เบสท์ รักษ์วนีย์ กับความพยายามจะพิสูจน์ ‘ถึงตอนนั้นเขาก็คงเข้าใจ’
….
เริ่มต้นจากการเป็นยูทูบเบอร์ จากนั้น เบสท์ รักษ์วนีย์ ลูกสาวของ สมรักษ์ คำสิงห์ ก็ก้าวเข้ามาเป็นนางเอกละคร แสดง ‘กู้ภัยหัวใจสู้’ ให้เราๆ ได้ดูกันทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 19.00 น. ทางช่องวัน 31
ละครซึ่งมีกระแสให้ใครๆ พูดถึง ตั้งแต่ยังไม่เริ่มออนแอร์ เพราะอยู่ๆ พระเอกของเรื่อง คือ ตงตง กฤษกร กนกธร ก็ประกาศว่าเขากำลังคบหาดูใจกับเธออยู่
เรื่องความรักนอกจอของทั้งคู่ เบสท์บอกว่าเริ่มต้นหลังจากร่วมงาน ถ่ายทำละครเรื่องดังกล่าวได้ราว 2 เดือนเศษ แล้ว “พี่เขาก็เริ่มไลน์มา”
เล่าไปยิ้มไปว่า แรกๆ เขาก็พูดคุยสอบถามเรื่องทั่วไป แต่เธอก็แอบสงสัย เพราะอย่างไรเสียพรุ่งนี้ก็ต้องเจอกันในกองถ่ายอยู่แล้ว
จากนั้นคนโสดที่ไม่อยากคิดไปเอง ก็ตัดสินใจถามไปตรงๆ ว่า “ทักมาทำไม มาคุยแบบนี้ เพราะอะไร”
และก็ได้คำตอบตรงๆ กลับมา “เขาบอกว่าเขาชอบ พี่จะจีบหนูจริงจัง”
ฟังแล้ว เบสท์บอกเลยว่า อยู่ในอาการ ‘ตั้งตัวไม่ทัน’
“ก็บอกให้คุยกันไปก่อน เพราะว่าตั้งตัวไม่ทัน ยังไม่รับปากว่าจะชอบกลับ หรือว่าจะรักเขา”
“เขาก็โอเค”

จากนั้นเหล่าคนหลังบ้านของเบสท์ก็เริ่มงานก็ทำงาน โดยเพื่อนๆ ซึ่งเป็นผู้กว้างขวางในแวดวงนักศึกษารับหน้าที่นักสืบ เช็กว่าฝ่ายชายมีแฟนหรือคุยกับใครอยู่หรือไม่
“เช็กทุก ม. เพราะเขาก็ชื่อเสียงเลื่องลือ” เบสท์เล่าพลางหัวเราะ
และพอทราบผลว่า ไม่มี ถึงโอเค เริ่มคุยกันด้วยความตั้งใจให้ค่อยเป็นค่อยไป
แต่แล้วเพียง 2 อาทิตย์ผ่านไป ฝ่ายชายก็ประกาศเปรี้ยงว่า ศึกษาดูใจกับเธออยู่
ตกใจสิคะ-คือความรู้สึกของสาวเจ้า เพราะคำว่าศึกษาดูใจที่คนทั่วไปเข้าใจคือการเป็นแฟนกัน
“แต่เขายังไม่ได้ขอเราไง”
แถมใจเธอจริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปิด ด้วยกังวลว่าหากเปิดไป ความรักที่น่าจะเป็นเรื่องของคนสองคนจะกลายเป็นเรื่องสาธารณะ และหากวันหนึ่งเกิดเลิกรา ไปกันไม่ได้มา ปัญหาจะเกิด
“จะมีคนที่ 3, 4, 5 คนเป็นร้อยคนมาแสดงความคิดเห็น ก็คิดว่าเราจะรับได้ไหม”
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความจริงใจ ความชัดเจน (มาก) ที่อีกฝ่ายมีให้ ก็รู้สึกดีใจ ขณะเดียวกันก็ทำให้ระดับความชอบเขาเพิ่มขึ้นด้วย
ส่วนการต้องเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนร่วมงานมาเป็นแฟน เบสท์บอกว่าไม่มีผลอะไรใดๆ ในเรื่องการทำงาน
“ไม่ได้เขิน”
“แม้ว่าตอนนั้นจะฟุ้ง คลั่งรักมาก แต่พอแอ๊กชั่นต้องเกลียดเขา ร้องไห้ใส่เขา ก็ทำได้ บทกุ๊กกิ๊กก็ไม่เขิน เล่นตามผู้กำกับสั่ง ไม่ได้มาคิดว่าเราเป็นแฟนกัน” เบสท์ว่า

กับความรักที่ต้องจับมือกันก้าวผ่านคำวิจารณ์ต่างๆ นานา โดนเฉพาะเรื่อง ‘ความเหมาะสม’ เบสท์บอกเอาจริงๆ บางเรื่องเธอก็ไม่เข้าใจ
“คือเราไม่ได้จีบเขาก่อน แต่เราโดนว่า ว่าไม่เหมาะสม ก็งง ว่าไม่เหมาะสมยังไง”
หมายถึงความหล่อและความสวยเหรอ? เธอสงสัย
และถ้าหมายถึงเรื่องนั้น ก็ใช่ เบสท์ยอมรับว่าอาจจะเทียบกันไม่ได้จริง แต่การคบหามันมีมากกว่านั้น
“เรารักกันค่ะ” เบสท์บอก แล้วว่าถ้าเธอกับเขาเป็นคนทำงานอาชีพอื่นๆ ทั่วไป อาจจะไม่ถูกจับจ้อง พร้อมกับไม่โดนตัดสินในเรื่องนี้
แต่พอไม่ใช่-พอโดน “คำนี้ก็ทำให้เราเจ็บเหมือนกัน แล้วมันบั่นทอน”
ด้วยก่อนหน้านี้ ตอนที่คนรู้จักว่าเธอเป็นลูกสาวของสมรักษ์ คำสิงห์ สิ่งที่ได้ยินมักจะมีแต่ ‘คำชม’ ชมว่าน่ารัก เก่ง แต่พอเพิ่มสถานะ ‘แฟนตงตง’ กลับแตกต่าง
เรื่องคำติ คำว่า คำวิจารณ์ เบสท์บอกว่า ไม่ใช่เรื่องที่เธอรับไม่ได้ เพียงแต่เสียดายที่คำต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องการทำงาน หรือฝีมือการแสดง แต่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของเธอกับเขา
“พูดกับพี่ตงตงว่า หรือเราจะไม่คบกันไหม แล้วก็ร้องไห้” เบสท์เล่า
“พี่ตงก็เหมือนทำอะไรไม่ถูก เพราะเขาก็ไม่ได้ทำผิด แล้วไม่รู้จะทำยังไงให้หนูไม่โดน เขาก็บอกให้อดทนไปก่อน ให้สู้ไปก่อน ยังไม่อยากเลิกกัน”
จากนั้นก็ใช้ความเข้าใจ ความอดทน จนมาถึงจุดนี้
“เราต้องประคองให้คบกันไปได้นานที่สุด อยากคบกันไปนานๆ เท่าที่จะทำได้ คุยกับพี่ตงว่าถึงตอนนี้เราจะโดนด่า แต่ถ้าเราคบกัน ฝ่าฟันผ่านไปได้ 6 ปี 10 ปี ใครจะมาด่าเรา”
“ถึงตอนนั้นเขาก็คงเข้าใจแล้ว ว่าเรารักกันจริง”
ลูกสาวสมรักษ์ คำสิงห์
“ไม่ได้รู้สึกเป็นเรื่องกดดัน ไม่เคยเสียใจ ไม่เคยเสียดาย”
“รู้สึกว่าดีที่เกิดมาเป็นลูกสมรักษ์ คำสิงห์”
“ถามว่าเหนื่อยไหมที่พอโตมาต้องสู้เพื่อพ่อ ไม่เหนื่อยค่ะ มองว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าเราหาเงินมาได้ แล้วไม่เอาให้พ่อแม่ จะเอาให้ใคร”
การต้องขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย เบสท์ที่ปัจจุบันอายุ 22 ปี ยอมรับว่าเคยคิดเหมือนกันว่าเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป
“คือเราไม่ได้ไปใช้ชีวิตแบบเพื่อน ก็เสียดาย บางทีอยากไปเที่ยว อยากทำอะไรแบบที่วัยรุ่นทำ ก็ไม่ได้ เพราะต้องทำงานหาสตางค์ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ทุกอย่างรับผิดชอบหมด”
แต่มองในอีกมุม ก็มีความโชคดีแฝงอยู่
“คือเราสตาร์ตเร็ว มีเงินเก็บมากกว่าคนอื่น เพราะหาได้ตั้งแต่เด็ก โชคดีนะที่มีเงินขนาดนี้ในอายุเท่านี้”
เรื่องหนี้ของพ่อ เบสท์บอกว่ายังมีเหลืออยู่บ้าง เพราะสมรักษ์ตั้งใจจะรับผิดชอบเองเท่าที่จะทำได้
ส่วนเธอนั้นก็ตั้งใจจะสนับสนุนและช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้เช่นกัน


