บิ๊ก ณภัทร ตั้งสง่า มีความฝันมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ว่าอยากจะเล่า อยากถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดต่างๆของเขาผ่านแผ่นฟิล์ม
จากนั้นก็พยายามก้าวเดินตามความฝัน ด้วยการทำหนังสั้นส่งประกวดตั้งแต่อายุ 15 ปี เข้าเรียนภาควิชาภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัย เข้าร่วมเทศกาลหนังต่างๆทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ
ฟังดูแล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นที่ทางเดินโรยด้วยกลีบกุหลาบ หากก็เหมือนเส้นทางน่าจะทอดตรงไปสู่จุดหมายได้ไม่ยาก
หากความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่ฝัน เพราะตลอดระยะทาง ก่อนจะมาถึงตำแหน่งผู้กำกับรุ่นใหม่ ผู้เขียนบท ที่กำลังจะมีผลงานกับค่าย M39 มีอุปสรรคนานาที่ดาหน้ามาให้ก้าวผ่าน
“ผมจบการศึกษาปริญญาตรีนิเทศศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาควิชาภาพยนตร์ ปริญญาโท นิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต สาขา Digital Marketing มหาวิทยาลัยกรุงเทพ”
บิ๊ก ที่ปัจจุบันอายุ 30 ปี ให้ข้อมูลเบื้องต้น
แล้วตามมาด้วยเครดิต อาทิ เคยได้รับรางวัลด้านภาพยนตร์ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติรวมแล้วกว่า 30 รางวัล , เป็นตัวแทนประเทศไทยประจำปี 2556 ไปเข้าร่วมโครงการพัฒนาผู้นำเยาวชนด้านภาพยนตร์ระดับเอเชีย ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ และที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น , เป็นตัวแทนประเทศไทยนำภาพยนตร์สั้นไปฉายในหมวด ShortFilm Corner เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2558 ,ได้รับทุน Fantastic Film School จากเทศกาลภาพยนตร์ Bucheon International Fantastic Film Festival (BIFAN) ในปี 2561 , เป็นตัวแทนประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุน AFiS Busan Asian Film School โรงเรียนชั้นนำด้านภาพยนตร์ของเกาหลี ในช่วงปี 2563-2564 และได้รับรางวัลชนะเลิศพิชชิ่งโปรเจ็คต์ภาพยนตร์ขนาดยาวจากโรงเรียน และหน่วยงาน Busan Film Commission
รวมถึงยังเป็นเจ้าของผลงานหนังสือเรื่อง ‘สร้างเงินล้านผ่าน Viral Clip’ และ ‘Born 2 Succeed ฝันใหญ่ ใจต้องนิ่ง’ , เป็นอาจารย์พิเศษด้าน Digital Content และ International Media มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รวมถึงเคยได้รับเลือกเป็นเยาวชนดีเด่นแห่งชาติในสาขาสื่อมวลชน
“ผมเริ่มต้นทำหนังตั้งแต่อายุ 15 ได้รับรางวัลหนังสั้นครั้งแรกตอนอยู่ม.4 ตอนสอบตก แล้วทำหนังชีวิตตัวเอง ดันได้รางวัล”
“จน ม.6 ผลงานหนังสั้นก็ได้มีโอกาสไปฉายที่ญี่ปุ่น และเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปร่วมเทศกาลหนังที่ต่างประเทศ และเจอเพื่อนๆทำหนังต่างชาติมากมาย”

เล่าด้วยว่าช่วงหนึ่งในชีวิต เขามุ่งกับการทำหนังสั้นเพื่อส่งประกวด จนมีคนตั้งฉายาให้ว่า ‘นักล่ารางวัล’
“ตอนอยู่มหาลัย มีปีนึงทำหนังสั้นไปตั้ง 15 เรื่อง”
“ผมมีความสุขมากๆนะครับช่วงนั้น”
แต่แล้วความทุกข์ก็มาเยือน
“หลายๆคนอาจเจอวิกฤติชีวิตในช่วงโควิด แต่ผมโดนรับน้องก่อนหน้านั้นปีนึงครับ ปีนั้นเจอหลายอย่างมาก เช่น งานโดนแคนเซิลเป็นสิบงาน โดนคนใกล้ตัวโกง เผลอล้างคอมพ์จนไฟล์สำคัญในรอบปีครึ่งหายไป แล้วกู้ข้อมูลกลับมาไม่ได้ ลาออกจากโปรเจ็กต์ที่ทำมาร่วมปี แต่วิสัยทัศน์ไม่ตรงกับลูกค้า”
“แต่ความพีคในปีนั้นอยู่ที่วันที่ 7 เดือน 7 ในวันฝนตกกระหน่ำ”
“พูดตรงๆคือผมเกือบตาย ประสบอุบัติเหตุ ลื่นล้มอย่างแรง ผลลัพธ์คือกระดูกสันหลังหักไปสองจุด ต้องนอนบนเตียงเฉยๆ 3 เดือน ลุกมาใส่ชุดพยุงหลังอีกเกือบปี หลังจากนั้นผมเลยนั่งทบทวนชีวิตทั้งหมด ไปจนถึงไล่ดูหนังหลายร้อยเรื่อง คิดอย่างเดียวว่า ขอแค่ไม่พิการ ลุกออกไปเดินสองขา ใช้ชีวิตแบบเดิมได้ ก็ดีใจแล้ว”
“พอเราลุกกลับมาได้ใหม่อีกครั้ง เลยสัญญาว่าจากนี้แข่งกับตัวเองนะ ซึ่งพอเราปล่อยวางแบบนั้น มันกลับมีความสุขกว่าเยอะเลย”
“ในปีนั้นคุยกับเพื่อนๆ จนรู้สึกว่าอยากทำโปรเจ็กต์หนังเรื่องนึงมากๆ คือ Project P. หรือรู้จักกันในชื่อ The President เมื่อลุกออกไปไหนมาไหนได้อีกครั้ง เลยหาคอร์สเขียนบทเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง จนได้ไปเรียนคอร์สนึงที่ชื่อว่า Writer Lab ของพี่ปุ๊ก พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ คลาสนั้นเขาให้เอาโปรเจ็กต์หนังยาวมาพรีเซ้นต์หน้าห้อง พอผมพูดจบ อยู่ดีๆก็มีพี่คนนึงที่เป็นนักเรียนร่วมคลาส มาพูดคุยทำความรู้จักด้วย มารู้ทีหลังว่า พี่เขาไม่ใช่แค่นักเรียนในคลาส แต่เป็นผู้บริหารค่ายภาพยนตร์”
นก ปัญชลีย์ นิธิจิระโรจน์ กรรมการผู้จัดการและเอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์ บริษัท เอ็มเทอร์ตี้ไนน์ (M39) จำกัด คือ ‘พี่’ คนดังกล่าว
“จำได้ว่าพี่นกสนใจโปรเจ็กต์ที่ผมกำลังพัฒนา แต่ตอนนั้นผมก็สองจิตสองใจ ว่าจะลุยเอาจริงกับมันเลยดีไหมนะ เพราะตอนนั้นก็มีอีกโปรเจ็กต์นึงที่รักมากๆ และพัฒนามาหลายปี อยากทำด้วยเช่นกัน แต่สุดท้ายผมก็เบนเข็มมาที่โปรเจ็กต์นี้ก่อน เพราะเห็นถึงความเป็นได้หลายอย่าง ที่น่าจะทำในช่วงเวลานี้มากกว่า ประจวบเหมาะกับช่วงที่เกิดเหตุการณ์โควิด พี่นกก็โทรมาถามความคืบหน้าว่า ไปถึงไหนแล้ว? ยังทำอยู่ไหม? ตอนนั้นพอพี่เขาเชียร์อัพ ว่าอยากให้เรื่องนี้ได้ทำเป็นหนังใหญ่ฉายโรง เราก็รู้ละว่าแบบนี้จะมาเล่นๆไม่ได้แล้ว”
“ผ่านไปอีกที 2 ปีแล้ว ตอนนี้ก็ค่อยๆสุกงอมมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมลุยแล้วครับ ขอบคุณพี่นก และ M39 ที่ผลักดันและให้โอกาส”
เรื่องการได้รับทุน AFiS Busan Asian Film School ไปเรียนในสถาบันชั้นนำด้านภาพยนตร์ของเกาหลี เขาก็ว่า “เป็นความพยายามครั้งที่ 3 ครับ”
“ผมเชื่อในเรื่องโอกาสที่ 3 นะ เพราะหลายครั้งคนจำนวนไม่น้อยมักโฟกัสและคาดหวังว่าโอกาสแรกและโอกาสที่สองจะสำเร็จ แต่พอพ่ายแพ้ ก็ล้มเลิกกันไป ผมรอมา 3 ปี แพ้มา 2 รอบ รอบนี้คือการสอบแข่งชิงทุนไปเรียนฟิล์มต่อที่เกาหลี ร่วมกับการพัฒนาโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ขนาดยาวที่นั่น และค่อยมาแข่งกันต่อว่าโปรเจ็กต์ไหนที่จะได้รางวัล”
“โรงเรียนที่สมัครไปมีชื่อว่า AFiS Busan Asian Film School เป็นแหล่งรวมคอนเนคชั่นของคนทำหนังหน้าใหม่ของเอเชีย เป็นสถาบันที่ได้รับการจัดลำดับให้ติดท็อป International Film School ของโลกเลยละครับ”

“ตอนนั้นมีประมาณ 30 กว่าคนจากหลายสิบประเทศ แต่เทอมแรกเขาสอนเป็นระบบออนไลน์ มางานเข้าตรงเทอมที่สอง ที่รู้อีกทีคือเราต้องแข่งขันอีกรอบ เพื่อที่จะได้ไปเรียนเทอมต่อไปที่เกาหลี”
โดยมีการจำกัดจำนวนคนที่ได้อยู่ที่ 10 คน
“ส่วนเราก็รอดไปได้อย่างน่าอัศจรรย์”
“จากนั้นเขาจึงมีการเรียนการสอนควบคู่ไปกับการให้เมนทอร์จากฝั่งเกาหลี อยู่ที่นั่น 4 เดือน ซึ่งบางคนเป็นทีมงานผู้สร้างหนังรางวัลระดับโลก มาประกบเรา และช่วยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโปรเจ็กต์ จากนั้นเขาถึงให้มีการแข่งขันพิชโปรเจ็กต์กันอีกที แต่ในส่วนตรงนี้เขาเปิดให้คนที่ได้เรียนออนไลน์มาตั้งแต่เทอมแรกได้แข่งขันด้วย”
ครั้งนั้นมีโปรเจ็กต์ที่เข้าร่วมแข่งกัน รวมแล้ว 24 โปรเจ็กต์ จากคนที่เรียนทั้งหมดใน 17 ประเทศ
และ THE PRESIDENT ของเขาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศพิชชิ่ง BFC Award หรือ Busan Film Commission Award ร่วมกับผลงานอีกเรื่องจากผู้เข้าร่วมจากประเทศคาซัคสถาน
เมื่อถามถึงแรงขับดัน ความหวัง ความตั้งใจ และเป้าหมายที่คิดไว้ในฐานะ ‘คนทำหนัง’ เขาก็ว่า “ถ้าตอบแบบทะเยอทะยานคงต้องตอบแบบใครหลายคน ว่าเราทำหนัง ความฝันสูงสุดคือไปให้ถึงรางวัลที่สูงที่สุด”
จากนั้นก็ยิ้มเบาๆแล้วว่า “แต่พอโตขึ้นมา เรายิ่งพบว่า เอาแค่ให้ได้ทำหนังดีๆ แล้วฉายโรงให้ได้ก่อน ก็พอ”
“เอาจริงๆผมอยากทำหนังที่สร้างอิมแพค หรือ Call to Action บางอย่างน่ะฮะ อย่างที่เคยทำครั้งนึงคือ เราไม่เคยคิดว่าการทำหนังของเรา จะมีผลทำให้คนมาบริจาคเงินสร้างตึกให้โรงพยาบาลกว่า 30 ล้านบาท ตอนนั้นเรารู้สึกว่า มันไปไกลกว่ารางวัลใดๆที่เราได้รับมาเสียอีก แต่ถามว่ารางวัลยังสำคัญสำหรับเราไหม ผมตอบเลยว่า แน่นอน เพราะอยู่วงการนี้ พูดตามตรงว่า งานที่เราทำมันยากในทุกๆโพรเซสนะฮะ กว่าจะได้แต่ละเรื่อง บางงานเป็นปี บางงานหลายปี มีเรื่องให้นอยด์หรือเฟลบ่อยครั้ง รางวัลมันเหมือนยาชูกำลังใจ เป็นเหมือนบัตรต่ออายุทางจิตวิญญาณ ตบไหล่ แล้วบอกว่า สู้ต่อไปนะเอ็ง อย่าเพิ่งรีบยอมแพ้แล้วไปทำอย่างอื่น”
“ถ้าถามว่ามีอะไรส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ก็อยากจะส่งต่อแรงบันดาลใจด้วยผลงานของเรา เราเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ที่จะเป็นเลือดใหม่ของวงการ อยากให้มาลุยกันอีกเยอะๆ เพื่อช่วยกันยกระดับคอนเทนต์บ้านเรา เราไม่ได้ขายฝันนะ ระหว่างทางต้องพูดตรงๆ ว่าหลายคนรอบตัวเราก็ยอมแพ้ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดใครเลย เพราะภาระชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราเลยต้องคิดเสมอว่า เรายังโชคดีแค่ไหนที่ยังได้อยู่จุดนี้ ทำสิ่งที่เรารักอยู่ อย่างน้อยมีคนเห็นคุณค่าและให้โอกาสเรา”
“เราเชื่อว่าทุกคนมีเส้นทางการเติบโตของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่อยากฝากคือ อย่ายอมแพ้ในสิ่งที่เรารัก เพราะชีวิตเราเกิดมาครั้งเดียว ทำให้เต็มที่วันนี้ ดีกว่ายอมแพ้แล้วรู้สึกผิด หรือคาใจไปตลอด คือถ้าเราทำออกมาแล้วเฟลจริง อย่างน้อยเราก็ได้เต็มที่ ไม่มีอะไรคาใจแล้ว ดังนั้นถ้าโอกาสยังไม่มาถึง ต้องสู้ต่อไปเรื่อยๆ มันยาก มันเหนื่อย มันอาจมีช่วงที่เจ็บปวด”
“แต่มันจะมีวันของเรา ถ้าเราไม่หยุดพยายามที่จะเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีครับ”


