ประวัติวรรณคดีไทย
ไม่ใช่ดิจิทัลก็ไม่เรียนหรือ
มรดกวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชน เป็นสิ่งล้ำค่าแสดงอัตลักษณ์ในการคงอยู่ของผู้คนแต่ละกลุ่มแต่ละเหล่า หลังสงครามเย็นแปรสภาพ สหภาพโซเวียตแปรสภาพ กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย ไม่น้อยคนคิดว่าโลกหลังจากนั้นคงสุขสงบไปได้อีกรูปแบบหนึ่ง แต่กลายเป็นว่า บ้านเล็กเมืองน้อยที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง กลับแสดงความเป็นตัวตนกันเด่นชัด ที่เคยประจันหน้ากันด้วยความเชื่อที่แตกต่าง ศาสนาที่แตกต่าง กลับสร้างสงครามอีกครั้งด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่าง การเมืองยังคงมีลัทธิที่ตรงกันข้ามต่อเนื่องมาจากสงครามเย็น แต่ตัวตนของวัฒนธรรมในแต่ละถิ่นกลับเด่นชัดขึ้น หลายชนชาติในประเทศเดียวกันไม่อยากอยู่ร่วมกันอีกต่อไป
ความสำคัญในอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชนกลับเป็นเงื่อนไขการวิวาท แต่สำหรับบ้านเมืองไทยแล้ว สิ่งเหล่านี้สำคัญหรือไม่ เราเดินหน้าสู่โลกดิจิทัล เดินหน้าสู่ความทันสมัยของเทคโนโลยีวิทยาการ ขณะเดียวกับที่ประกาศความเป็นไทยทุกวันอย่างกร้าวกระด้าง แต่เราเป็นไทยตรงไหน หากบรรพบุรุษไม่หลงเหลือมรดกวัฒนธรรมทางวัตถุไว้ นอกจากภาษาที่ถูกกัดร่อนให้กลายรูปสู่ภาษาสากลเข้าทุกขณะ ยังมีความทรงจำใดจากมรดกบรรพบุรุษที่เรายังสนใจสืบสานเล่าเรียน เว้นแต่อุปนิสัยใจคอที่ยังหลงเหลือให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมยกย่องในน้ำใจ อันเป็นส่วนสำคัญที่ติดเตือนให้พวกเขาเหล่านั้นมักกลับมาเยือน
กระบวนการสืบสานปัญญาของไทยมีปัญหาหรือไม่ กระบวนการศึกษาภูมิรู้บรรพบุรุษของเรามีปัญหาหรือไม่ ดูวิธีให้การศึกษา ดูวิถีสร้างตำราก็รู้
⦁ หนังสือชุดสำคัญที่แสดงเนื้อหาภูมิปัญญาไทย วิถีดำรงชีวิต ความเชื่อ ความสัมพันธ์ของผู้คน ทั้งในกลุ่มชนและต่างวัฒนธรรม อันแสดงออกถึงความกว้างขวางในการเรียนรู้ของผู้คนในอดีตซึ่งมิได้ปิดกั้นตัวเองกับเพื่อนร่วมโลก ด้วยวิธีประยุกต์และย่อยสลายความแตกต่างนานามาเป็นของตัว อย่างมีโยนิโสมนสิการ กลายเป็นวรรณคดีล้ำค่ามากมายที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่บัดนี้ จะกลายเป็นมรดกอันอุดมที่ถูกทิ้งขว้างจากการละเลยและความรู้ไม่เท่าไปหรือไม่
ประวัติวรรณคดีไทย ฉบับมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา หนังสือปกแข็ง 2 ภาค 3 เล่ม ความหนารวมกัน 1,376 หน้า ขุมทรัพย์ที่อ่านสนุก
ภาคแรก “ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีไทย” แบ่งความรู้เป็น 4 บท 1.หนังสือประวัติวรรณคดีไทย 2.พัฒนาการรูปแบบคำประพันธ์ในวรรณคดีไทย 3.ความเป็นมาของคำนิยมและคำประกาศยกย่องวรรณคดีไทย 4.ที่มาของเนื้อหาวรรณคดีไทย ช่วยให้มองเห็นโลกไทยในอดีตที่แม้จะเป็นทางตรงจากบนลงล่าง แต่ทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมแต่ก่อนแต่ไรจนถึงปัจจุบันได้
ภาคหลัง วรรณคดีไทยประเภทต่างๆ 2 เล่ม 5 บท เล่มแรก บทที่ 1 วรรณคดีประเภทเรื่องเล่า บทที่ 2 วรรณคดีบทละครและบทมหรสพอื่นๆ เล่มสอง บทที่ 3 วรรณคดีนิราศกับวรรณคดีบันทึกการเดินทางและประสบการณ์ บทที่ 4 วรรณคดีคำสอน บทที่ 5 วรรณคดีบันทึก ตำนาน และตำรับตำรา
วรรณคดีเหล่านี้ แน่นอน แม้เกิดจากจินตนาการ แรงบันดาลใจ และประสบการณ์ ความรู้ของกวีเอง เช่น บทยอพระเกียรติ, บทไว้อาลัย, นิราศ, คำสอน หรือการถ่ายทอดเรื่องเล่าต่างๆ สืบต่อกันมา เป็นต้น
แต่วรรณคดีเหล่านี้แทบทั้งหมด ไม่ทิ้งร่องรอยความสัมพันธ์ของผู้คน ไม่ว่าผู้คนด้วยกันเอง หรือผู้คนต่างเชื้อต่างวัฒนธรรม เรื่องต่างๆ ย่อมสอดแทรกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน ตามความชมชอบของกวีเอง หรือโดยความรู้จากแรงบันดาลใจที่ได้เรียนความแตกต่างนานา ที่อาจนำมาผสมกลมกลืนดัดแปลงเป็นของตน
แรงบันดาลใจจากแหล่งที่มาสำคัญของเนื้อหาในวรรณคดีไทย ได้แก่ เรื่องเล่าจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา เนื้อเรื่องที่กินใจหรือสนุกสนานของนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อกันมา หรือความแปลกใหม่จากวัฒนธรรมภายนอก ที่นำมาแต่งเขียนเป็นวรรณคดี ที่สามารถแบ่งได้เป็น 8 กลุ่มต่อไปนี้คือ คัมภีร์พระพุทธศาสนา เช่น จามเทวีวงศ์ มหาวงศ์ ชินกาลมาลีปกรณ์
นิทานพื้นบ้าน เช่น “นิทานมหัศจรรย์” สังข์ทอง พระสุธน มโนห์รา นางสิบสอง นกกระจาบ สินไช ศรีธนญชัย สุริวงศ์ โสวัด สุบินกุมาร “นิทานชีวิต” ขุนช้างขุนแผน ไกรทอง โอ้เป่มสามลอ “ตำนาน” พระร่วง ท้าวแสนปม
วรรณคดีจีน ได้แก่ ซานกั๋วเหยี่ยนอี้ ซานกั๋วอิน เฟิ่งเสินเหยี่ยนอี้ ซีฮั่นทงสูเหยี่ยนอี้ สุยหูจ้วน ซีโหยวจี้ หลุนอวี่ ตงโจวเลี่ยกั๋วจื้อ
วรรณคดีชวา ที่สำคัญคือ นิทานปันหยี หรือนิทานอิเหนา
วรรณคดีมอญ มี ราชาธิราช ธรรมเจดีย์กถา เรื่องราชวงศ์ รามัญญุปปัตติทีปก และประเภทอเยด่อโปง หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับกษัตริย์
วรรณคดีอินเดีย เช่น รามายณะ มหาภารตะ วิกรมจริต หิโตปเทศ เวตาลปัญจวิงศติ ตันโตรปาขยานะ กถาสริตสาคระ ศกุนตลา นิทานพื้นบ้านเบงกลี
วรรณคดีเปอร์เซีย เป็นเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ที่ขุนนางเปอร์เซียเล่าถวาย
วรรณคดีตะวันตก จากการเข้ามาของหมอศาสนาสมัยรัตนโกสินทร์
หนังสือชุดนี้เป็นของล้ำค่าประการหนึ่งซึ่งบรรพบุรุษสร้างไว้ หากเราได้เรียนรู้ต่อมาอย่างสืบเนื่อง ชั้นแต่นักร้องเพลงแร็พปัจจุบัน ย่อมมีรูปฉันทลักษณ์มากมายที่นำมาแปลงใช้ได้อย่างอุดม หรือนักเขียนโปรแกรมเกมที่นำผีไทยอาละวาดมาแล้วทั่วโลก สามารถใช้นิทานอัศจรรย์นานาสร้างเรื่องได้อย่างวิเศษ
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย มีผู้กำหนดความเป็นไทยใดรู้จักบ้างหรือไม่ ความเป็นไทยจากราคา 1,850 บาท ลดเพื่อให้รู้จักเพียง 1,480 บาท ลองนึกถึงราคาบุฟเฟต์อาหารทะเลในโรงแรมไทยๆ ดู
⦁ ทุกวันนี้ จีนทะยานขึ้นมีบทบาทในโลกอย่างสำคัญ ไม่ว่าทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้แต่การท่องเที่ยวไทยก็หวังเก็บรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน นักเรียนไทยก็เรียนภาษาจีนกันเพิ่มมากขึ้นพรวดพราด หนังสือแปลวรรณกรรมจีนในไทยขยายวงจากนิยายกำลังภายในไปสู่ประเภทอื่นๆ อีกมากมาย กระทั่งย้อนกลับมาประเด็นคนจีนในไทยทำไมจึงเป็นไทยกว่าเป็นจีน
อ่าน เขียนจีนให้เป็นไทย ของ สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ ดูจะเข้าใจสิ่งซึ่งชาวต่างชาติพะวงสงสัย ศึกษาว่าทำไมคนจีนในไทยถึงเป็นไทยมากกว่าเป็นจีน ต่างจากคนจีนในประเทศเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เคยถูกฆ่าฟันล้มตายกันเป็นแสน หรือถูกห้ามทำกิจกรรมการเมือง ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ
การสร้างคนจีนให้ “เป็นอื่น” นี้ เป็นมรดกตกทอดส่งผลสะท้อนในสังคมจนปัจจุบัน เช่นคำถามเรื่องความเป็นไทย “คนจีน” กลายเป็นสิ่งศึกษาสำคัญของสังคมศาสตร์อเมริกันในการทำความเข้าใจสังคมไทย เพื่อเปิดทางให้สหรัฐแผ่อิทธิพลและเตรียมป้องกันภัยคอมมิวนิสต์ที่ขยายลงมาในภูมิภาคอุษาคเนย์ งานของนักวิชาการอเมริกันเหล่านี้กลายเป็นฐานศึกษาฐานคิดของวงวิชาการไทย แต่ต่อมา “ชาตินิยมวิชาการ” กลับสร้างรอยแยกขึ้นในฐานคิดนั้นสวนคำอธิบายเดิม
ต้องอ่านวัฒนธรรมในการเมืองและสังคมศาสตร์อเมริกัน, ไทยศึกษา เม้ด อิน ยูเอสเอ รุ่นบุกเบิก, นิยามจีนนิยามไทย, สังคมศาสตร์ไทยใต้เงาอินทรี, การก่อตัวของชาตินิยมวิชาการ, สมรภูมิประวัติศาสตร์ในสงครามเย็น, ระหว่างประวัติศาสตร์กับกระสุนปืน, เขียนไท/ไตให้เป็นจีน, ประวัติศาสตร์ คนจีน และการทูตวิชาการในความสัมพันธ์ไทยจีน
จนสุดท้ายคือ มองให้พ้นชาติไทยเพื่อศึกษาชาติไทย
⦁ หนังสือที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ มิใช่จะยิ่งทำให้อกสั่นขวัญแขวน แต่เพื่อความเข้าใจอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นต่อโลกที่อยู่อาศัย ซึ่งมีเชื้อโรคนานาร่วมอยู่ด้วยโดยหนีไม่พ้น จึงควรเรียนรู้เพื่อเข้าใจให้กระจ่าง เมื่อโลกติดเชื้อ ฉบับกระชับ ของ มาร์ทา เวย์น เขียนร่วมกับ เบนจามิน โบลเกอร์ และร่วมกันแปลโดย ป๋วย อุ่นใจ กับ ปารุสก์ เกยุราพันธ์
หนังสือเล่มที่จะนำไปรู้จักโรคที่คิดว่าธรรมดาสามัญวันนี้ เช่น ไข้หวัดใหญ่ เอชไอวี อหิวาตกโรค มาลาเรีย ซึ่งที่จริงแล้ว กำลังแปลงโฉมใหม่เร็วเสียยิ่งกว่าการแปลงร่างดิจิทัลเสียอีก เพราะโรคเหล่านั้นหนีสภาพเดิมไปจนอาจนึกไม่ถึง ผู้เขียนให้ภาพโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของโรคในสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป แล้วให้พิมพ์เขียวเชื้อเหล่านั้นแก่เราดู ว่ามีสมรรถนะในการซุ่มโจมตีเราขนาดไหน จนเห็นเส้นทางไปของเชื้อได้ชัดเจน
ดูไว้ก่อนโดนก็น่าจะดี อย่างน้อยก็เข้าใจได้ว่า เจออะไรเข้าแล้ว
⦁ หนังสือน่าอ่านอีกเล่มขณะนี้ รวมบทความวิเคราะห์ สาระ แนวคิด จากการ์ตูน ตาสว่าง อ่านสังคม การเมือง ผ่านการ์ตูนโดยหมอ ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ นั่นคือ โลกใหม่มาแล้ว เราไม่ยอมอีกต่อไป
คุณหมอบอกว่า หนึ่งในเป้าหมายทักษะศตวรรษที่ 21 นี้ คือการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่เราเกลียดชัง หรือชาติพันธุ์ที่มีความแค้นส่งต่อกันมาจากบรรพบุรุษ ก่อนที่มนุษย์โลกจะฆ่ากันเองตายหมด
ความแตกต่างของชาติพันธุ์นำไปสู่ความแตกต่างทางสังคมและสถานะทางเศรษฐกิจ คนรวยสร้างโดมขึ้นปิดล้อมตัวเอง คนจนจำนวนมากกว่ารายล้อมโดมเหล่านั้น โดมนี้เห็นได้ในการ์ตูน แต่มีอยู่จริงในโลกข้างนอกด้วย อยู่ที่พร้อมจะเห็นหรือไม่ ความพยายามปิดฟ้าด้วยฝ่ามือทำไม่ได้แล้ว นอกจากจะปิดตาผู้คนกันตรงๆ บางประเทศเลือกใช้วิธีปิดตากันจริงๆ ต้องรอนานกว่าจะเริ่ม “ตาสว่าง”
ประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ไม่ยอมทนอีกต่อไปแล้ว
การ์ตูนหลายเรื่องเล่าเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การเชิดชูรัฐทหาร การโฆษณาชวนเชื่อ การเผาหนังสือ การล่าแม่มด การกำจัดคนไม่ดีเป็นหน้าที่ของคนดี-แต่คนดีมีความสามารถที่มีอำนาจล้นเหลือมักควบคุมตัวเองไม่อยู่
ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ ซุปเปอร์แมนหรือซุปเปอร์ฮีโร่ใดๆ ก็มิใช่ข้อยกเว้น
น่าอ่านขนาด ว่าไหม
⦁ หนังสือน่าอ่านอีกเล่ม น่าสนใจสำหรับนักอ่านหรือคนอ่านหนังสือ และยิ่งน่าสนใจสำหรับคนไม่ชอบอ่านหนังสือ ว่าโลกมีประวัติศาสตร์ของการอ่านมาอย่างไร จนถึงวันนี้ จึงยังต้องเคี่ยวเข็ญให้เราอ่านหนังสือกันนัก โลกในมือนักอ่าน A History of Reading หนังสือซึ่งแปลไปแล้วถึง 27 ภาษาของนักเขียน นักแปล อัลแบร์โต มังเกิล ที่เป็นทั้งหนังสือยอดเยี่ยมแห่งปีของ “ไทม์ส” และได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดหนังสือที่ฝรั่งเศสมา แปลให้อ่านเพลินโดย กษมา สัตยาหุรักษ์
หนังสือดำเนินประวัติศาสตร์กว่า 6 พันปี ผ่านบทสนทนาระหว่างถ้อยคำ ผู้คน และชีวิต ตั้งแต่เริ่มถ่ายทอดความหมายผ่านดวงตา การอ่านออกเสียง การอ่านเพื่อทำนายอนาคต สู่กำเนิดหอสมุดยุคโบราณ ผู้เขียนเล่าเรื่องอัตชีวประวัติการอ่านของเขา โดยบรรยายภาพ 18 ภาพอย่างละเอียดว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และทั้ง 18 คนนั้น บ้างเป็นคนธรรมดา บ้างมีชื่อก้องโลก แต่ทั้งหมดล้วนเป็นนักอ่าน อ่านด้วยท่าทาง ด้วยความชำนาญ ด้วยความเพลิดเพลิน ด้วยอำนาจและความรับผิดชอบ
ผู้เขียนให้ความสำคัญของการอ่านเทียบเท่ากับการหายใจเลยทีเดียว
เพราะสำหรับเขาแล้ว การอ่านเป็นการกระทำ “เพื่อเข้าใจได้ในพริบตาว่าเราคืออะไร และอยู่ที่ใด เราอ่านเพื่อเข้าใจ หรือเพื่อเริ่มต้นที่จะเข้าใจ การอ่านก็เช่นเดียวกับการหายใจ เป็นหน้าที่ที่จำเป็นของพวกเรา”
เป็นหนังสือซึ่งคนอ่านหนังสือออกพลาดไม่ได้ สมควรพูดอย่างนั้น
⦁ คงรู้กันไม่น้อยแล้วว่า พอหน้าสงกรานต์ก็ถึงคราวกรุงแตกในอดีต ราชอาณาจักรศรีอยุธยาที่เคยงามดังนาย นรินทร์ธิเบศร์ ชมกรุงรัตนโกสินทร์ย้อนหลังว่า “อยุธยายศล่มแล้ว ลอยสวรรค์ ลงฤา” นั้น ตกในสภาพใดใครรู้บ้าง
นิตยสารรายเดือนสำหรับคน “ฮาร์ด คอร์” ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี คติวิทยา และวัฒนธรรม ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนเมษายน 2565 ว่าด้วย เพลงยาวชาวกรุงเก่า คำบอกเล่าความหลังครั้งเสียกรุง ให้อ่านกันสะเทือนอารมณ์
เดือนเมษายน 2310 ผ่านมา 200 ปี ความหลังทางประวัติศาสตร์กรณีนี้ยังเป็นที่ศึกษากันรอบด้าน โดยเฉพาะจากเอกสารต่างประเทศของผู้ที่ฟังคำบอกเล่าต่อมา หรือใกล้เหตุการณ์ หรือไม่ว่าจากแหล่งใด นี่เป็นเพลงยาวชาวกรุงเก่าเอง จึงยังคงกลิ่นอายความทรงจำจากอดีตให้คนปัจจุบันรับรู้ได้
ยังมีเรื่องสำคัญที่น่ารู้ในฉบับอีก เช่น การเดินทางของทัพพม่าสู่ค่ายวัดทุ่งประเชต-ปากกราน, ศัพท์มหาชาติคำหลวง ผลงานที่ถูกลืมของพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย), ภาพอานุภาพในรัชกาลที่ 5 จุดยืนของสยามยามวิกฤติ
และที่เหมาะกับยุคหาเงินจากการท่องเที่ยวคือ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ไม่ใช่นวัตกรรมอาหารสมัยจอมพล ป. เอาละซี อ่านแล้วเล่าให้ฝรั่งฟังให้ถูกนะ
⦁ หลังสงกรานต์แล้ว อะไรที่หวังจะลดก็ยังพุ่งขึ้นต่อไป ไม่ว่าสถิติคนติดเชื้อ สถิติคนตาย ค่าครองชีพ ราคาสินค้า ทำท่าจะดีก็คือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่เห็นได้ว่ามาถึงอีกระดับแล้ว ที่ผู้สมัครขายความคิดผ่านนโยบายกันอย่างจริงจัง
เพราะตระหนักกันดีแล้วว่า คนวันนี้ไม่ใช่คนวันวาน

