เล่าเรื่องหนัง : สารคดีน่าดู 3 เรื่อง ที่จะเข้าใจเรื่องฉ้อฉล กลโกง และความดีบังหน้า

16.04.22 | 14:10 น.
เล่าเรื่องหนัง : สารคดีน่าดู 3 เรื่อง ที่จะเข้าใจเรื่องฉ้อฉล กลโกง และความดีบังหน้า

 


สารคดีน่าดู 3 เรื่อง

ที่จะเข้าใจเรื่องฉ้อฉล กลโกง

และความดีบังหน้า

ใครที่ชอบดูสารคดีสัปดาห์นี้ขอแนะนำสารคดี 3 เรื่องใหม่จากสตรีมมิ่งเน็ตฟลิกซ์ ที่มีประเด็นและมุมมอง แง่คิดที่น่าสนใจเลยทีเดียว และหลายเรื่องก็ขยายความรู้ทันกระแส

Advertisement

เริ่มที่เรื่องแรก Trust No One: The Hunt for the Crypto King ล่าราชาคริปโท ที่หยิบเอาเหตุการณ์จริงการโกงกันในวงการคริปโทฯของแคนาดามาตีแผ่ให้โลกเห็นเป็นบทเรียน

ตัวสารคดีเดินเรื่องได้น่าสนุก เปิดตัวละครที่เป็นต้นเหตุของการโกงมโหฬารที่ชื่อ เจอรี คอตเทน ซีอีโอผู้ก่อตั้ง ควอไดรกา ซีเอ็กซ์ แพลตฟอร์มคริปโทเอ็กซ์เชนจ์ ที่เปิดให้ผู้คนนำเงินเข้าไปลงทุนหารายได้จากการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล

ด้วยภาพลักษณ์ของผู้บริหารหนุ่มเนิร์ดนักเทคโนโลยี ที่ดูไม่มีพิษภัย เป็นคนรุ่นใหม่ที่ขวนขวายหาความสำเร็จแบบถ่อมตน ส่งผลให้คริปโทเอ็กซเชนจ์ของเขาได้ภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ แต่แล้วเรื่องนี้ก็ไปสู่วังวนโกง เมื่อเหล่าหยื่อที่สูญเสียเงินไปจำนวนมากจากคริปโตเอ็กซ์เชนจ์นี้ ร่วมกันแกะรอยไล่ล่าหาทางตามตัว “เจอรี คอตเทน” ที่ต่อมาเสียชีวิตปริศนาในอินเดีย และยิ่งสืบก็พบว่าอาจจะมีเงื่อนงำน่าสงสัยหลายอย่าง โดยตัวสารคดีใช้พล็อตเหมือนนักสืบโซเชียล บรรดาชาวเน็ตร่วมเฮละโลไขคดีผ่านข้อสันนิษฐาน ทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ นานา แล้วลงเอยว่า เรื่องราวทฤษฎีสมคบคิดนั้นอาจไม่มีจริงเลย แต่เป็นการโกงที่เกิดขึ้นจาการตั้งบริษัทคริปโทเอ็กซ์เชนจ์ปลอมลวงคนนำเงินมาลงทุน จนเหมือนแชร์ลูกโซ่ที่เท้าแชร์เอาเงินไปหมุนไปมาแล้วเมื่อถึงจุดที่การหมุนเงินไม่คล่องตัวอีกต่อไป ท้ายสุดเงินก็ถูกเชิดไป แถมคนผิดไม่ได้ลอยนวล แต่เผอิญเสียชีวิตตามธรรมชาติในระหว่างการกระทำผิดนั่นเอง

ข้อดีของสารคดีเรื่องนี้จึงพาไปดูกลโกงในแวดวงคริปโทฯว่ามันง่ายแค่ไหน เมื่อมีคนอาศัยช่องว่างและเล่นกับความอยากรวยของมนุษย์ขึ้นมา ดังนั้น ถ้าพูดกลางๆ หากจะเข้าไปในวงการนี้ก็ต้องระมัดระวังและศึกษาให้ดีก่อนจะดีที่สุด เพราะด้านหนึ่งสารคดีก็ทำให้เห็นว่าบรรดาเหยื่อเองก็ไม่อาจรับว่าตัวเองถูกโกงได้ง่ายดายขนาดนั้น จึงพยายามเลาะหาขุดปมว่ามันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังการโกงครั้งนี้ แต่แล้วมันก็คือการหลอกต้มตุ๋นทางการเงินแบบที่เคยได้ยินกันมา แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบนั่นเอง

สารคดีเรื่องถัดมาที่อาจทำให้หลายคนขยาดและแอบกลัวเมื่อขึ้นเครื่องบิน คือ Downfall: The Case Against Boeing เป็นเรื่องราวที่สืบย้อนลึกไปในสองเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลกเมื่อ 4 ปีก่อนที่เครื่องบินโบอิ้งรุ่น 737 MAX ประสบอุบัติเหตุตกจนทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด โดยเกิดเหตุห่างกัน 5 เดือน โดยตัวสารคดีพาไปดูเบื้องหลังการผลิตเครื่องบินโบอิ้งรุ่นนี้ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง กระทั่งเกิดอุบัติเหตุใหญ่สองครั้ง มีการสอบสวน และบรรดาญาติของผู้เสียชีวิตเองที่รวมตัวกันต่อสู้เรียกร้อง

รวมทั้งสื่อดังอย่าง “เดอะ วอลสตรีท เจอร์นัล” ที่ตั้งคำถามและตรวจสอบเรื่องการออกแบบเครื่องบินรุ่นนี้ ซึ่งการตกแบบปักหัวดิ่งลงสู่พื้นโลกเป็นกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกต จนนำมาสู่ประเด็นระบบเอ็มแคส MCAS ที่ถูกนำมาตีแผ่ว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุของเครื่องบินตก เพราะเป็นระบบที่จะกดหัวเครื่องบินลงอัตโนมัติ นักบินจะต้องกดปิดระบบดังกล่าว แต่เรื่องก็ถูกตีแผ่ในที่สุดอีกว่า เพราะนี่คือระบบติดตั้งใหม่และนักบินไม่เคยได้รับการเทรนหรือสอนให้รู้จักใช้อุปกรณ์นี้มาก่อน และที่สุดสุดคือนักบินไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการติดตั้งระบบนี้อยู่ เพราะสารคดีตีแผ่ว่าการทำการตลาดของโบอิ้งกับสายการบินต่างๆ ได้อธิบายว่านี่คือเครื่องบินที่ไม่จำเป็นจะต้องมีการส่งนักบินมาเทรนนิ่งที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน แม้ต่อมาจะมีการให้ข้อมูลความรู้เรื่องระบบเอ็มแคสกับนักบิน แต่วอลสตรีท เจอร์นัล ก็ขุดคุ้ยข้อมูลมาได้จากการตกของเครื่องบินลำที่สองว่า นักบินได้ปิดระบบเอ็มแคสแล้ว แต่เครื่องก็ยังตกอยู่ดี

เรื่องราวของเครื่องบินรุ่นนี้ขยายจนเป็นประเด็นดังทั่วโลก หลายประเทศออกคำสั่งห้ามนำเครื่องโบอิ้งรุ่นนี้ขึ้นบิน ฝ่ายการเมืองโดยรัฐสภาสหรัฐตั้งกรรมาธิการพิเศษตรวจสอบกรณีเครื่องบินโบอิ้งตก และรัฐบาลสหรัฐยุคโดนัลด์ ทรัมป์ มีการสั่งงดใช้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวจนกว่าการตรวจสอบและหาข้อสรุปจะเสร็จสิ้น

สารคดียังใช้วิธีถ่ายทอดในเชิงอารมณ์ร่วมด้วยการสัมภาษณ์พูดคุยกับบรรดาญาติของผู้เสียชีวิตเพื่อชี้ให้เห็นว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นนั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย พร้อมกับที่เสนอเรื่องคู่ขนานไปกับวิวัฒนาการของบริษัทโบอิ้งตั้งแต่ยุคก่อกำเนิด รุ่งเรือง และยุคที่ถูกสังคมตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของการผลิตเครื่องบิน วัฒนธรรมองค์กรที่แปรเปลี่ยนไป รวมทั้งการตีแผ่ให้เห็นด้านมืดของทุนนิยมที่ความพยายามทำกำไร และตัวเลขรายได้ผลประกอบการที่ขึ้นเป็นกราฟสีเขียวในตลาดหุ้นกลายเป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญมากกว่าหรือไม่

ปิดท้ายกันที่สารคดี Jimmy Savile: A British Horror Story สารคดีที่ตีแผ่ด้านมืดชีวิตของพิธีกร นักจัดรายการคนดังของอังกฤษที่ชื่อ จิมมี่ ซาวิลล์ ซึ่งถือเป็นคนดังระดับเซเลบริตี้ของอังกฤษในยุค 70-80 คนอังกฤษหลายคนโตมากับการดูรายการที่ “จิมมี่ ซาวิลล์” เป็นพิธีกร สังคมอังกฤษโตมากับชื่อเสียงของเขาที่ว่าเป็นคนใจบุญ จิตอาสา ชอบสร้างแคมเปญการกุศล อาทิ วิ่งมาราธอนข้ามเมืองระดมเงินบริจาคทั่วประเทศ นำเงินไปช่วยเหลือตามโรงพยาบาล สถานพยาบาล และบรรดาสถานพักพิงของเยาวชน ซึ่งเขาเข้าไปมีบทบาทกับองค์กรเหล่านี้มากจนบางแห่งให้เขาเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และก็น่าแปลกที่เขาก็ชอบเข้าๆ ออกๆ บางครั้งก็ไปนอนพักค้างที่สถานที่เหล่านี้อยู่เป็นประจำตลอดหลายสิบปี จนคนเชื่อกันว่าเขาเข้าไปดูแล ร่วมเป็นจิตอาสา ให้คำแนะนำด้านจิตใจกับเหล่าคนป่วย และเด็กๆ ในสถานที่เหล่านี้

แต่ด้านหนึ่งสารคดีก็ตีแผ่ให้เห็นเงาอีกด้านของ “จิมมี่” ที่เขามีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ไม่มีใครล่วงรู้ความรู้สึกนึกคิดเขามากนัก ภาพที่ปรากฏออกสื่อจึงเห็นเพียงคนใจบุญ สนุกสนาน เจ้าเสน่ห์ รักเด็ก สนิทสนมกับคนดังในอังกฤษตั้งแต่คนในวงการบันเทิง นายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ไปจนถึงเป็นพระสหายกับสมาชิกบางคนในราชวงศ์ด้วย

เรื่องราวของคนดังอังกฤษที่สังคมนับถือ ค่อยๆ ถูกเปิดโปงมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2012 โดยช่วงบั้นปลายชีวิตเขาเริ่มถูกร้องเรียนเรื่อยๆ ว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศเด็กๆ โดยเหยื่อของเขาก็จะอยู่ในสถานบำบัดหรือโรงพยาบาลที่เขาไปมีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องระดมทุนนั่นเอง แต่ในช่วงที่เขามีชีวิต ก็ไม่สามารถดำเนินคดีกับเขาได้ ด้วยส่วนหนึ่งเหยื่อเด็กๆ ที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้วล้วนกลัวที่จะขึ้นให้การ ทั้งยังไม่กล้าต่อกรกับคนดังที่มีอิทธิพลในแวดวงตำรวจ

กว่าเรื่องราวของ “จิมมี่ ซาวิลล์” จะถูกตีแผ่และมีหลักฐานความจริงว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศเด็กๆ มายาวนานหลายสิบปีก็ล่วงเลยมาจนเขาเสียชีวิตไปแล้ว แม้ผู้กระทำผิดไม่ได้รับการลงโทษ แต่สังคมได้ริบคืนทุกเกียรติยศที่เขาสร้างบังหน้าไว้ ปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ที่เคยได้ถูกริบคืนทั้งหมด รางวัลบุคคลสำคัญในหลายเวทีถูกถอดถอน ป้ายสดุดีหลุมฝังศพถูกรื้อถอนพร้อมลบทุกตัวอักษรไม่มีเหลือ คนที่สร้างภาพมาทั้งชีวิตสุดท้ายก็ถูกจดจำในฐานะคนบาปตลอดไป

ถือเป็นสารคดี 3 เรื่องที่แนะนำให้ชมกันยามว่างสำหรับใครที่อยากเก็บสาระแบบไม่คร่ำเคร่งนัก

ติสตู
(ภาพประกอบ Youtube Video / Netflix)