เล่าเรื่องหนัง : Land เมื่อธรรมชาติเฆี่ยนตีและโอบอุ้มไปพร้อมกัน

7.05.22 | 13:13 น.
เล่าเรื่องหนัง : Land เมื่อธรรมชาติเฆี่ยนตีและโอบอุ้มไปพร้อมกัน

 

Land

เมื่อธรรมชาติเฆี่ยนตีและโอบอุ้มไปพร้อมกัน

นักแสดงหญิงฮอลลีวู้ดอย่าง “โรบิน ไรท์” จับงานกำกับภาพยนตร์เต็มตัวเรื่องแรก “Land” เรื่องราวของ “อีดี้” ที่เผชิญกับความสูญเสียครั้งสำคัญและตัดสินใจละทิ้งชีวิตในเมืองไว้เบื้องหลัง หลีกหนีพาตัวเองย้ายขึ้นมาอยู่ในป่าเขาเพียงลำพัง โดยที่ตัวเธอขาดทักษะในการเอาชีวิตรอด และเข้าใกล้ความตายอย่างน่ากลัว

Advertisement

ถ้าใครที่ชอบหนังอย่าง Wild, Nomadland และ Leave No Trace ก็น่าจะสนใจดู Land ได้อีกเรื่องหนึ่ง เพราะมีธีมหลักคล้ายคลึงกันที่ว่าด้วยมนุษย์ที่ปลีกตัว โดยมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติกว้างใหญ่ไพศาล

 

“โรบิน ไรท์” ที่นอกจากกำกับแล้วยังรับบทนำ “อีดี้” ที่แทบจะปรากฏตัวคนเดียวเกือบตลอดเรื่อง และบางช่วงหนังก็แทบจะไม่มีบทพูดอะไร นอกจากการกระทำของตัวละครที่กำลังผจญชีวิตลำพังในป่า

ในต้นเรื่องแม้จะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของ “อีดี้” ที่เธอหนีเข้าป่าไปอยู่กระท่อมเสี่ยงภัยบนภูเขาเพียงลำพังจนบางช่วงก็เกิดอาการตั้งคำถามกับตัวละครว่า มาทำอะไรกลางป่าเขา ขณะที่ตัวเองก็ยังล้มเหลวไม่มีทักษะที่จะใช้ชีวิตกลางป่าที่ไม่มีไฟฟ้า หุงหาอาหารไม่ได้นอกจากพึ่งพิงอาหารกระป๋องไปแต่ละวัน แม้จะลองปลูกผักจากหนังสือที่เอามาอ่านเมื่อลองทำดูก็ปลูกไม่ขึ้นบนสภาพอากาศที่เธอไม่รู้วิธีรับมือ อยากมีไฟใช้ยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บมืดสนิทก็ผ่าฟืนไม่ได้ สุดท้ายต้องฉีกกระดาษจากหนังสือที่พกมาเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟแทน หนทางที่จะหาคนมาช่วยเธอก็ปิดกั้นหมด ตั้งแต่โยนโทรศัพท์ทิ้งก่อนขับรถเข้าป่า รถที่ขับมาก็ให้บริษัทรถเช่ามารับคืนกลับไป

หนังใช้การแฟลชแบ๊กในแบบย้อนรำลึกความทรงจำในอดีตของ “อีดี้” เป็นระยะ เพื่อช่วยอธิบายว่ามีความโศกเศร้าบางอย่างที่ส่งผลต่อพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นของเธอ จนต้องการตัดขาดชีวิตตัวเองกับโลกภายนอก

คนดูจะได้เห็นว่าอีดี้ผ่านฤดูหนาวแรกมาอย่างสะบักสะบอม แต่ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน ชีวิตหมิ่นเหม่เสี่ยงจะไม่รอด ทั้งบาดเจ็บ อดอาหารจากหมีบุกเข้ากระท่อมจนเสบียงร่อยหรอ อาหารที่เตรียมไว้เสียหายไปจำนวนมาก เผชิญพายุหิมะหนาวเหน็บ แต่ถึงอย่างไรการออกจากป่ากลับเข้าเมืองก็ไม่ได้อยู่ในความคิดของ “อีดี้” เลยสักครั้ง แม้กระทั่งแทบจะเอาตัวไม่รอดนอนสลบอยู่สองวันสองคืนภายในกระท่อม กระทั่งเมื่อพรานท้องถิ่นอย่าง “มิเกล” ที่มีสัญชาตญาณสังเกตเห็นความผิดปกติและลองเดินมาสำรวจกระท่อม จนสามารถช่วยชีวิต “อีดี้” ไว้ได้ในแบบที่เธอไม่ได้ยินยอมด้วยนัก

แต่เนื้อแท้ที่จริงแล้วกว่าที่ “อีดี้” จะรู้ซึ้งว่าวิธีที่เธอเลือกเข้าป่าในตอนแรกนั้นช่างโง่เขลาสิ้นดี ที่เธอบอกว่า “ฉันมาที่นี่เพราะฉันไม่อยากอยู่ใกล้ผู้คน” ดูเป็นแนวคิดที่ไม่เข้าท่าสำหรับคนที่ไม่มีทักษะอยู่กับป่าได้ และขาดการเตรียมพร้อม คิดเอาตื้นๆ ด้วยการจะอยู่ลำพังผ่านการกินอาหารกระป๋อง โยนโทรศัพท์มือถือทิ้ง คืนกุญแจรถ และปล่อยตัวเองว่าสุดท้ายจะตายในกระท่อมแบบปลงๆ ซึ่งต่อมา “มิเกล” ก็บอกกับ “อีดี้” อ้อมๆ ว่า “มีแต่คนที่ไม่เคยหิวเท่านั้นล่ะที่คิดว่าการอดอาหารเป็นวิธีที่ดีในการตาย”

หลังจาก “มิเกล” ช่วยดูแลจน “อีดี้” อาการป่วยและบาดเจ็บดีขึ้น จากนั้นความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของทั้งคู่ก็ค่อยๆ เริ่มขึ้น เมื่อเขารับรู้ว่า “อีดี้” ไม่ต้องการออกจากป่า และไม่ต้องการถูกซักไซ้ “มิเกล” จึงยื่นข้อเสนอที่จะสอนให้เธอมีทักษะเอาตัวรอดที่จะใช้ชีวิตกลางป่าได้โดยลำพัง และไม่อดตาย สอนตั้งแต่การทำกับดักล่าสัตว์ การยิงปืนล่ากวาง พร้อมกับสอนฝึกชำแหละเนื้อสัตว์เพื่อนำมาทำอาหาร ฝึกตกปลา ฝึกสังเกตพืชพรรณ สอนปลูกผักในฤดูกาลต่างๆ สอนผ่าฟืน ฯลฯ ที่เป็นการดำรงชีวิตกลางป่าล้วนๆ กระทั่งมิตรภาพของทั้งคู่สนิทกันจนเป็นเพื่อนที่มิเกลคอยไปมาหาสู่เสมอ บนเงื่อนไขที่จะไม่มีการนำเรื่องใดๆ จากโลกภายนอกมาเล่าให้อีดี้ฟัง

การมาเยี่ยม “อีดี้” ในป่าของ “มิเกล” แต่ละครั้ง ทั้งคู่ใช้เวลาว่างเหลือเฟือในการเดินป่าล่าสัตว์ สอนทักษะต่างๆ นั่งกินข้าวกลางแสงจันทร์ พูดคุยแลกเปลี่ยนสัพเพเหระ คุยเรื่องเพลงที่ชอบในยุค 80 มิเกลสามารถเล่าชีวิตส่วนตัวของเขาได้บ้าง แต่จนแล้วจนรอดมิเกล และคนดูก็จะไม่รู้เรื่องราวของ “อีดี้” นอกจากเห็นว่าเธอมีพัฒนาการดีขึ้นมีทักษะอยู่ในป่าจากแต่ละฤดูกาล จนดูเหมือนว่าเธอสุขุม และพอใจกับชีวิตลำพังในป่าแห่งนี้ ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดได้แบบเรื่อยๆ เนิบๆ พยายามทำให้เห็นว่า ภูมิทัศน์ของป่าที่ล้อมกระท่อมเก่าๆ ไว้นั้น สุดท้ายราวกับว่าป่าได้เป็นอุปกรณ์บำบัดจิตใจของคนเมืองชนชั้นกลางที่ต้องการหนีความทุกข์ ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผล “อีดี้” สงบความทุกข์ในใจได้อย่างมาก ก่อนที่ท้ายเรื่องจะมาสู่ไคลแม็กซ์ เหตุผลสำคัญที่ลงเอยให้ “อีดี้” ตัดสินใจเก็บของเดินออกจากป่ากลับเข้าเมือง และเลือกที่จะกลับมาติดต่อผู้คนอีกครั้ง

“อีดี้” คนใหม่ตกผลึกกับชีวิตมากขึ้นหลังใช้ชีวิตในป่ามาแล้วกว่า 2 ปี ตัดสินใจประนีประนอมจิตใจตัวเองกับความสูญเสียได้ในที่สุด

“Land” เล่าเรื่องเรียบๆ และบางช่วงอาจทำให้เราตั้งคำถามกับเหตุผลและการกระทำของ “อีดี้” ว่าทำไมต้องเล่นใหญ่ขนาดนั้น ความที่หนังซ่อนเฉลยว่าอะไรคือความสูญเสียของ “อีดี้” นั่นทำให้การตัดสินใจย้ายไปอยู่กลางป่าเขาของเธอช่วงแรกทำให้ดูขาดเหตุจูงใจ และคนดูไม่ได้อินไปด้วยกับตัวละคร กระทั่งผ่านกลางเรื่องไปแล้วที่ทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม และการใช้ชีวิตของ “อีดี้” ที่ไม่เป็นภาระใครอีกต่อไป จะทำให้เรามองตัวละครหลักด้วยความเข้าใจและให้กำลังใจมากขึ้น และลงเอยที่เห็นใจว่าทำไมผู้หญิงคนนี้จึงพ่ายแพ้ต่อความสูญเสีย และเลือกหันหลังให้กับชีวิตที่เหลืออยู่ในเมือง เนรเทศตัวเองไปอยู่กระท่อมบนเขา

หนังค่อยๆ ใส่บรรยากาศของความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตา การเกื้อกูลที่เรียบง่ายแต่ลึกล้ำ ที่ทำให้ตัวละคร “อีดี้” คลี่คลายตัวเองได้ในที่สุดผ่านความยิ่งใหญ่และอ่อนโยนของธรรมชาติ ภาพของป่าเขียวชอุ่ม สลับขาวโพลนในฤดูหนาว ฝนพายุซัดกระหน่ำลมแรงอย่างน่าเกรงขาม และเมื่อฤดูใบไม้ผลิทั่วทั้งผืนป่าก็เป็นสีเหลืองส้มสวยงาม เป็นฉากหลังของแต่ละฤดูกาลที่พัฒนาไปพร้อมกับสภาพจิตใจของ “อีดี้” ที่เธอค่อยๆ พาตัวเองไปอยู่ใกล้ชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ ที่แม้จะเคยเกือบคร่าชีวิตเฆี่ยนตีเธออย่างหมดทางสู้มาแล้ว แต่สุดท้ายก็เยียวยาจิตใจเธอให้กลับมาเข้มแข็งไปทีละนิดอย่างช้าๆ แต่มั่นคงทางจิตใจมากกว่าเดิม

(ภาพประกอบ Youtube Video/Focus Features)