พลอย ชิดจันทร์ เผยความลับทั้งน้ำตา ที่กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย

3.06.22 | 07:00 น.

 

ใครๆ ต่างอิจฉาอยากมีชีวิตแบบ พลอย ชิดจันทร์ เพอร์เฟคไปทุกเรื่องโดยมีสามีนักธุรกิจชาวฮ่องกง และลูกๆ ที่น่ารักทั้ง 4 คน อีกทั้งยังเป็นดาวติ๊กต็อกที่สร้างกระแสไวรัลดัง “ฉันเป็นประธานบริษัท” แต่เบื้องหลังนั้นไม่ง่าย ล่าสุดเธอได้เปิดใจในรายการ WOODY INTERVIEW ถึงชีวิตที่กว่าจะเป็นพลอย ชิดจันทร์ได้นั้นแสนลำบากและไม่เคยเล่าที่ไหนมาก่อน โดยเธอเล่าว่า

“เป็นเด็กเชียงใหม่คนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าวงการ เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย หลายคนก็จะคิดว่าทำไมพลอยต้องขยันขนาดนี้ ทำไมบ้างานจัง ทำงานเยอะ เหมือนเราได้ปลูกฝังมาตั้งแต่เล็กๆ เริ่มทำงานมาจากได้ค่าตัว 300-500 บาท พอได้ทำงานได้หาเงินเอง มันคือความภาคภูมิใจ อยู่เชียงใหม่ก็ต้องมาทำงานกรุงเทพฯ”

เธอเล่าต่อว่าเริ่มตั้งแต่มาประกวดดัชชี่ โดยนั่งรถทัวร์มาจนได้ทำงาน จากค่าตัวหลักร้อยจนมาหลักพัน

“ไปถ่ายรายการเป็นเด็กอายุ 16 ที่ต้องมาทำงานกรุงเทพฯ ตื่นแต่เช้านั่งรถเมล์ต่อรถตู้ คือสมัยก่อนมันลำบากมาก่อน เลยทำให้เราขยันเมื่อก่อนเราเดินจนรองเท้าขาด แต่พอมานึกถึงชีวิตที่เราผ่านมา ไม่ได้สวยงามหรือไม่ได้เป็นอะไรที่มันง่ายเหมือนที่ทุกคนเข้าใจ

Advertisement

ซึ่งเธอเล่าว่าต้องลำบากนั่งรถเมล์ เดินเท้าไปที่ช่อง 3 เพื่อแคสต์งานพร้อมกับรองเท้าที่ขาดจริงๆ พลอยบอกว่าพอได้มาแชร์เรื่องราวก็ทำให้คิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้น

“เราก็อยากจะรับผิดชอบงานของเรา ถึงแม้มันจะเหนื่อยยากแต่พลอยก็รู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่เราได้ทำ มันก็เป็นอะไรที่หล่อหลอมให้เป็นเราในแบบทุกวันนี้ (ร้องไห้) พอได้แชร์ได้คิดถึงโมเมนต์นั้นว่าเราเคยผ่านอะไรมา คนอาจจะคิดว่าอาชีพ พลอย ชิดจันทร์ ดูมีความสุขชีวิตดี แต่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วหนูเป็นยังไง

ปัจจุบันเธอมีชีวิตที่หลายคนอิจฉา เรียกว่าสมบูรณ์ไปหมดทั้งงานและครอบครัว รวมถึงสามีที่เทคแคร์ดีมาตลอด เธอมองว่า

“มันคือความเข้าใจกัน และใส่ใจในกันและกัน เราก็ซัพพอร์ตเขาอยากจะทำให้คนที่เรารักมีความสุข รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คุยกันหรือเข้าใจกัน ก็จะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราควรให้กำลังใจเขา ควรซัพพอร์ต”

รวมถึงความสม่ำเสมอและความมั่นคงที่ทำให้พลอยประทับใจในตัวของสามีด้วย

“เรารู้สึกว่าเขาจะไม่ทำให้เราเสียใจ เขารักเรา อาจจะไม่ต้องทำอะไรให้ สิ่งที่ทำบางทีการกระทำดูเขาเป็นคนแข็งๆ พูดเสียงดังโหวกเหวก คนอื่นมองอาจจะรู้สึกว่าทำไมดูใจร้ายกับเรา บางทีคุยเรื่องงานบางทีก็ดุก็ว่า แต่มันมีความรู้สึกลึกๆ ที่รู้ว่าเขารักเราและหวังดี ไม่ทำให้เสียใจ มันเป็นความรู้สึกที่สัมผัสได้มากกว่า”