ย้อนหลังจากวันนี้ไปเกือบครึ่งศตวรรษ ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เพียงปีเดียว ข่าวสะเทือนโลกที่สื่อมวลชนนานาชาติตามติด กระทั่งหนังสือพิมพ์ไทยก็เฝ้ารายงานทุกระยะ คือการแข่งขันหมากรุกระหว่างคู่ต่อกรซึ่งกลายเป็นตัวแทนฝ่ายเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสม์หลังม่านเหล็ก ทำสงครามเย็นกันไปโดยปริยาย
ก่อนหน้านั้น บรรยากาศการเมืองโลกเป็นการประจันหน้ากันของสองลัทธิ อันต่อเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งหลัง ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ถูกลอบสังหารยังไม่มีใครลืม ลินดอน จอห์นสันเพิ่มจำนวนทหารในสงครามเวียดนามสูงถึง 500,000 นาย และประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เปิดศักราชใหม่ทางการทูต โดยไปพบประธานเหมาเจ๋อตุง ที่เมืองจีน หลังการทูต ‘ปิงปอง’ ดำเนินมาก่อนหน้าพักหนึ่ง
แม้แต่สื่อมวลชนสหรัฐก็ยังค่อนว่า สหรัฐเพิ่งค้นพบประเทศใหม่ซึ่งมีพลเมืองมากถึงพันล้านคน และนายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของจอมพล ถนอม กิตติขจร ถูกเรียกว่าเทวดา เพราะพูดว่าสื่อไทยไม่รู้เรื่องการทูต
บรรยากาศเช่นนี้เอง ทำให้ข่าวเล็กๆที่แทรกมาแต่ต้น ถูกขยายใหญ่ไปทันที จากบ๊อบบี้ ฟิชเชอร์ ที่รู้จักกันเฉพาะสังคมหมากรุกอเมริกัน กลายเป็นบุคคลที่รู้จักกันทั่วประเทศและทั่วโลก
กลายเป็นอเมริกันคนดังชั่วข้ามคืน ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองเฝ้าติดตามเอาใจช่วย เนื่องจากกล้าท้าทายต่อกรกับนักหมากรุกรัสเซียที่ผูกขาดการครองแชมป์โลก จนว่ากันว่า นักหมากรุกชั้นยอดต้องชาวรัสเซีย
วันนี้ ‘พอว์น ซาคริไฟซ์’ (Pawn Sacrifice) หรือ ‘สละเบี้ย’ กลายเป็นหนังชีวิตบ๊อบบี้ ฟิชเชอร์กับการแข่งขันบันลือโลกคราวนั้น
โดยหนังเสนอภาพเบื้องหลังความปราดเปรื่อง ที่มาจากสภาพแวดล้อมครอบครัวกำหนดส่วนหนึ่ง จนกลายเป็นนักหมากรุกเยาวชนดาวรุ่ง ก่อนจะชนะนักหมากรุกรัสเซียอีกหลายราย จึงได้ชิงแชมป์โลกกับบอริส สปาสสกี้

หนังให้ภาพชัดเจนถึงความแปรปรวนทางความคิดและอารมณ์ของฟิชเชอร์ ตั้งแต่เล็ก ที่หวาดระแวงรอบด้าน ว่ารัสเซียจะคอยล้วงความลับจากการแอบสอดส่องลักษณะต่างๆ แม้แต่เชื่อว่าจะส่งสัญญาณรบกวนสมองทางโลหะอุดฟัน จนต้องเลาะออกหมด และหมกมุ่นกับการฟังเทปโฆษณาชวนเชื่อชนิดไม่ปล่อยวาง
ฟิชเชอร์เรียกร้องผู้จัดการแข่งขันในเรยาวิก ประเทศไอซ์แลนด์ ต่างๆนานา จนถึงกับขอย้ายจากห้องโถงที่จัดแข่งขันถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ขาวดำ ไปแข่งในห้องตีปิงปองเล็กๆโดยอ้างว่าเงียบกว่า
ในกรณีนี้ แม้แต่ด้วยข้อเท็จจริง ก็ควรต้องชมคู่แข่งขันชาวรัสเซียด้วย ที่ไม่เอะอะโต้ตอบอะไรเลย กระทั่งรัฐบาลเครมลินบอกให้ยื่นคำร้องให้ฟิชเชอร์แพ้การแข่งขันเพราะไม่เข้าแข่งในกระดานที่ 2 แต่สปาสสกี้ก็ไม่ทำ ทั้งๆการแปรปรวนของฟิชเชอร์ย่อมส่งผลต่อสมาธิของคู่แข่งขันพร้อมกันไปด้วย
โทบี้ แมคไกวร์ ไอ้แมงมุม มาเป็นนักหมากรุก ‘พารานอยด์’ จอมหวาดระแวงได้น่าดู พอๆกับเลียฟ ชไรเบอร์ บก. บอสตัน โกลบจาก ‘สปอทไลท์’ (Spotlight) เป็นสปาสสกี้ได้อย่างน่านิยมชมชอบ

งานกำกับของเอดเวิร์ด ชวิก เจ้าของ ‘เดอะ ลาสท์ ซามูไร’ ( The Last Samurai) ซึ่งถ่ายทอดภาพญี่ปุ่นยุคเปลี่ยนผ่านได้เข้มข้น ทำหนังเรียบๆของคนสองคนนั่งเดินหมากรุกเงียบๆ ให้เกิดความเคลื่อนไหวทั้งทางความคิด ความรู้สึก กระเพื่อมตามภาพที่เห็นอย่างตื่นเต้นไปด้วยได้ ขณะดนตรีของเจมส์ นิวตัน เฮาเวิร์ด ที่เข้าชิงออสการ์มาแล้ว 8 หน กับ 62 รางวัลจากสถาบันต่างๆ ช่วยให้ภาพที่เห็นกลืนไปกับความรู้สึก
อยากพูดว่า ถ้าเป็นคนร่วมสมัยดังกล่าวแล้ว อาจดูสนุกกว่าคนหนุ่มสาววันนี้อยู่บ้าง หากยังรำลึกถึงบรรยากาศในความทรงจำได้
แต่ถึงจะไม่ได้เป็นคนร่วมสมัยที่ว่า งานชิ้นนี้ก็ยังน่าดู

