เมื่อถามถึงปี 2564 ที่กำลังจะผ่านไป ณัฐฎ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา บอกเลยว่า ในความคิดของเขาปีนี้เป็นปีที่ “สอนอะไรเราหลายคนเยอะ”
“ทั้งในเรื่องของการใช้เงิน การวางแผนการเงินที่ดี”
เห็นชัดๆจากสถานการณ์โควิด-19 อันยืดเยื้อ ส่งผลให้งานที่เคยมีหยุดชะงัก และบางคนหนักถึงขั้นต้องตกงาน สถานการณ์ที่บอกกับเราชัดเจนว่า “ถ้าใช้เงินแบบมือเติบ หรือไม่มีเงินเก็บ ไม่มีเงินสำรอง เวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินก็ลำบากเหมือนกัน”

ประการที่ 2 คือเป็นปีที่สอนเรื่องการปรับตัว-ปรับเพื่อให้อยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การอยู่ การใช้ชีวิตแบบนิว นอร์มอล ที่ต้องมีหน้ากากเป็นอุปกรณ์ประจำวัน
“เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ และทำใหม่ ให้เป็นนิสัยใหม่”
และสุดท้ายคือเรื่องของการที่ต้องใส่ใจครอบครัว
“อันนี้ผมว่าเป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่หลายๆคนอาจจะมองไม่เห็น แต่สำหรับผม ผมสัมผัสได้จริงๆ ว่าผมกับครอบครัวกลับมาแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เพราะเรามีเวลาให้กันมากขึ้น ใส่ใจกันมากขึ้้น ซึ่งผมว่ามันเป็นอะไรที่เพิ่มความสุขให้เรา แล้วก็ทำให้เราผ่านความลำบากหรือผ่านวิกฤตตรงนี้ไปได้”
สำหรับ ดีเจพุฒ พุฒิชัย เกษตรสิน ก็ว่าสิ่งหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้ในปีนี้ คือในอนาคตถ้าจะซื้อของอะไรก็ตาม ซื้อเป็นเงินสด ครบเต็มจำนวน น่าจะดีกว่า
เพราะผลจากการที่งานมีน้อย แต่รายจ่ายจากการผ่อนโน่น นั่น นี่ ยังเท่าเดิม ก็ทำให้อะไรๆรู้สึกว่าไม่คล่องตัว
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องมาวางแผนในการใช้ชีวิตใหม่” พุฒิบอก

ยังบอกอีกว่าสิ่งที่เขาคิดและวาดหวังอย่างจริงจังในตอนนี้…”สิ่งที่ตั้งใจอยากจะให้เกิดขึ้นเลยนะครับ กับมวลมนุษยชาติ กับคนทั้งโลก คืออยากให้ไวรัสโควิด-19 ถูกควบคุมได้ แล้วเราจะได้กลับมาใช้ชีวิตกันเหมือนเดิม”
“ใช้ชีวิตแบบปกติเสียที”
แหม่ม แคทลียา เอง ก็ว่าตัวเธอก็รู้สึกเหมือนทุกๆคนที่ประสบปัญหาจากโควิด-19 และต้องปรับตัวใหญ่
“ที่สำคัญที่สุดคือต้องตั้งสติให้ดี แล้วก็เดินหน้าต่อไปให้ได้ อันนี้สำคัญมากๆ”
“ปัญหาบางอย่างมันเกินความควบคุมของเรา เพราะฉะนั้นจะไปหงุดหงิด ไปอารมณ์เสีย ไปบ่น ไปอะไร ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น”
“ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทำวันนี้ให้ดีที่สุดตามหน้าที่ตัวเอง อันนั้นสำคัญที่สุดค่ะ”

สำหรับปี 2565 เธอบอกว่าจากสภาวะการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้ไม่สามารถวางแผนระยะยาวอะไรได้ ที่วางไว้ก็แค่แผนใกล้ๆเรื่องพัฒนาสิรินทร์ฟาร์มของครอบครัวให้เติบโตขึ้น ให้มีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดมากขึ้น ออกสู่โลกที่กว้างขึ้น ขณะเดียวกันในส่วนธุรกิจโรงแรมและงานการอื่นๆก็จะทำให้ดีขึ้น
“ทำทุกวันให้ดีที่สุด แล้วก็ตั้งใจมีสติในการใช้ชีวิตค่ะ”
ด้าน ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ นั้นบอกว่าสิ่งที่เขาได้มากๆในปี 2564 คือได้อยู่กับตัวเอง “เพราะโควิด”
“เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้น แล้วก็มีสมาธิกับตัวเองมากขึ้น”

“เพราะการพบปะกับผู้คนน้อยลง ทำให้มีเวลาคิดกับตัวเองมากขึ้น ว่าจริงๆแล้วบางครั้งเราอยู่กับตัวเอง พึ่งพาตัวเอง อยู่บ้าน มันก็ทำได้เหมือนกัน เมื่อก่อนเราจะแบบ…มีความสนุกสนาน ไปเจอกัน เที่ยวนั่น เที่ยวนี่ แต่พอได้ลองอยู่กับตัวเอง มีสมาธิให้กับตัวเอง ผมว่ามันก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง”
“ปี 2564 เป็นปีแห่งการเรียนรู้ค่ะ แล้วก็เป็นปีแห่งการยอมรับความจริง” คือความรู้สึกของ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี
“ตั้งแต่มีโควิดทำให้รู้เลยว่าชื่อเสียงเงินทองไม่สำคัญไปกว่าสุขภาพที่ดี และที่สำคัญคืออย่าไปยึดติด ดังนั้นต่อให้เป็นอาชีพดาราที่หลายคนใฝ่ฝัน ที่หลายคนบอกว่าเป็นอาชีพที่รุ่งเรือง เป็นแล้วรวย หลายคนก็ต้องอยู่บ้านนิ่งๆ หางานอย่างอื่นทำ”

สำหรับปี 2565 เธอบอกว่ายังไม่กล้าแพลนอะไรทั้งสิ้น
“ยอมรับว่าสิ่งที่เคยแพลนไว้ว่าจะทำ หยุดทุกอย่างหมดเลย รอดู ตั้งรับในแต่ละวันดีกว่า”
เรื่องธุรกิจที่ตั้งใจไว้ ณ ตอนนี้ จึง “ขอรอดูอีกนิดนึงค่ะ ว่าจะยังไงต่อ”
ส่วน อั๋น ภูวนาท คุนผลิน ก็ว่า ปี 2564 “เป็นปีที่โหดมากในทุกๆ ด้าน”
“เป็นปีที่เราได้รู้ว่าเรามีขีดความอดทน แล้วก็ขีดความสามารถของตัวเองในการรองรับและแก้ไขปัญหาและรับความกดดันได้มากขนาดไหน ไม่ใช่แค่อั๋นนะ แต่ทุกคนในประเทศเลย ที่ได้ประลองความสามารถของตัวเอง ว่าที่สุดของที่สุดแล้ว แค่ไหนนะ ที่เราจะไม่แตกสลาย แล้วเราก็ไม่ตาย เห็นไหม เราก็ยังคุยกันอยู่แบบนี้ได้ ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป แต่ก็ไม่ได้แปลว่าสบายหรือรอดแล้วนะ ก็ยังต้องสู้กันต่อ”

เรื่องของการปรับตัวที่หลายๆคนพูด เขามองว่ามีการปรับไปหลายๆ อย่าง
“ไม่ใช่แค่โควิดนะ ปรับเพราะโลกมันวิ่งด้วย ปรับทั้งในเรื่องงานของเราที่เคลื่อนที่ วิธีการเรียนรู้ที่จะอยู่ในโลก ที่เราตั้งใจหรือไม่ตั้งใจมันเปลี่ยนไปหมดเลย วิธีการขายของ วิธีการทำธุรกิจ เปลี่ยนหมด นักท่องเที่ยวไม่มี ฉันจะขายใคร เพราะเราทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของการท่องเที่ยวเยอะมาก ทุกอย่างมันปรับหมด”
“แต่ก็สำคัญที่เราไม่ยอมแพ้เนอะ”
สำหรับปี 2565 เขาบอกว่า “ในเชิงการปรับตัวคงต้องวิ่งตามให้ทัน โลกมันหมุนเร็วถ้าเราไม่วิ่งตาม คือล้มเลยนะ ก็ต้องเรียนรู้ไปจนตายน่ะ”
ด้าน ลูกหว้า พิจิกา ก็ว่าสำหรับเธอปี 2564 “เป็นปีที่ได้เรียนรู้การดูแลรักษาหัวใจตัวเองมากๆค่ะ”
“โควิดทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายอย่าง ทำให้ต้องพยายามตั้งสติ ต้องยอมรับกับเรื่องแย่ๆที่เกิด แล้วจะทำอย่างไรให้ตัวเองผ่านพ้นไปให้ได้”
ซึ่งที่สุดแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านั้นก็สอนให้เธอรู้ว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
ด้วยเหตุนี้สิ่งเดียวที่ทำได้คือตั้งรับกับปัจจุบัน และทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สิ่งที่ต้องทำให้อออกมาให้ดีที่สุด สุขที่สุด
“อันนี้ก็เป็นหนึ่งที่เรียนรู้เยอะมาก”

ส่วนปี 2565 ลูกหว้าบอกว่าโดยส่วนตัวเธอตั้งใจจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ‘เหมือนเดิม’
ขณะเดียวกัน “สิ่งที่อยากเห็นจากสังคม คือการรับฟังกันจริงๆ”
บอกด้วยว่า ในความเห็นของเธอ ‘การได้ยิน’ กับ ‘การรับฟัง’ นั้น ไม่เหมือนกัน
“รับฟังบางทีมันเหมือนกับเราต้องฟังปัญหา เหตุผลของคนที่แตกต่างกับเรา แล้วพูดคุยกันอย่างใช้เหตุผล ใช้ข้อมูลมากขึ้น เพราะว่าเราจะเห็นคนที่บางครั้งพอเกิดอารมณ์ขึ้นมาในการถกเถียง โต้งแย้ง ก็เบนประเด็น”
“อยากให้เกิดการรับฟังกันมากขึ้น แล้วก็เห็นความจริงของปัจจุบันให้มากขึ้น ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร แล้วเราควรจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด แล้วก็บอบช้ำน้อยที่สุด”฿
ทิ้งท้ายกันที่ เต๋า สมชาย เข็มกลัด ที่บอกเลยว่า สำหรับเขาไม่ใช่ ‘แค่ปีนี้’ แต่ทุกๆวันที่ผ่านมา “เป็นสิ่งที่สวยงาม”
“ผมมองสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องเจอ ไม่เจอวันนี้ก็ต้องเจอพรุ่งนี้”
และไม่ว่าจะเจออะไร ก็ต้องสู้
“สู้ให้ได้ แล้วอยู่กับมันให้ได้”

“สิ่งสำคัญคือผมอยากจะให้กำลังใจทุกคน ขอให้ทุกคนสู้ๆ เข็มแข็ง อดทน และมีพลัง”
“เราจะต้องฝ่าฟันวิกฤตในโลกปัจจุบันนี้ไปด้วยกัน”

