“หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมาทำมาคิดมา แต่โบราณจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้ายๆ ธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้” พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่สมาชิกคณะห้องสมุดทั่วประเทศ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2514
งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งวดลงทุกขณะ ท่ามกลางความโศกเศร้าจากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช งานจะมีถึงจันทร์ที่ 24 ตุลาคมนี้เท่านั้น
แต่ละสำนักพิมพ์ล้วนคัดหนังสือคุณภาพมาเสนอต่อสาธารณชน ให้เลือกอ่านได้ตามแต่รสนิยม
“นำอำนาจไปขังไว้ในกรงของระบบ” ผู้ได้ยินอาจแปลกใจที่คำกล่าวนี้ มาจากปากของผู้นำมหาอำนาจคอมมิวนิสต์ สี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
หนังสือเล่มโต 608 หน้า “สีจิ้นผิง ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ” จะนำผู้สนใจการเมืองการปกครอง ไม่ว่านักเรียนนักศึกษาหรือคนทั่วไป ที่อยากรู้อยากเรียนว่านักการเมืองในระบอบลัทธิที่แตกต่าง คิดและวางเป้าหมายการนำพาบ้านเมืองของตนให้ก้าวหน้า ปวงประชาผาสุกมีอยู่มีกิน เลี้ยงคนนับพันล้านกันอย่างไร มีความใฝ่ฝันหรืออุดมคติแบบไหน

จากสุนทรพจน์ ปาฐกถา ถ้อยแถลง บทสัมภาษณ์ โอวาท ถึงจดหมายอวยพร ฯลฯ ที่รวบรวมไว้ทั้งหมด 79 บท คัดเป็น 18 หัวข้อ ผู้อ่านจะเห็นความมุ่งมาดปรารถนาและขั้นตอนการดำเนินให้เป็นจริงอย่างชัดเจน
ตั้งแต่การยืนหยัดพัฒนาสังคมนิยมแบบมีอัตลักษณ์จีน ให้บรรลุความฝันจากการฟื้นฟูความเจริญก้าวหน้าแก่ประชาชาติ สร้างประเทศให้เป็นนิติรัฐ เข้มแข็งด้วยวัฒนธรรมสังคมนิยม สร้างอารยธรรมระบบนิเวศวิทยา โดยเดินบนเส้นทางพัฒนาอย่างสันติ และเป็นหนึ่งเดียวกับประเทศกำลังพัฒนา ก่อนจะกระชับสัมพันธ์พรรคกับมวลชนให้แน่นแฟ้นขึ้น ผลักดันการปราบปรามทุจริต เสริมสร้างความสุจริต และยกระดับมาตรฐานผู้นำพรรคในที่สุด
แม้จะศรัทธาในการเมืองกันคนละระบอบ แต่การมุ่งบำบัดทุกข์บำรุงสุขสร้างความเจริญแก่สังคม มีอะไรแตกต่างจากวิถีนักการเมืองซึ่งรับผิดชอบประชาชนในปิตุภพมาตุภูมิอย่างทุ่มเทจริงจังทั่วๆ ไป
หลัง “ข้ามสมุทร” นิยายอิงประวัติศาสตร์ซึ่งตัวเอกย้อนยุคไปเจริญทางพระราชไมตรีที่ฝรั่งเศสกับโกษาปาน วิษณุ เครืองาม ก็มีงานชิ้นที่สอง “ชีวิตของประเทศ” สองเล่มชุด หนารวมกันถึง 1,000 หน้าเต็มๆ

ผู้เขียนสวมจินตนาการลงในประวัติศาสตร์ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เดินชีวิตของราชสำนัก ผู้คน และสภาพแวดล้อมประจำวัน ตั้งแต่การเมืองจนการกินอยู่หลับนอน เนรมิตชีวิตของประเทศขึ้นให้เห็นอย่างมีเลือดเนื้อ ดำเนินไปบนบรรทัดของพงศาวดารฉบับต่างๆ บันทึกของชาวต่างชาติ หรือเรื่องเก่าเล่าใหม่ ที่อาจเรียกว่าพงศาวดารกระซิบ
ใช้บทสนทนาผูกร้อยเรื่องราว เป็นภาพของบุคคลที่เคยรู้จักกันแต่พระนามหรือนามจากตัวอักษร ให้โลดแล่นมีชีวิตชีวาขึ้นมา ที่หลังจากนิยายอิงฉากประวัติศาสตร์ยุคใกล้อันลือลั่น “สี่แผ่นดิน” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แล้ว งานชิ้นนี้อาจเรียกเป็นนิยายสำคัญอีกเรื่องในสายธารวรรณกรรมไทย ที่ผู้เขียนมานะสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันละเอียดลออ
ความสามารถในการนำเรื่องเล็กเรื่องน้อยซึ่งเล่ากันเป็นเกร็ด เย็บสอยเข้ากับพระราชพงศาวดาร และบันทึกต่างๆ หลอมรวมตัวละครทั้งหลายเข้าเป็นลมหายใจประเทศของผู้เขียน เปี่ยมรสชาติขนาดไหน
ควรต้องหามาลิ้มลอง เช่นเดียวกับอีกหลายเล่มในงาน

