กระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ระหว่างรุ่นต่อรุ่น สำคัญตรงไหน สำคัญตรงนี้ ตรงที่กำลังเกิดปัญหาต่างๆอยู่ในปัจจุบัน แล้วต่างคนต่างพูดหรือถกปัญหาคนละเรื่องเดียวกัน อย่างไม่ปะติดปะต่ออยู่นี่แหละ
นับแค่หลังจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงเดี๋ยวนี้ ร่วม 70 ปี หากสิ่งที่คนรุ่นปู่ย่าตายายถ่ายทอดสู่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ไม่ว่าจะบรรทัดฐานสังคม ศีลธรรมจรรยา ค่านิยม อันเป็นพฤติกรรมหรือทัศนะวิตกวิจารณ์ต่างๆ รวมถึงความรู้ตามระบบที่ยุคสมัยนั้นๆมี และคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ส่งต่อสู่เราที่ได้เรียนหนังสือในระบบโรงเรียน ก่อนที่เราจะถ่ายทอดสู่ลูกและหลานต่อไปอีกอย่างครบถ้วน มีเป้าหมายและแนวทาง ถ้ามีสิ่งใดต้องเปลี่ยนแปรไป ก็เกิดจากความไม่ทันยุคสมัย ไม่ทันความคิดผู้คนจนต้องปรับเปลี่ยน กระทั่งขนบประเพณีก็ต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตซึ่งอาจจะปรับแปรไปเช่นกัน
ปัญหาแม้จะหนักหนาก็อาจคลี่คลายโดยสติปัญญาได้
สังคมอารยะที่ก่อร่างจากปัจเจกชนซึ่งรวมกลุ่มกันอย่างตระหนักในสิทธิหน้าที่ของกันและกัน ยิ่งเคยอยู่ภายใต้แอกเดียวกัน ย่อมเติบโตขึ้นโดยเคารพและรับผิดชอบในกันและกันได้ แต่สังคมซึ่งตกภายใต้อำนาจเดียวมายาวนาน อยู่ๆจะให้เข้าใจหรือตระหนักในสิทธิ หน้าที่รับผิดชอบเช่นเดียวกันนั้น ยากจะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน
ชั้นแต่จะภายทอดบรรทัดฐานสังคม ศีลธรรมจรรยา ค่านิยม ฯลฯ ก็ล้วนอยู่ในกรอบที่ยังไม่ตกตะกอน การถ่ายทอดความคิดอ่านต่างๆจากรุ่นสู่รุ่นจึงล้วนกระพร่องกระแพร่ง พูดคนละเรื่องเดียวกันอยู่เป็นนิจ
จนกลายเป็นคนไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักรากเหง้าตัวเอง ไม่รู้ที่มาและที่จะไปของตัวเอง
ที่ร้ายก็คือ ไม่มานะ ขวนขวาย ศึกษาเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง นิ่งเงียบกันอยู่ใต้โดมอวิชชาหลังใหญ่ ที่ครอบงำมานานจนเซื่องซึม ถูกอดีตล่ามตรึงความคิดเสียขยับสมองไม่ได้
เช่นหนังสือ ‘พระเจ้ากรุงสยาม’ ของส.ธรรมยศ มีคนรุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อรุ่นแม่ จนรุ่นลูกรุ่นหลานปัจจุบันตลอดสามชั่วคนที่ผ่านมาเท่าไหร่ ที่เคยได้อ่าน นักเรียนนักศึกษาเดี๋ยวนี้รู้ไหมว่า เพียงบทนำของผู้เขียน ก็ยังทันสมัยใช้กับปัจจุบันได้อย่างกับเขียนขึ้นเมื่อวาน
ด้วยเหตุนี้ เราจึงมิได้เป็นสังคมที่ต่อยอดจากปู่ย่าตาทวด เพื่อรังสรรค์สาขาให้แตกดอกออกกอ ขยายภูมิปัญญาสังคมให้กว้างขวางต่อไป แต่กลับต้องนับหนึ่งใหม่อยู่ทุกรุ่น มิหนำซ้ำ ยังกลับถอยหลังเข้าคลองลึกไกลไปอีก
นี่เลย ไม่ต้องอะไรมาก แค่หาหนังสือที่อยู่บนแผง ‘ดื่มไดอะล็อก’ รวมบทสัมภาษณ์บุคคลของใบพัด นบน้อม อ่านความคิดอาจารย์เออเชนี เมริโอ ชาวฝรั่งเศสซึ่งมาอยู่เมืองไทยเพียง 7 ปี แต่ที่อาจารย์ตอบคำถามให้ฟังไม่กี่หน้ากระดาษ ไม่ว่าไทยน้อยไทยใหญ่ไทยโตไทยมโหฬารขนาดไหน ก็อ้ำอึ้งตะลึงตะไลไปกับสิ่งที่ได้ยินเหล่านั้นได้
สภาพสังคมซึ่งตกอยู่ใต้อำนาจการเมืองนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องที่อ่านสัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล กับวิจักขณ์ พานิช ก็เป็นหนึ่งในเรื่องชี้ชะตาอนาคตความเป็นผู้เป็นคนของไทยทั้งหลายได้เลย
ยิ่งอ่าน ‘พระสงฆ์เถรวาทกับอิสลาม’ ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน ‘มติชนสุดสัปดาห์’ กับ ‘เมื่อศาสนาคือความน่ากลัว’ ของนิธินันท์ ยอแสงรัตน์ จาก ‘มติชนออนไลน์’ ยิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าไทยจะเอาอย่างไรกับไทยด้วยกันแน่ โดยเฉพาะพุทธบริษัทสี่ที่ดูจะกลายเป็นสี่บริษัท แข่งกันทำกำไรหรือทะเลาะกันเรื่องลดเพิ่มดอกเบี้ยอะไรก็ไม่รู้
หากย้อนไปประเด็นต่อยอดข้างต้น เวลาผ่านมาเนิ่นนาน ตั้งแต่ยุคโรงเรียนหยุดวันพระ นิมนต์พระมาเทศน์วันพระ ถึงเริ่มมีโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จนปัจจุบัน 70-80 ปีที่ว่า เราน่าจะตระหนักในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้วเป็นอย่างดี
ดูพระพุทธรูป ‘บามิยัน’ อายุพันห้าร้อยกว่าปี ที่สลักในหน้าผาสูงสองพันห้าร้อยเมตร ในอัฟกานิสถานเป็นตัวอย่าง อยู่ประกาศพระศาสนามายาวนานผ่านแดดผ่านฝนจนเป็นมรดกโลก กลุ่มตอลิบันยังระเบิดวินาศไปได้
อย่าว่าแต่พระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นและแผ่ขยายในอินเดียแต่สองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน วันนี้ในอินเดียเหลือเฉพาะเพียงร่องรอยอดีตที่เป็นสังเวชนียสถาน พุทธศาสนากลับแพร่มาประดิษฐานในอุษาคเณย์แทน
ท่ามกลางความเชื่อและศาสนาที่แตกต่างร้อยแปด พระเจ้าพิมพิสารแห่งกรุงราชคฤห์ต้องประกาศไหมว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำแคว้นมคธ หรือพระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งกรุงสาวัตถีต้องประกาศไหมว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำแคว้นโกศล หรือ 200 กว่าปีหลังเสด็จฯปรินิพพาน พระเจ้าอโศก-พุทธมหาราชแห่งปาฏลีบุตร แคว้นมคธ ต้องประกาศเช่นเดียวกันนั้นไหม
ยังไม่ตระหนักในสังเวช เห็นอนิจจัง เกิดพุทธานุสติขึ้นอีกหรือ
ไม่ได้คิดเห็นธรรม เพื่อเห็นพระพุทธเจ้ากันหรอกหรือ
เมื่อยังเป็นฆราวาสซึ่งดิ้นรนทำกินกันอยู่ในวัฏสงสารแห่งการดำรงชีวิต ปวารณาตัวเป็นพุทธศาสนิกเพียงพยายามถือศีลให้ได้สัก 5 ข้อกับกุมพรหมวิหาร 4 รู้เมตตา รู้กรุณา รู้มุทิตา รู้อุเบกขา ขนาดรู้ตัวเตือนใจบำเพ็ญประพฤติได้ โดยมีอริยสัจ 4 เป็นธงโบกให้รู้ที่มาที่ไปของปัญหานานัปการ แค่นี้สังคมจะมิสว่างไสวไปหรือ
จากนั้น หากคิดจะเรียนต่อไปถึง ‘อิทัปปัจจยตา’ หรือ ‘ปฏิจจสมุปบาท’ หรือจะนั่งทำ ‘อาณาปานสติ’ ซึ่งพุทธปราชญ์ พุทธทาสภิกขุ ยกหัวข้อดังกล่าวขึ้นมา ‘ขาย’ ผู้สนใจพระศาสนาตลอดครึ่งศตวรรษหลังที่ผ่านมา หรือไปถึงการเจริญ ‘สติปัฏฐาน 4’ ก็แล้วแต่เป้าหมายของการทุ่มเทเรียนรู้ของแต่ละปัจเจกชน ถึงขนาดนั้น หากปลอดภาระของฆราวาส อยากสละทางโลกแสวงหนทางธรรม ก็ออกบวชเป็นพุทธสาวกในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ห่ม ‘ไตรจีวร’ ผ้าสามผืนถือศีล 227 ข้อ สวดมนต์ภาวนาฝึกจิตใจไป
จะมีปัญหาอะไรเรื่องเห็นสงฆ์ไม่ศรัทธา ปรารภศาสนาเสื่อม
ก็ในเมื่อพระคุณเจ้าเล่นบริโภคกันอีนุงตุงนัง รับประเคนครบทั้งลาภ ยศ สักการ ปราศจากสำนึกในฐานะนักบวชผู้ครองศีล ปราศจากสำนึกในหน้าที่ที่เป็นตัวแทนพระศาสนา ซึ่งต้องเพียรเท่าทันตัวเองเท่าทันโลก เพื่ออาศัยพระธรรมคำสอนพระพุทธองค์โปรดสัตว์ สืบพระศาสนายังไร้อุเบกขาในการวางตัวเป็นผู้พินิจตนพินิจโลก ไร้มุทิตาจะเห็นผู้อื่นเป็นสุข ไร้กรุณาที่อยากให้คนพ้นทุกข์ ทั้งไร้เมตตาที่จะรักและปรารถดีต่อผู้คน ด้วยทัศนะดูหมิ่นถิ่นแคลนคนที่คิดหรือเชื่อผิดแผกไปจากตน จงชังรังเกียจให้เขาพ้นไปจากการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมแผ่นดินเกิด เช่นนี้มิเป็นนักบวชที่ประหลาดเพศผิดพันธุ์ไปหรือ
อย่าว่าแต่จะเข้าใจคำที่ชาวบ้านพูดกันพื้นๆดาดๆ เช่น โลภ โกรธ หลง หรือกิเลสตัณหา อันเป็นแก่นของการสงบระงับที่จะลด ละ เลิก วาง ‘ความอยาก’ ทั้งมวล
หรือแม้แต่ ‘สติ’ ที่เคี่ยวเข็ญให้มีกันจัง
คนศึกษาพระพุทธศาสนาแม้เพียงงูๆปลาๆมาจากระบบโรงเรียน หรือหาอ่านในห้องสมุด ก็อาจเห็นได้ไม่ยากว่า ‘พุทธธรรม’ นั้นคือ ‘คู่มือมนุษย์’ เป็น ‘ฮาว ทู’ สำหรับครองชีวิตโดยแท
ดังนั้น แม้คนรุ่นใหม่ที่มีไม่น้อยไม่ได้เข้าวัด ก็ไม่หมายว่าเขาไม่เข้าใจพระศาสนา แต่เขาปวารณาตัวต่อโลกต่อสังคมในแง่ของการศึกษาเพื่อฝึกจิตวิญญาณตัวเองให้สูงขึ้น เป็นมรรควิถีเดียวกับพระพุทธศาสนานั่นเอง
คนอยากเข้าวัดไป ‘ขอ’ ให้สอบได้ ให้เรียนจบ ให้มีลูก ให้ถูกหวย ให้ร่ำรวย ฯลฯ จนชั้นแต่จะขอให้มีสุข โดยไม่เริ่มจากการพิจารณาพฤติกรรมประจำวันของตัวเอง ไม่เห็นตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก่อน ก็เข้าวัดไปขอได้ แต่คนที่เขาอยากพ้นทุกข์เขาย่อมแสวงสงฆ์ที่ลด ละ เลิก วาง ครององค์อย่างมีสัมมาสติน่าเลื่อมใสให้เห็น เพื่อสนทนาอาราธนาธรรม เขาจะเข้าหาสงฆ์ที่สมัครสโมสรจะบริโภคไปทำไม
คนรู้จักพระพุทธศาสนาแต่เพียงเล็กน้อยย่อมรู้ว่า พุทธศาสนิกชนต้องเริ่มจากตนเอง เรียนรู้ที่จะฝึกฝนตนเอง ใครจะมาเสกเป่าบันดาลให้เป็นไปอย่างไรไม่ได้
ดังนั้น ที่ว่าธรรมะไม่ตอบโจทย์นั้น ไม่ตอบโจทย์อะไร สิ่งที่เราเรียกร้องต้องการจากพระพุทธศาสนานั้นถูกเรื่องแล้วหรือไม่.

