เรียกว่าถ้าเอ่ยชื่อ ตงตง กฤษกร กนกธร ในตอนนี้ ใครหลายคนก็ต้องนึกถึง เบสท์ รักษ์วนีย์ คำสิงห์ สาวสวยผู้เป็นหวานใจไปพร้อมๆ กันอย่างแน่นอน ด้วยนอกจากตอนนี้ผลงานที่ทั้งคู่แสดงด้วยกันอย่าง กู้ภัยหัวใจสู้ กำลังออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.00 น. ทางช่องวัน31 แล้ว ความคลั่งรักของทั้งคู่ก็ยังเป็นที่พูดถึงไม่น้อย
กับเรื่องนี้เมื่อถามตงตง แบบตรงๆ ถึงความคลั่งรักว่าใครมากกว่ากัน เจ้าตัวก็หัวเราะร่วนก่อนยอมรับว่า
“คงเป็นผมครับ ได้ฉายานี้มานานแล้ว”
ก็เลยทำให้เลเวลความหวานนั้นไม่มีแผ่ว ไม่ว่าจะเทศกาลไหนก็จะได้เห็นการทำเซอร์ไพรส์แบบสุดอลังการ ทำเอาหลายคนลุ้นว่าครั้งต่อไปจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมหรือไม่
แต่กระนั้น ตงตงก็รีบเบรก “ผมไม่อยากให้คิดแบบนี้ครับ”
แม้ว่าที่ผ่านมาจะเห็นว่าเก็บเรียบทุกเทศกาล แต่ความเป็นจริงแล้ว “ผมไม่ได้มานั่งกางปฏิทินแล้วเขียนว่าสงกรานต์ทำอันนี้ วาเลนไทน์ทำอันนี้นะ มันไม่ใช่”
“ผมทำ ณ เวลานั้น ที่รู้สึกแบบนั้น ฟีลนั้น เป็นสิ่งที่เราอยากทำ มีความคิดนั้นมากกว่า ไม่ได้อยากให้คิดว่ามันจะใหญ่ ไม่ใหญ่”
“ผมทำตามหัวใจตัวเอง”
เพราะมีเป้าหมายหลัก คือ “ทำให้เขามีความสุข”
และหากใครจะมองไปในแง่ลบ เขาก็ไม่ว่า แต่แค่อยากถามกลับว่า “ถ้าแฟนของคุณทำให้คุณแบบนั้น จะมีความสุขไหม?”

กับการที่เป็นพระเอกดาวรุ่ง เรื่องงานกำลังเปรี้ยง กระแสกำลังมา ที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีคนในสถานะเดียวกับเขาได้รับคำแนะนำว่า ไม่อยากให้เปิดตัวเรื่องความรักนัด ซึ่งตงตงยอมรับว่าเขาเองก็ได้ยินมาเช่นกัน แต่ก็ตัดสินใจที่จะซื่อตรงกับความรู้สึก
“ชอบก็บอกว่าชอบ รักก็บอกว่ารัก”
“ผมทำแบบนั้น เพราะผมรู้สึกว่าผมตั้งเป้าหมายว่าจะจีบน้อง ผมชอบเขา ไม่อยากที่จะรักน้อง แต่ไปตอบว่าโอ้ย…พี่น้องกัน เป็นเพื่อนร่วมงาน แต่สุดท้ายแล้วถ้าในชีวิตประจำวัน ผมออกไปข้างนอก นัดน้องเบสท์ไปกินข้าว ไปดูหนัง เดินจับมือกัน กอดกัน แล้วคนมาเห็นก็จะว่าไหนบอกว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นพี่น้องกันมาทำแบบนี้ มันก็จะมาเป็นแบบนี้อีก”
“ผมเลยรู้สึกว่าเรารู้สึกอะไรก็พูดไปเลย ไม่จำเป็นต้องมาปิดบัง จะไปโกหกทำไม เอาความจริงใจของเราดีกว่า”
“คนจะรักผมได้ ผมอยากให้รักในสิ่งที่ผมเป็น รักในตัวตนของผม รักในตัวตนของน้อง”
“รักผม คือผมมีเบสท์ ผมเป็นแฟนกับเบสท์ ก็อยากให้รักเบสท์ด้วย รักครอบครัวคำสิงห์แฟมิลี่ด้วย”
และความจริงใจนี้ก็ทำให้ ตงตงเข้านอกออกในบ้านคำสิงห์ได้แบบไฟเขียวผ่านตลอด แต่กลับกันยังไม่มีภาพของสาวเบสท์พบปะครอบครัวของฝ่ายชายเลย
เรื่องนี้ตงตงบอกว่า เขาตั้งใจไว้แล้วว่ามีเวลาว่างเมื่อไหร่จะพาแฟนสาวเข้าไปพบแม่อย่างแน่นอน
“แม่ก็แฮปปี้ มีความสุข ถ้าเราคบกัน รักกัน แล้วมีความสุข เพราะแม่รู้สึกว่าปล่อยผมมาระดับหนึ่งแล้ว คือจริงๆ แม่ห่วงผมมาก ห่วงและหวงมากด้วย ผมไม่เคยพาผู้หญิงหรือพาใครไปแนะนำให้แม่รู้จัก”
“นี่คือคนแรก ที่คิดว่าจะพาเขาไปครับ”

ก่อนหน้าจะเป็นตงตงที่เรารู้จักในวันนี้ ชายหนุ่มวัย 26 ปี เล่าว่า ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เขาเคยเกเรหนัก ภาพชีวิตที่คิดฝันไว้ว่าจะเป็นหมอเหมือนสมาชิกส่วนใหญ่ในครอบครัวเลยผกผัน
เพราะจากการตั้งใจเรียนตั้งแต่เด็ก ได้เกรดไม่เคยต่ำกว่า 3.8 พอถึง ม.4 เทอม 2 กลับกลายเป็นคนติดเพื่อน ติดเที่ยวหนัก
ที่ตั้งใจเรียน ก็ไม่ตั้งใจ เงินที่แม่ให้ไปเรียนพิเศษ ก็เอาไปใช้อย่างอื่น
ตอนที่โดนแม่จับได้ และตำหนิ ตงตงบอกว่าตอนนั้นเขาเองก็รู้สึกเสียใจ แต่ยังไม่มากเท่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันรวมญาติ
“วันนั้นอากงไล่ถามแต่ละบ้านเลยว่าเป็นยังไง”
ครั้นรู้พฤติกรรมของเขา แม่กลายเป็นผู้ที่โดนตำหนิหนัก ตั้งแต่นั้นเขาเลยตระหนัก และตัดสินใจขอเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในกรุงเทพฯ ตอนนั้นตงตงซึ่งมีพื้นเพอยู่ที่จังหวัดมหาสารคามยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเข้ากรุงแล้วจะทำอะไร
“รู้แค่อยากเปลี่ยนตัวเองใหม่ เพราะถ้าอยู่ที่มหาสารคามต่อไป ชีวิตก็จะวนลูปในวงจรเดิมๆ”
ใช้เวลาคุยกับที่บ้านอยู่นาน อ้างเหตุผลอยู่หลายครั้ง แต่ทุกคนก็เป็นห่วง กลัวว่าถ้าไปอยู่ไกลตา อาจจะเกเรหนักกว่าเดิม กระทั่งเขาพูดว่า “ผมอยากทำให้แม่และทุกคนเห็น ว่าถึงไม่ได้เป็นหมอ แต่ผมจะสามารถดูแลแม่ได้เหมือนกัน”
“พอพูดประโยคนี้แม่ร้องไห้ แล้วตัดสินใจพาผมเข้ากรุงเทพฯด้วยตัวเอง”
คิดถึงตอนนั้นแล้ว ตงตงก็ว่าการใช้ชีวิตในเมืองหลวงช่วงแรกลำบากมาก โดยเฉพาะเรื่องการต้องปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตยู่คนเดียว

ส่วนการเข้าเดอะสตาร์ 12 เขาก็ว่าแรกๆ คิดเพียงเพื่อหาประสบการณ์สนุกๆ แต่กลับไปได้ไกลถึงรอบ 8 คนสุดท้าย
“ตอนนั้นผมเครียดนะ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม”
เหตุเพราะโดยพื้นฐานไม่ใช่คนชอบการร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นแทนที่จะดีใจตอนเข้ารอบลึก ก็กลับกลายเป็นความรู้สึกกลัว
“ผมไม่เคยขึ้นเวทีใหญ่ขนาดนี้ ไม่เคยเจอคนเยอะแยะมากมาย อยู่บนเวทีถ่ายทอดสด มีคนดูในฮอลล์อีก เจอคนเก่งๆ อีก แรกๆ เลยไม่มีความสุข”
กระทั่งได้เจอพี่ๆ ที่ดี คนแวดล้อมที่ดีนั่นแหละ ที่ทำให้อยากฝึก อยากทำทุกอย่าง
เขายังเล่าถึง ‘โอกาสแรก’ หลังจากออกจากบ้านเดอะสตาร์ ว่าคือ การได้เล่นซิตคอม ‘บางรักซอย 9/1’ ซึ่งแม้จะรู้ว่าเป็นโอกาสทอง ที่ต้องทำให้ดีที่สุด แต่ด้วยความยากที่เจอ ก็ทำให้เด็กใหม่อย่างเขาไม่มีความสุขอีกเช่นกัน
พักใหญ่นั่นแหละ กว่าอะไรๆ จะเริ่มดีขึ้น แต่อ้าว, จู่ๆ ก็มีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับซะงั้น
เจออย่างนี้ ตงตงก็ถึงกับไปขอร้อง กิ๊ก พงษ์ศักดิ์ ฉิมเจริญ ด้วยน้ำตา ขอเขาว่าอย่าย้าย ให้เหตุผลตรงๆ เลยว่ากลัว และไม่อยากไปเริ่มใหม่
“ผมเริ่มจากเขา รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นได้เพราะเขา”

หากก็ไม่เป็นผล
“พี่เขาบอกว่า ที่เขากล้าไป เพราะเห็นตงเก่งขึ้น โตขึ้น เขาปล่อยได้แล้ว”
และเพราะประโยคนั้นนั่นแหละ ที่ทำให้เขาฮึด จากนั้นก็ตั้งธงใหม่ให้ตัวเอง ว่าถ้าวันหนึ่งมีโอกาสได้กลับมาร่วมงานอีกครั้ง เขาจะแสดงเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ห่าง ที่ไม่ได้ร่วมงานกัน เขาพยายามพัฒนาตัวเองมาตลอด
และเมื่อวันนั้นมาถึง “พี่เขาก็บอกกับผมว่า เด็กคนนั้นที่พี่เคยเห็น ตอนนี้เก่งขึ้นมาก”
“น้ำตาไหลเลย” ตงตงเล่าด้วยรอยยิ้ม
กับ 6 ปีที่ผ่านมา ตงตงบอกว่า รวมๆ แล้วเขาแฮปปี้กับชีวิตและการงาน
ขณะเดียวกันก็ยังมีความสุขที่ทำให้แม่ยิ้มได้
“ทุกวันนี้แม่ได้ดูละครที่ผมเล่น คือผมแทบไม่ได้กลับบ้าน นานๆ จะได้เจอกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้แม่ยิ้มได้ คือการได้ดูผมผ่านหน้าจอทีวี”
ด้วยเหตุนี้เวลารับงานละครเรื่องไหน เขาจึงตั้งมั่นที่จะทำให้เต็มที่ แสดงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้แม่ ซึ่งเป็น ‘แฟนคลับนัมเบอร์วัน’ ดูไป และก็ยิ้มชื่นใจไปพร้อมๆ กัน


