้องของตัวเอง แล้วก็ไปเต้นกับพี่เบิร์ด”

“รู้สึกชอบ” บูมเล่าด้วยดวงตาเป็นประกาย

“รู้สึกว่าเวทีมันใหญ่มาก เล่นที่เมืองทอง คนดูเป็นหมื่น แล้วแต่ละคนก็จะมีไฟเชียร์ ดูยิ่งใหญ่ ทั้งยังเสียงเพลงเสียงกรี๊ด เป็นบรรยากาศที่หายากในชีวิต”

“ซึ่งผมอยากมีบรรยากาศแบบนั้นอีกครับ”


‘รัก’ กับ ‘เกลียด’

ต้องบอกว่ายังไม่ทันไรเลยจริงๆ แต่บูมก็ได้เจอคอมเม้นท์ลบๆจากโลกออนไลน์แล้วเรียบร้อย

“มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด” เขาว่า

“ตอนแรกที่เห็น ก็พยายามทำใจครับ” บูมบอก

ก่อนที่ต่อมาก็จะเลือกรับฟังความเห็นที่มีประโยชน์ เอาไว้ใช้ปรับปรุงแก้ไข

อย่างไรก็ตามถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ อาทิ ตำหนิรูปร่างหน้าตา ก็พยายามจะปล่อยวาง

ทั้งนี้กับความเห็นต่างๆนานา บูมบอกว่า เทียบสัดส่วนกันแล้ว “ผมรู้สึกว่าคนชอบเยอะกว่า”

ซึ่ง “โอเคนะครับ”

“ผมก็จะคอยสร้างความสุขให้กับคนเหล่านั้น”

ถึงตอนนี้บูมบอกว่า เขายังไม่ชินทั้งกับสารพัดสิ่งที่ถาโถม รวมถึงการใช้ชีวิตท่ามกลางสปอตไลท์ ซึ่งต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้น จะพูดอะไรต้องระวังทุกอย่าง รวมถึงการเรื่องที่ส่วนตัวบางเรื่องก็ต้องเป็นเรื่องสาธารณะ

แต่ “ผมก็พร้อมจะรับสิ่งใหม่ๆ รู้สึกว่าน่าสนใจ น่าตื่นเต้น”

บูมยังบอกด้วยว่าแม้จะไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่ก็ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด

“ผมบอกกับตัวเองว่า เขาให้ตำแหน่งนี้กับผมแล้ว ผมอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นครับ”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon