
Servant of the People
เพื่อประชาชนที่รัก
ถ้าจะบอกว่าหลังดูซีรีส์ยูเครน “Servant of the People” ไปหลายตอน เราอาจจะไม่ทันได้นึกว่ากำลังดูซีรีส์ที่ถูกพูดถึงอย่างเป็นจุดขายว่าเป็นซีรีส์ที่ “โวโลดีมีร์ เซเลนสกี” ประธานาธิบดียูเครนคนปัจจุบันแสดงนำและร่วมสร้าง ออกฉายซีซั่นแรกตั้งแต่ปี 2015 ก่อนเขาจะได้มาเป็นประธานาธิบดียูเครนในชีวิตจริง แต่หลังจากเริ่มดูซีรีส์ตลกร้ายแฝงจิกกัดบาดลึกในไม่กี่ตอนกลับทำให้รู้สึกเชื่อมโยงถึงบรรยากาศใกล้ตัวเวลานี้อย่างการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่เพิ่งผ่านพ้นไป และกระแส “ชัชชาติฟีเวอร์” ที่เกิดขึ้นแบบชั่วพริบตาหลังจากคนกรุงเทพฯลงมติมอบ 1.3 ล้านคะแนนเสียงให้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น นั่นก็เพราะช่วงเริ่มต้นเรื่องของซีรีส์ “Servant of the People” ก็มีโครงเรื่องราวที่มีความคล้ายกันกับกระแสชัชชาติฟีเวอร์ในบางช่วงบางจังหวะ
ในซีรีส์เล่าถึงครูสอนวิชาประวัติศาสตร์มัธยมปลาย “เปโตรวิช โกโลโบรอดโก” ที่รับบทโดย เซเลนสกี ที่เผลอไปแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองชนิดถึงลูกถึงคนจนคลิปที่ลูกศิษย์แอบถ่ายไว้กลายเป็นคลิปไวรัลและมีผู้คนทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ชื่นชอบแนวคิดการพูดถึงปัญหาการเมืองในยูเครนได้ตรงจี้ใจ จับพลัดจับผลูเข้าสู่วงการการเมืองด้วยการชนะเลือกตั้งได้รับคะแนนเสียงล้นหลามส่งให้เขากลายเป็นประธานาธิบดียูเครนแบบไม่ทันตั้งตัว
จากนั้นซีรีส์ก็พาเราไปดูความเป็นครูธรรมดาที่ใช้ชีวิตปกติทั่วไปเมื่อมาเป็นนักการเมืองระดับผู้นำสูงสุดของประเทศเขาก็ยังคงรักษาความธรรมดานั้น ไม่พาตัวเองเข้าสู่ความพิธีรีตอง หรูหราใดๆ เริ่มตั้งแต่การปฏิเสธการใช้รถประจำตำแหน่ง เดินทางด้วยรถสาธารณะบ้าง ปั่นจักรยานบ้าง เดินบ้าง แม้กระทั่งนั่งแท็กซี่มาเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง และเมื่อเข้ามาทำงานบริหารประเทศเขาก็ปฏิเสธจารีตธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่างที่เป็นการใช้อภิสิทธิ์บุคคลระดับวีวีไอพีในทางการเมือง การลดขั้นตอนพิธีรีตองต่างๆ การปฏิเสธไม่อยู่บ้านพักประจำตำแหน่ง และไม่อนุญาตให้ครอบครัวของตัวเองได้อภิสิทธิ์ใดๆ ด้วย ความพยายามลดตำแหน่งข้าราชการการเมืองที่ไม่จำเป็น รวมทั้งตำแหน่งนายพลที่มีล้นทะลัก การบริหารจัดการสถานที่ทำงานของหน่วยงานราชการเพื่อลดการสิ้นเปลือง ฯลฯ ทั้งหมดคือความพยายามแก้ปัญหางบประมาณรายจ่ายของประเทศ และคำนึงถึงภาษีที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม

ในด้านการทำงานจะเห็นว่าเขากับผู้ใต้บังคับบัญชาก็เหมือนกับเพื่อนร่วมงานมากกว่าการออกคำสั่งแบบท็อปดาวน์ ที่สำคัญโฟกัสหลักของเขาคือพยายามทำงานแก้ปัญหาวัฒนธรรมการเมืองที่แย่ซ้ำซาก และมองถึงประโยชน์ฝั่งประชาชนเป็นหลัก ซึ่งเส้นเรื่องก็จะพาไปดูว่าแต่ละสถานการณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งต้องชนกับนักการเมืองเขี้ยวลากดิน การสู้กับกระแสความนิยม การสร้างการยอมรับจากสภาผู้แทนราษฎรในการจะออกกฎหมายสำคัญมาช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน
แม้แต่การเสนอชื่อรัฐมนตรีและบุคลากรสำคัญที่จะมาร่วมงานในรัฐบาลของเขาก็เลือกที่จะแต่งตั้งและไว้ใจคนธรรมดาทั่วไป รัฐมนตรีและบุคคลสำคัญในรัฐบาลของเขาจึงมีทั้งคนที่มีอาชีพครูเกษียณ ทหารชั้นผู้น้อย พนักงานธนาคาร นักแสดง ซึ่งคนที่เขาคัดเลือกมา ทุกคนมีสิ่งเดียวกันคือ หวังดีต่อประเทศ ซื่อสัตย์ ไม่อยากได้ใคร่มี มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ได้เป็นกลุ่มพรรคพวกลิ่วล้อทางการเมืองของกลุ่มอำนาจใด แต่ก็มีบ้างที่ความไร้เดียงสาและอ่อนต่อประสบการณ์ทางการเมืองก็ทำให้คนเหล่านี้เพลี่ยงพล้ำ และตกอยู่ในสถานการณ์ยืนอยู่บนทางหลายแพร่งที่ในทางการเมืองแล้ว เมื่อเลือกทำสิ่งหนึ่งที่คิดว่าดีก็อาจจะกระทบอีกสิ่งหนึ่งไปโดยปริยาย ซึ่งน่าคิดว่าซีรีส์ก็ไม่ได้มองโลกแบบอุดมคติสีชมพูเกินไป แต่ได้ใส่ข้อสังเกตเอาไว้ตลอดทางกับคนดูด้วยเกี่ยวกับแนวคิดการเมืองคือการบาลานซ์ดุลอำนาจจนบางเรื่องก็ต้องรู้จักที่จะประนีประนอมกับทุกกลุ่มให้ได้มากกว่าจะพุ่งชนเพื่อไปสู่เป้าหมายแต่เพียงอย่างเดียว

ตัวซีรีส์นั้นเสียดสีกันตลอดเรื่อง และดูเกินจริงในบางสถานการณ์ แต่กลับดูสนุกน่าติดตาม เพราะมีความขื่นขำบางอย่างของประเด็นการเมืองที่ผู้คนรู้สึกตรงกัน แม้แต่คนดูต่างชาติต่างภาษาก็เข้าใจในบริบทการเมืองเดียวกันได้ เพราะขึ้นชื่อว่าการเมืองมันก็มีอะไรคล้ายๆ กันอยู่ทั่วโลก ซึ่งซีรีส์ตีแสกเข้าไปเล่าอย่างตลกร้ายกับทุกประเด็นที่ผู้คนมักจะตั้งคำถามกับนักการเมือง ระบบการเมือง ระบบราชการ บทบาทของสื่อมวลชน และก็พยายามทำออกมาในอีกมุมหนึ่งว่า หากมีผู้นำในอุดมคติโผล่ขึ้นมาให้เห็นตรงหน้าแล้ว แม้เขาจะอ่อนหัดในเกมการเมือง แต่การมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองจะทำให้เขาพาประเทศไปได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบจะทำให้เราเห็นว่าไม่ง่ายเลย และยากมากกับการสู้กับรูปแบบการเมืองที่สร้างรากเหง้าวัฒนธรรมเป็นพิษสืบต่อกันมา
เล่ามาอย่างนี้อาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่ชวนฝันโรแมนติไซซ์ในทางการเมือง แต่บอกได้เลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ไปไกลกว่านั้นมาก มีความลึกของเรื่องราวและบท โดยเฉพาะบทสนทนาจิกกัด สถานการณ์ที่ประธานาธิบดีมือใหม่ต้องเผชิญ คนรายล้อมที่มีทั้งคนซื่อตรง อสรพิษ สายแทงข้างหลัง หน้าไหว้หลังหลอก ฯลฯ สะท้อนความจริงของโลกการเมืองที่ซีรีส์ทำออกมาได้ดี ผสมกับการใส่ความเฮฮาแบบซิตคอมเข้าไปด้วยทำให้เรื่องไม่ตึงเครียดแต่กลับมีอรรถรส ถือเป็นละครเสียดสีการเมืองที่ไม่ควรพลาด

อย่างที่หลายคนรู้ว่าหลังจากซีรีส์เรื่องนี้ออกฉายไปได้ 3 ปี เซเลนสกีก็ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสังกัดพรรคที่มีชื่อเดียวกับซีรีส์ Servant of the People และชนะเลือกตั้งในปี 2019 แบบที่คะแนนสูงถึง 73% และวันนี้เขาก็กำลังเผชิญความท้าทายในโลกจริงกับการกอบกู้ประเทศยูเครนจากการเข้าโจมตีของรัสเซีย
กล่าวโดยสรุปซีรีส์ “Servant of the People” คือภาพฝัน และความหวังของประชาชนที่เราก็หวังจะมีผู้นำทางการเมืองที่คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมจริงๆ และแสดงออกมาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมด้วยสิ่งละอันพันละน้อย และความตั้งใจดีที่สัมผัสได้ว่าอยากจะมาทำงานรับใช้ประชาชนไม่ใช่พูดแค่ตอนขอคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งซีรีส์ก็เข้ามาทำหน้าที่สื่อกลางบอกเล่าความรู้สึกของประชาชนออกมาได้อย่างดี
ติสตู
(ภาพประกอบ Youtube Video / Netflix / Internet)

