หน้าแรก บันเทิง ตู้หนังสือ : ...

ตู้หนังสือ : ความคิดกับหนังสือ ชี้ว่าใครคือมันสมอง

26.12.21 | 09:59 น.
ความคิดกับหนังสือ ชี้ว่าใครคือมันสมอง

ความคิดกับหนังสือ
ชี้ว่าใครคือมันสมอง

คำถามที่ระงมถามกันมากระดับติดอันดับ 2 ทวิตเตอร์ว่า “พี่ตูนวิ่งทำไม” ซึ่งแพร่หลายอยู่ในสื่อสาธารณะขณะนี้ แสดงให้ผู้มีอำนาจปกครองเห็นอีกครั้งว่าประชาชนไม่ได้กินหญ้าอย่างที่พวกเขาคิดกัน แต่กลับเป็นพวกเขาที่สวาปามสิ่งซึ่งคิดว่าเป็นอาหารทิพย์อยู่ทุกวันนั้น คือหญ้าแปรรูปที่สมองไม่สามารถแยกแยะได้แล้ว จากดวงตาที่เห็นเพียงมายาภาพ และหูซึ่งได้ยินแต่คำที่เป็นอกุศลโสตร

“พี่ตูนวิ่งทำไม” ซึ่งถามกันอยู่นั้น บอกว่าชาวบ้านมิใช่ขอนไม้ผุที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงไปหมด หรือวัวควายผอมโกรกที่เลี้ยงบนผืนดินเป็นพิษ จากยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงศัตรูพืช ที่กบในกะลายังปล่อยให้ขายเกษตรกร ปันกำไรระหว่างกัน

“พี่ตูนวิ่งทำไม” ซึ่งเป็นเจตนาดี กลายเป็นเจตนาที่ผู้คนไม่เห็นด้วย เพราะเปิดโอกาสให้เชื้อรากมะเร็งแผ่นดินลุกลามกว้างขวางออกไป ให้เลิกคิดแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ กลับมาช่วยกันถามว่า “รัฐบาลทำไมไม่วิ่ง” ให้จริงจังกันยิ่งขึ้นแทน

ขณะเดียวกัน หน้าที่คิดของคนที่ต้องรับผิดชอบบริหารประเทศ ว่าจะนำพาประชาคมผ่านวิกฤตโรคระบาดไปอย่างไร ก็ไม่เคยปรากฏรูปธรรม ว่าจะกำหนดรูปแบบชีวิตปรกติใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงรุนแรงขณะนี้ ให้เกิดขึ้นได้แบบไหน กลับเป็นงานของนักเขียนคอลัมน์ในสื่อออนไลน์มติชน เช่น ๐กล้า สมุทวณิช๐ ที่ต้องใช้สมองเสนอวิธีที่เป็นไปได้ไม่ยากออกมา เพียงจัดรูปการทำงานใหม่ซึ่งไม่ติดกับวิถีเก่าใน “ไวรัสกับชีวิตวิถีแท้” เมื่อ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา

Advertisement

ใครอ่านย่อมตระหนักว่า หน้าที่คิดเรื่องแบบนี้มิใช่งานของรัฐบาลหรือ

คนอื่นในโลกจะทำไม่ทำก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาวิธีแก้ปัญหาของเขา แต่หากเราทำสำเร็จ คือสังคมอยู่ได้ พ่อค้าแม่ขายอยู่ได้ บริษัทและคนทำงานอยู่ได้ โรคไม่อาจแพร่ได้รวดเร็ว เศรษฐกิจไม่ล้มพังพินาศ มิใช่ความสามารถไทยในการดูแลตัวเองหรอกหรือ ยังต้องเป็นทาสพึ่งการจัดอันดับประเทศเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปทำไม

๐ หนังสือที่มุ่งวิเคราะห์เพื่ออธิบายสาเหตุวิกฤตปัญหาความขัดแย้งซึ่งสร้างความแตกแยกในระบบสังคมการเมืองไทย จากมุมมองด้านสังคมวิทยาและปรัชญาการเมืองของบ้านเรา ไปกระทั่งการเสนอทางออก ด้วยการเปลี่ยน “กระบวนทัศน์” ความหมายของ “ความเป็นไทย” ที่หมกมุ่นกัน ผ่านสัญลักษณ์ธงชาติไทยบ้าง เครื่องนุ่งห่มบ้าง พิธีกรรมทางศาสนาบ้าง ให้อยู่กับร่องกับรอยเสียที

ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อรับมือกับคลื่นมหาวิกฤตการณ์ ของ สุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง นักเรียนตรีเภสัช จุฬาฯ, โทอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, โทรัฐศาสตร์ปกครอง ธรรมศาสตร์, โทรัฐศาสตร์บริหารรัฐกิจ ธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระ อาจารย์พิเศษ และที่ปรึกษารัฐมนตรี มีดีกรีที่น่าหาอ่านความคิดว่าตกผลึกอะไรมา ที่จะสามารถให้แนวคิดและวิธีปฏิบัติในการประสานประชาธิปไตยกับความเป็นไทยอันเป็นรากฐานวัฒนธรรมรูปแบบต่างๆ มาแต่ดั้งเดิมให้ดีได้

๐ หนังสือน่าอ่านอีกเล่มของอาจารย์ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความชอบธรรม ที่ฟังดูเหมือนเสื้อผ้าที่ช่วยให้ผู้สวมใส่ดูดี แต่การใส่เสื้อผ้าดูดี ไม่หมายรวมไปถึงการกระทำที่อาจไม่เหมาะกับเสื้อผ้าก็ได้

๐ความสมเหตุสมผลของความชอบธรรม (การครอบงำ) : On Legitmacy ว่าด้วยความชอบธรรม๐ ซึ่งพิมพ์ครั้งที่ 2 นี้ จะบ่งถึงคำพูดกับการกระทำให้เข้าใจ

ตั้งแต่เรื่องความจำเป็นที่ฟุ่มเฟือยขององค์กรทางการเมือง, สภาวะสมัยใหม่กับความชอบธรรม, รัฐและการสร้างการครอบงำที่ชอบธรรมด้วยตัวเอง, ความชอบธรรมที่ว่าด้วยความเชื่อ อุดมการณ์ และการครอบงำ, การปกครองชีวญาณ หรือกอฟเวิร์นเมนทอลลิตี้ (governmentality) ที่อาจแปลกหูกับหลายคนซึ่งควรทำความรู้จักให้เข้าใจ, ความสมเหตุสมผลสาธารณะ (public justification) และความชอบธรรม มองได้จากสังคมตัวเองเป็นตัวอย่างชัดๆ และความเป็นห่วงเป็นใยในฐานะเงื่อนไขของชีวิตกับ “จุดอ่อนของสิทธิ” ช่างเปิดสมองดีแท้

อยู่ในสังคมแบบไทยๆ นี้ ยิ่งต้องหาอ่านเพื่อเท่าทัน

๐ หนังสืออีกเล่มซึ่งน่าอ่านมาก ใครที่ชอบดูยูทูบช่วงนี้ มักเห็นคลิปเรื่อง “คดีพระพิมลธรรม” ผ่านไปผ่านมาให้ดูให้ฟังอยู่เป็นระยะ ให้เห็นตัวอย่างอัปยศในวงการสงฆ์ที่อาจหนักหนาสาหัสกว่าการรังแกพระเล็กพระน้อยทุกวันนี้ เพราะคดีตำนานยุคกึ่งพุทธกาลดังกล่าวเป็นการรังแกพระใหญ่อย่างไม่ละวาง จากพระผู้ใหญ่ระดับสูงจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่ถึงวันนี้แล้วเชื่อได้ เนื่องจากยศช้างขุนนางพระ ก่อโมหะได้หนาหนักแก่ผู้ทรงศีลเสียยิ่งกว่าปุถุชนคนเดินถนนเสียด้วยซ้ำ

ศาสนากับความรุนแรง โดย ปรีดี หงษ์สต้น กับ อัมพร หมาดเด็น เป็นงานเขียนของบรรดานักวิชาการสังคมอันโดดเด่นร่วม 10 คน ช่วยกันพูดให้เห็นถึงศาสนากับความรุนแรงในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในบ้านเราเองให้เห็นแจ่มชัด ตั้งแต่ศีลธรรมแห่งการปฏิเสธ ศาสนากับการเมืองในพม่า พุทธกับโรฮีนจา พหุวัฒนธรรมในมาเลเซีย กฎหมายอิสลามในอาเจะ อินโดนีเซีย เรื่องชาวสิกข์ และเรื่องพุทธในศรีลังกา จนมโนทัศน์หญิงมุสลิมในภาคใต้ของเรา

ล้วนเป็นเรื่องต้องศึกษาทำความเข้าใจ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะนำโลกไปไหน แต่โลกก็ต้องนำเราทั้งหลายในสังคมไปพร้อมกันด้วย ดังนั้น ปัญหาจึงยังตามติด

๐ ชั้นเรียนอนุบาลเคยเป็นโลกจินตนาการที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและเรียนรู้อย่างอิสระ แต่ปัจจุบันเริ่มกลายสภาพเป็นห้องเรียนธรรมดาที่อยากให้เด็กอ่านออกเขียนได้เร็วๆ มากกว่าจะรู้จักสำรวจค้นพบสิ่งใหม่ๆ ต่างๆ ในชีวิต แต่หนังสือเล่มนี้จะบอกเราว่า ชั้นเรียนอื่นๆ ทั่วไปในโรงเรียน รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตต่างหาก ที่ควรกลับไปเหมือนชั้นเรียนอนุบาล-เอ้าเฮ

อนุบาลตลอดชีวิต ของ ไมเคิล เรสนิค ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการศึกษา รวบรวมประสบการณ์กว่า 30 ปี ที่เอ็มไอที มีเดีย แล็บ (MIT Media Lab) พร้อมทั้งบทเรียนจากโครงการนวัตกรรมที่ร่วมมือกับบริษัทของเล่นเลโก้ (LEGO) กับชุมชนออนไลน์ สแครทช์ (scratch) เสนอหลัก 4P ขึ้นมา

พี สี่ประการนี้ประกอบด้วย โปรเจ็กต์ (project โครงงาน) แพสชั่น (passion ความหลงใหล) เพียร์ส (peers เพื่อน) เพลย์ (play การเล่นสนุก)

เป็นกระบวนการบ่มเพาะทักษะการคิดสร้างสรรค์ เพื่อประยุกต์ใช้ในการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิต ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือ จิตวิญญาณการเรียนรู้แบบชั้นเรียนอนุบาล-เอาละซี ลองจินตนาการตอนนี้ดู ว่าน่าสนุกไม่ใช่เล่นเหมือนกัน เพราะไม่ว่าใคร พ่อแม่ ครู นักเรียน คนทำงาน ผู้บริหาร ล้วนจะได้คิดจากหนังสือเล่มนี้ในมุมมองที่จะทำให้เป็นคนใหม่ในร่างเก่าโดยไม่หยุดคิดจินตนาการ แปลโดย วิชยา ปิดชามุก

๐ บ้านเมืองอารยะเขามีความสนใจต่อการเจริญเติบโตของเหล่าทารก เยาวชน คนหนุ่มสาวอย่างมีขั้นตอน มีหนังสือและการเรียนรู้มากมายในโรงเรียนหรือสำหรับพ่อแม่นอกโรงเรียน ไม่ว่าเป็นเรื่องที่เราเห็นว่าเล็กน้อยขนาดไหน แต่เขาจะหาคำตอบคำอธิบายเพื่อคนส่วนมากทำความเข้าใจด้วยให้ได้ เพื่อการพัฒนาคนรุ่นต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ผมมีเหตุผลของผมนะ หนังสือจากญี่ปุ่นของ ชินสึเกะ โยชิทะเกะ แปลโดย สุธีรา ศรีตระกูล จับเรื่องเด็กชายคนหนึ่งซึ่งชอบเอานิ้วแหย่จมูกจนแม่บ่น แต่เขามีเหตุผลที่ทำอย่างนั้น และไม่ใช่แค่เรื่องนี้ ยังมีเรื่องกัดเล็บ กินข้าวหก เขย่าขา นั่งไม่นิ่ง แล้วก็มีเหตุผลในเรื่องต่างๆ เหล่านั้นเช่นเดียวกัน-ว่าไงล่ะ

เนื้อหาจะให้ข้อคิด อ่านสนุก ไม่ว่าจะอ่านให้เด็กห้าหกขวบฟัง หรือให้เด็กเจ็ดแปดขวบอ่านเอง ก็จะฝึกการคิด การพูดเจรจา การให้เหตุผล ยังมีการเชื่อมโยงความคิด การต่อยอดความคิด และรู้จักการสนทนากันด้วยเหตุผลในครอบครัว จึงเป็นหนังสือซึ่งสนุกสนานอย่างยิ่งกับคำถามมากมายที่กระตุ้นจินตนาการนานา

๐ สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่หรือพ่วงไปถึงปู่ย่าตายายนั้น ลูกหลานไม่เพียงเป็นโซ่ทองคล้องชีวิตพ่อแม่ แต่ยังเป็นดวงใจที่ต้องประคับประคองดูแล จนส่วนหนึ่งเลยเถิดไปถึงขนาดเป็น “พ่อแม่รังแกฉัน” อย่างบทอ่านเอาเรื่องในอดีตก็มี หากที่กังวลเป็นห่วงกันที่สุดนั้นคือความปลอดภัย ไม่ว่าในด้านใดๆ ร่างกายหรือจิตใจ ที่ต้องใส่ใจครบถ้วนไม่เฉพาะเพียงในยุคโรคระบาดเช่นวันนี้เท่านั้น

ดังนั้น Child Safety ทักษะการเอาตัวรอดที่ลูกควรเรียนรู้ ของคุณหมอ ฉัตรชัย อิ่มอารมย์ จึงเป็นหนังสือที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายน่าจะสนใจหาให้แก่กัน

เพราะสังคมเดี๋ยวนี้มีอันตรายแฝงอยู่มากมายรอบตัวเด็ก แต่หากพ่อแม่รู้เท่าทันก็หลีกเลี่ยงได้ บ้างต้องใช้อุปกรณ์ บ้างต้องรู้ขั้นตอนปฏิบัติ รู้สังเกตสัญญาณเตือน ที่สำคัญ พ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกรู้จักดูแลตัวเองเป็นการป้องกันซึ่งดีที่สุด รู้จักสร้างพื้นที่ปลอดภัยรอบตัวลูก รู้สัญญาณเตือนว่ามีการกลั่นแกล้งเกิดขึ้น รู้จักโลกออน ไลน์ซึ่งไม่ได้ใจดีกับลูกๆ และให้ลูกรู้จักป้องกันตัวจากโลกออนไลน์

สุดท้ายคือรูปธรรมการปฐมพยาบาลซึ่งถูกวิธี จะช่วยชีวิตลูกได้

หนังสือเล่มนี้จะเป็นคู่มือเลี้ยงลูกและวางรากฐานการป้องกันตัวเองแก่ลูกๆ

๐ กลับมาอีกครั้งหลังจากหนังสือเล่มแรกสร้างยอดขายถล่มทลายในเกาหลีมากกว่า 2 ล้านเล่มของ คิมรันโด เรื่อง เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด

แต่คราวนี้มากับวัยซึ่งต้องเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิตที่ใหญ่ไปกว่านั้น พันครั้งที่หวั่นไหวกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ กับวัยหนุ่มสาวซึ่งพ้นสถาบันการศึกษาสู่ชีวิตการทำงาน หาเงิน จ่ายภาษี แต่งงาน มีลูก ฯลฯ ทันทีทันใดชีวิตก็เปลี่ยนไป ทำให้คนไม่น้อยจำนวนหนึ่งพบกับความเจ็บปวดกับปัญหาที่อาจเหมือนหรือแตกต่าง ที่ต้องเก็บงำจนเป็นปมในใจซึ่งหวังว่าเวลาจะคลี่คลายลบเลือนไปได้

แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่า ไม่ดีกว่าหรือ ที่จะขยี้ปมนั้นให้หายไปด้วยความเข้าใจและวิธีคิดที่เหมาะสมกว่า เพื่อลุกขึ้นสู้สู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่แท้จริง

ผู้เขียนจะบอกให้รักในชะตาชีวิตของตน เตรียมพร้อมกับความล้มเหลว และเตรียมพร้อมกับความสำเร็จ คำถามคือ จะทำหรือไม่ทำ จะตอบอย่างไร ผู้เขียนย้ำว่าชีวิตคือความเจ็บปวด อย่ากลัวสายตาคนอื่น อยู่ในป่าแห่งการจับจ่ายใช้สอยอย่างไร และต้องพบ ต้องรัก ต้องใช้ชีวิตแบบไหน รู้จัก “เซ็กซ์” ภาษาของผู้ใหญ่ที่ยากและน่าเศร้า ฯลฯ อ่านเพื่อสลายปัญหา อมรรัตน์ ทิราพงษ์ แปล

๐ มหานครหลวงเช่นกรุงเทพฯยังหากำหนดการเลือกผู้ว่าราชการคนใหม่ไม่ได้ แต่ตัวละครสำคัญเริ่มประกาศตัวออกหาเสียงแล้ว เป็นวาระที่เราทั้งหลาย ซึ่งตกในท่ามกลางบรรยากาศโรคติดต่อถึงตาย บรรยากาศการเมืองที่เป็นการละเล่นของบรรดาผู้ครองอำนาจ ยังหาอนาคตไม่ได้ และถึงตายเหมือนกัน กับบรรยากาศของการสิ้นเนื้อประดาตัวจากการตกงาน ไร้โอกาสค้าขาย หาหนทางทำกินตัวเป็นเกลียว หากมีเวลาอยู่บ้าง น่าจะหาอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อมองโครงสร้างเมืองที่เราพำนักอาศัยบ้าง

เจน เจคอบส์ นักคิดผู้พลิกชีวิตเมือง หรือชื่อในฉบับภาษาอังกฤษว่า “อัจฉริยะแห่งสามัญสำนึก เจน เจคอบส์ กับเรื่องความตายและชีวิตของมหานครอเมริกัน” (Genius of Common Sense : Jane Jacobs and the Story of The Death and Life of Great American Cities) เรื่องของหญิงผู้พลิกชีวิตมหานครในอเมริกา

เราจะได้รู้จักเธอ การเติบโต การเป็นนักเขียนในนิวยอร์ก การเรียนรู้ในนิตยสารอาร์คิเทคเจอรัล ฟอรั่ม บทความดีเยี่ยมในนิตยสารฟอร์จูน โจมตีการวางผังเมือง การต่อสู้กับเทศบาลเมืองและการสร้างทางหลวง ผลกระทบของหนังสือความตายความเป็นของมหานครอเมริกัน และที่สุดคือ การฟื้นฟูเมืองซึ่งเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง

บ้านเมืองอารยะมักมีบุคคลที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเช่นนี้ อ่านแล้วย่อมได้ประโยชน์แน่นอนในหลายๆ ทาง ณัฐธีร์ ฤทธิเดชเกรียงไกร แปล

๐ เรื่องน่าเศร้าของสังคมไทยคือ การที่บรรดาผู้กุมอำนาจไม่สามารถตระหนักถึงการก้าวไปพร้อมกับโลก นี่เองที่พระท่านพร่ำบอกว่า “อย่าเห็นแก่ตัว” เพราะคำเดียวนี้สามารถหยุดการเจริญเติบโตของคนนับสิบๆ ล้านคนได้ ไม่ว่าทางกาย สติปัญญา เพื่อจะเอาตัวรอดจากการรุมกินโต๊ะของกลุ่มทุนที่บงการโลก

โรคระบาดคราวนี้บอกชาวโลกตรงๆ แล้วว่า การช่วยตัวเองได้นั้นวิเศษสุด หากเราทุ่มเททั้งสติปัญญาและเงินทองจากภาษีของราษฎรไปในการวิจัยต่างๆ ตั้งแต่ยารักษาโรค พัฒนาการเกษตร ผลิตกำลังอาวุธด้วยตนเอง เราจำเป็นจะต้องพึ่งพาใคร ในเมื่อเราต่างหากที่อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ซึ่งบรรดามหาอำนาจทั้งหลายหมายปอง

ความโง่เง่าเห็นแก่ตัวไม่เข้าใครออกใครจริงๆ ทั้งยังทำลายล้างผู้อื่นที่หมั่นท่องให้ได้ยินว่ารักสุดสวาทขาดใจเพราะอยู่บนแผ่นดินไทยๆ เดียวกันอีกด้วย

บรรณาลักษณ์