หน้าแรก บันเทิง ‘ณพลเดช...

‘ณพลเดช’ ชี้ ‘แตงโม’ ตกเรือสปีดโบ๊ต ขอเป็นเหตุสุดท้าย จี้ กรมเจ้าท่า คุมเข้ม ป้องเกิดซ้ำ

25.02.22 | 18:06 น.

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ดร.ณพลเดช มณีลังกา ว่าที่ผู้สมัครส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ และอดีตนักขับเรือเจ็ทสกี (Jet Ski) เปิดเผยถึงกรณี แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์ อายุ 37 ปี ดาราสาวชื่อดัง เกิดพลัดตกสปีดโบ๊ต จมน้ำหายบริเวณใกล้เคียงกับสะพานพระราม 7 แม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลาประมาณ 23.00 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ผิวน้ำจะค่อนข้างนิ่งหรือเรียกอีกอย่างคือช่วงน้ำตาย แต่กลับกันใต้น้ำยังมีกระแสน้ำไหลแรงอยู่ หรือเรียกอีกอย่างว่า น้ำนิ่งไหลลึก จากการที่เคยว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาในอดีต หากคนที่เคยว่ายน้ำแต่เพียงในสระน้ำแม้จะไกลก็จะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่มีความสามารถว่ายน้ำในสระน้ำแล้วมาว่ายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จะเป็นการว่ายน้ำที่ยากมาก เนื่องจากน้ำลึก กระแสน้ำไม่แน่นอน หากการเกิดการพลัดตก หากว่ายน้ำไม่แข็งก็ยากที่จะรอดชีวิตได้

ดร.ณพลเดช กล่าวต่อไปว่า จากที่ผ่านมาเห็นผู้ใช้บริการเรือสปีดโบ๊ต หลายคนไม่ค่อยจะปฏิบัติตามกฎหมายที่ผู้ลงเรือจะต้องสวมเสื้อชูชีพ หรือ life jacket โดยปกติเสื้อชูชีพที่มีมาตรฐานจะมีแรงลอยตัวถึง 100 นิวตัน มีความสามารถพลิกตัวผู้สวมเสื้อชูชีพที่หมดสติให้หงายหน้าขึ้นได้ รวมทั้งมีสีส้มหรือมีสีสะท้อนแสงทำให้เห็นได้ง่าย มีนกหวีดตามมาตรฐานสากล และมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ISO Life jacket จะช่วยให้ความปลอดภัยกับผู้ที่ตกเรือได้ ด้วยเหตุการณ์ของ”แตงโม นิดา” พลัดตกเรือสปีดโบ๊ต จนเสียชีวิตตนอยากจะขอให้เป็นเหตุการณ์สุดท้าย อนึ่งจากที่เคยเป็นนักขับเรือเจ็ทสกี (มีอนุญาตขับขี่เรือ) อยากจะวอนเพื่อนนักขับเรือทั้งสปีตโบ๊ตและเจ็ทสกี ในช่วงกลางคืนที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมเจ้าท่าอาจมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอในการตรวจตรายามวิกาล จะเห็นนักซิ่งเรือวิ่งเรือด้วยความเร็วสูง โดยเฉพาะเรือเจ๊ทสกีที่มีความแรง 1600 cc อาจทำคามเร็วสูงสุดได้ถึง 65 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) คนขับบางคนวิ่งด้วยความเร็วสูงมากในช่วงเวลา 22.00 น. – 02.00 น. เพื่อทดสอบเครื่องยนต์หรือแข่งขันกัน โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่ สะพานพระรามห้า ไปจนถึงเขตจังหวัดปทุมธานี อาจทำให้เกิดอันตรายได้

ดร.ณพลเดช กล่าวต่ออีกว่า สำหรับคุณสมบัติผู้ขับขี่เจ็ตสกีในแม่น้ำเจ้าพระยาได้นั้น ประกอบด้วย 1.เรือต้องมีการจดทะเบียนถูกต้อง 2.ผู้ทำการในเรือหรือผู้ควบคุมเรือ (คนขับ) ต้องถือประกาศนียบัตร (ใบอนุญาตขับขี่เรือ) ตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับผู้ที่ขับขี่ไม่มีประกาศนียบัตร อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท ทั้งนี้การใช้เรือที่ไม่มีใบอนุญาต (ทะเบียนเรือ) ก็อาจมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้อยากจะให้กรมเจ้าท่า เคร่งครัดในการออกใบอนุญาตมากขึ้นกว่านี้ เพราะบางคนยังขับขี่เรือยังไม่คล่องและไม่รู้กฎการขับขี่ แต่ก็มาขี่เรือได้แล้ว และเรือที่ขาดการต่อใบอนุญาต ฝากกรมเจ้าท่าสุ่มในการตรวจเพื่อให้เป็นเรือที่ปลอดภัยและมีคุณภาพในการขับขี่ในท้องน้ำที่เป็นสาธารณะ