“จริงๆใจพร้อมมาก” คือคำที่ ใบเตย อาร์สยาม-สุธีวัน กุญชร พูดไปยิ้มไป เมื่อบทสนทนาพามาถึงเรื่องการกลับมามีผลงานเพลงใหม่ ‘ที่พึ่งทางไลน์’ ซึ่งเป็นการฟีทเจอริ่งกับ URBOYTJ
“คิดถึงความเป็นเรา คิดถึงคอนเสิร์ตที่ได้เจอคนเยอะๆ เป็นหมื่นๆ”
กับเพลงซึ่งพอปล่อยปุ๊บ ยอดวิวก็พุ่งกระฉูด เธอก็บอกว่าสุดแสนจะแฮปปี้

“เชื่อว่าเพลงนี้ใครฟังแล้วก็อยากจะขึ้นโต๊ะเต้นอ่ะ เป็นฟีลนั้น แต่ว่าด้วยความที่ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังกับยอดวิวขนาดนี้ เพราะสถานบันเทิงยังเปิดไม่ได้ เพลงเรามันต้องทำงานกับสถานบันเทิงประมาณ 50 % อยู่แล้ว แต่สุดท้ายเรารู้สึกดีใจ ที่ต่อให้ไม่ได้ขึ้นโต๊ะ แต่อยู่ในห้องน้ำก็เปิดเต้นกันหมด”
ที่บางคนบอกว่าเธอกลับมาทวงบัลลังก์ตัวแม่คืน “จริงๆไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นได้ถึงขนาดนั้น” เธอว่า
“แต่ขอบคุณมาก ที่ทุกคนคอมเม้นต์ตามโซเชียลว่าแม่กลับมาแล้ว แม่คัมแบ็ค ดีใจ”
ใบเตยที่ประกาศชัดว่า “เราทำเพราะรักแฟนเพลงมาก” ยังพูดถึง ‘ความสั้นเสมอหู’ ที่ยังคงมีอยู่ในงานว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้จริงๆ
“เป็นสไตล์เราแหละ”
“คุณสามี (แมน พัฒนพล) เห็นแรกๆก็อุ๊ย! ตกใจเหมือนกัน ไม่เห็นเมียใส่อะไรแบบนี้นานมาก แต่เขาก็รู้ว่าเราคือใบเตยเนาะ ณ วันนี้ ในส่วนของการทำงานนางไม่ค่อยว่าอะไร เพราะชีวิตจริงแต่งยิ่งกว่านี้อีก”

เล่าอีกว่าก่อนหน้านี้เธอไม่ค่อยมั่นใจกับรูปร่างตัวเองเท่าไหร่ แต่ “เหมือนช่วงนี้เราลดน้ำหนักมาจนได้ตัวเลขที่พอใจ เลยอยากกลับมาใส่อะไรที่แซ่บๆเหมือนเดิม ที่ผ่านมาตั้งแต่ตั้งท้อง คลอดลูกมา เราแอบปกคลุมเยอะ เพราะยังไม่มั่นใจในส่วนของสรีระ วันนี้รู้สึกว่าโอเคแล้ว ได้บริหารร่างกายจนถึงจุดที่พอใจ ใส่อะไรแล้วก็ดูดีมากขึ้น”
สำหรับคุณสามี ใบเตยบอกดูเหมือนเขาจะชอบให้อวบกว่านี้ ไม่ชอบให้ผอมเกินไป
“แต่สุดท้ายก็โอเคแหละ แฟนรูปร่างดี เป็นใคร ใครก็ชอบ กับชุดนี้ตอนแรกนางก็บอกว่าหนูใส่อะไรของหนูเนี่ย ขนาดนี้เลยเหรอ”
หากก็เลยตามเลยนั่นแหละ
สำหรับชีวิตคู่ ที่คบหากันมา 7 ปี ก่อนจะเข้าพิธีวิวาห์ในเดือนตุลาคม ปี 2562 “ก็ดีค่ะ” ใบเตยบอก
“เอาจริงๆมันก็ไม่ยาก และก็ไม่ง่าย”
“ตั้งแต่แต่งงานและมีลูก มันก็ต้องจับมือกันแน่นมาก ชีวิตคู่ถ้าจับมือกันไม่แน่นพอ เชื่อว่ายังไงก็อยู่กันไม่ได้”
เรื่องปรับจูนแน่นอนว่าก็ต้องมี
แถม “มีเยอะมากค่ะ”
“รายละเอียดชีวิตมันเยอะมาก แต่ใบเตยก็โชคดีตรงที่เป็นคนตรงๆในทุกเรื่อง เป็นคนค่อนข้างชัดเจน ฉะนั้นเวลามีอะไรก็จะพูดกับพี่แมนตรงๆ และพี่แมนก็เป็นคนที่ยอมใบเตยทุกอย่าง”
แต่ถึงเขาจะยอม เธอก็รู้ดีว่า ของแบบนี้ต่างตนต่างก็ต้องปรับ
เรื่องจะมีน้องให้ เวทมนต์ ใบเตยบอก “สามีคือทุกวันค่ะ ทุกวันในที่นี้หมายถึงพูดทุกวันว่าอยากมีปีนี้ เพราะว่าปีเสือจะดีมาก ถ้าหากมีลูกชาย แต่ใบเตยก็ต้องบอกไปตรงๆว่า ไม่สามารถจริงๆ”
อีกทั้งยัง “เฉยๆแล้วนะ รู้สึกว่ามีน้องเวทมนต์มาเติมเต็ม คนเดียวก็ที่สุดในหัวใจแล้ว”
อย่างไรก็ดียังไม่รู้อนาคต เพราะบรรดาคนรอบข้างล้วนแต่เชียร์ บอกว่าต้องมีอีกคน
เรื่องการจะต้องห่างลูก เมื่อกลับมาทำงาน ใบเตยบอก เธอเตรียมการเรื่องนี้มาเป็นปีๆแล้ว
“มอบหมายหน้าที่ให้พี่เลี้ยงเรียบร้อยแล้ว เราเริ่มวางแผนตั้งแต่เขาเข้า 1 ขวบเลยค่ะ ให้เขาได้ใกล้ชิดกับพี่เลี้ยงมากที่สุด เพราะถ้าต่อไปเราทำงาน ตัวเราและตัวลูกจะได้ไม่เสียใจกันมาก”
อีกทั้งแม้จะออกมาทำงาน แต่ “พอกลับไปถึงบ้าน ก็ได้เจอเขาอยู่ดี ก่อนนอนก็ต้องกู๊ดไนท์กัน”
“แล้วใบเตยเชื่อว่าถ้าเขาโตขึ้น เขาก็จะรู้ ว่าใครรักเขาที่สุด และใครคือพ่อกับแม่ของเขา”

ตอนนี้ใบเตยมีอายุได้ 34 ปี และในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ เธอจะเข้ารับปริญญาตรีใบแรกจากสาขาศิลปกรรมศาสตร์ เอกขับร้องวิทยาลัยดนตรีและศิลปะการแสดง SCA (Superstar College of Arts) มหาวิทยาลัยสยาม
ซึ่งไม่ต้องถามเลยว่าตื่นเต้นไหม
“ทุกคนจะถามว่าเรียนมาตอนไหนเหรอ” เล่าพลางยิ้ม
แล้วเฉลย “เอาจริงๆก็หลายปีแล้วนะ แต่มันมาคาบเกี่ยวกับช่วงโควิดนี่แหนะ ที่กินเวลาไปประมาณ 3 ปี และมีการงดรับปริญญา จนกระทั่งเริ่มมารับกันอีกครั้งในปีนี้
ตอนแรกที่รู้เรื่องเธอก็ยังตกใจ เพราะลืมไปเสียสิ้น นี่เจ้าตัวสารภาพ
“เรื่องการรับปริญญา ตอนแรกใบเตยตั้งใจว่าจะก่อนแต่งงาน แต่ปรากฏว่าพี่แมนขอแต่งงานก่อน และพอหลังแต่งงาน ก็รู้สึกว่าเราวางมือเรื่องนี้ไปเลย แต่พอมาเป็นตอนนี้ แต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว มันก็เลย เฮ้ย! จริงเหรอคะ เขินๆเหมือนกันค่ะ”
ครั้นจะไปขอรับแค่หลักฐานการจบการศึกษา น้องชายก็แนะนำว่าไปเข้าพิธีรับปริญญาเถอะ พร้อมให้เหตุผลว่าจะได้เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
“เราก็โอเค และถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในชีวิตที่ดีใจที่สุดเลยนะ เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เริ่มต้นของชีวิต คือพ่อแม่อยากให้ใบเตยได้รับปริญญา”
“นี่ก็เป็นของขวัญให้กับพ่อแม่ค่ะ”
ใบเตยยังทิ้งท้ายด้วยว่า ในความเห็นของเธอไม่มีใครแก่เกินเรียน
“ใบเตยทำงานมาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่มีความคิด คือพ่อแม่อยากให้จบ ฉะนั้นเราต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะกี่ปี หรืออะไรก็ตามแต่”
“ต้องสู้ค่ะ”
“การศึกษาสำคัญที่สุดในชีวิต”

