ปุ๊ย ผอูน เล่าละครไทยที่เปลี่ยนไป การเอาชนะกันของผู้หญิง ที่ ‘ผู้ชาย’ ไม่ใช่คำตอบ

ปุ๊ย ผอูน เล่าละครไทยที่เปลี่ยนไป การเอาชนะกันของผู้หญิง ที่ ‘ผู้ชาย’ ไม่ใช่คำตอบ

จาก ‘มาลัยสามชาย’, ‘สายรักสายสวาท’, ‘ภาตุฆาต’ งานแนวพีเรียดดราม่า ผลงานระยะหลังๆ ที่แฟนๆ คุ้นชิน ตอนนี้ ปุ๊ย ผอูน จันทรศิริ ขอพลิกไปจับแนวปัจจุบัน ทันสมัย นำ เน๋ง ศรัณย์ นราประเสริฐกุล กับ ฿บี น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์ มาแสดงใน ‘My Queen รักสุดท้ายยัยจอมเหวี่ยง’

กับเรื่องนี้ที่ฟังจากชื่อ หลายคนคงคาดว่าน่าจะออกแนวโรแมนติกจ๋า คอมมิดี้เฮฮา แต่เอาเข้าจริงคนทำบอกมีทั้งหวาน ทั้งตลก ทั้งซีเรียส และทั้งน่ากลัว

“หลายรสมาก”

ผอูนซึ่งเริ่มต้นมาจากละครแนวโรแมนติกคอมเมดี้ ไม่ว่าจะเป็น ‘แอบเก็บใจไว้ใกล้เธอ’ หรือ ‘ทายาทคุณหญิง’ ก่อนจะเจอทางถนัดคือสายดราม่า บอกว่า ก่อนหน้านี้รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ถนัดงานแนวพีเรียด แต่พอ “ได้ทำพีเรียดเรื่องนึง มันก็ทำต่อๆ มา”

“กลายเป็นว่าถ้าทำพีเรียดต้องให้เราทำ” เล่าพลางหัวเราะ

ครั้นได้กลับมาทำงาน ‘ทันสมัย’ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความรักต่างวัยของพระ-นางที่อายุห่างกันถึง 12 ปี ในเรื่องนี้ที่กำลังออกอากาศทุกวันจันทร์และอังคาร เวลา 20.20 น. ทางช่องวัน 31 ก็ ‘สนุกดี’ ผอูนบอก

ขณะเดียวกันยังรู้สึกด้วยว่า นี่เป็นงานที่เหมาะมากสำหรับผู้ชมในปัจจุบัน ด้วยงานที่แนวพาฝันอย่างนี้ น่าจะช่วยให้ได้ผ่อนคลายจากความตึงเครียดที่พบในชีวิตจริง

“มันตอบโจทย์” ผอูนเชื่ออย่างนั้น

ขณะเดียวกันยัง “เชื่อว่ามีผู้หญิงหลายคนเป็นแบบนี้”

แบบ ‘แป๊ด’ ตัวละครในเรื่อง ที่ชีวิตมีแต่ทำงานๆๆ “แล้ววันหนึ่งก็มีเรื่องชุ่มชื่นหัวใจ”

ความรักระหว่างหญิงอายุเยอะ กับชายอ่อนวัย ผอูนบอกว่า เป็นเนื้อหาที่สามารถสร้างกำลังใจได้เป็นอย่างนี้ เป็นการแสดงให้ทุกคนรู้ว่าความรักดีๆ ยังมีอยู่ อย่าเพิ่งสิ้นหวัง และอย่าได้ปิดโอกาสของตัวเอง

“สิ่งที่อยากบอกคือความรักมันไม่มีวัย ไม่มีเพศ ไม่มีขอบเขตอะไรทั้งนั้น”

ผอูนยังเล่าอีกว่า ตอนที่ทีมตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ละครเรื่อง ‘My Queen’ จากไต้หวันมารีเมก พวกเธอยังไม่ได้ยินข่าวว่าจะมีคนทำละครแนวนี้ แต่ไปๆ มาๆ ขณะที่กำลังถ่ายอยู่ กลายเป็นว่า อ้าว ค่ายนั้นก็ทำ ช่องโน้นก็มี

“ด้วยเวลา ด้วยอะไรต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าทำไมคิดตรงกันจังเลย ตายแล้วๆ ทำไงดี ทีนี้มันก็อยู่ที่ว่าใครออนก่อนชนะ”

และเธอก็ต้องมาออนทีหลัง!

“กดดันอยู่แล้ว” เธอบอกตรงๆ

“แต่เรารู้สึกว่าแต่ละเรื่องก็มีทางของตัวเอง”

พร้อมกันนั้น “ก็ต้องทำให้ดีที่สุด”

ก็เหมือนละครแนวชิงรักหักสวาทแหละ ที่มีเยอะแยะไปหมด แต่ผลก็ออกมาให้เห็นชัดเจนตลอดว่า “เรื่องที่ดีจะอยู่รอดได้”

สุดท้ายคือผู้ชมจะเป็นคนตัดสิน

กับบทบาทคนทำงานเบื้องหลัง เป็นผู้กำกับที่หลายคนมองว่าเป็น ‘เจ๊ดัน’ เพราะปั้นนักแสดงหน้าใหม่ให้เกิดมาแล้วหลายคน จนมีการแซวๆ ว่ารายไหนผ่านมือปุ๊ย ผอูนไปจะดังแน่นอน เจ้าตัวบอกทันที ‘ไม่ถึงขนาดนั้น’

แต่ที่แน่ๆ ที่ยืนยันได้ คือ “การปั้นเด็ก โคตรสนุกเลย” เผยพลางยิ้มกว้าง

เพราะการได้ทำงานกับเด็กรุ่นใหม่ บ่อยครั้งจะได้พบอะไรๆ ที่ไม่ค่อยเห็น

“เด็กรุ่นใหม่เขาจะมีวิธีการแสดงแบบใหม่”

แบบที่ทำให้รู้สึกว่า “แจ๋วว่ะ”

“เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่ว่าเราให้ ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนดี ประเสริฐไปให้เขา แต่เราได้จากเขา”

ด้วยเหตุนี้ ขณะที่หลายคนเลือกไม่ทำงานกับคนใหม่ๆ ด้วยเหตุผลว่า “มันเหนื่อย” เธอก็เลือกที่จะทำ แล้วก็ค้นพบว่ามีบางอย่างที่เธอเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กๆ ดังกล่าว

‘หนึ่งในนั้น’ ที่พบ ก็ส่งผลเกิดความเปลี่ยนแปลงในวิธีทำงาน วิธีการที่กำกับ คือจากที่เคยพยายามให้นักแสดง แสดงในแบบที่ตนต้องการ ก็เปลี่ยนเป็นให้เขาได้แสดงในสิ่งที่เขาเตรียมมา

จากนั้นก็คุยกันว่า เธอเห็นอะไรในสิ่งที่เขาแสดงมา ขณะเดียวกันเขาเองเห็นในสิ่งเดียวกันหรือเปล่า

“และเขาจะไปในสิ่งที่เราเห็นเหมือนกันไหม ด้วยวิธีของเขาเอง”

“คือเราไม่เกี่ยงกระบวนการ แต่ปลายทางต้องเหมือนกัน”

การทำละครในยุคสมัยปัจจุบัน ที่ ‘ผู้ชมเปลี่ยนไป’ ผอูนยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก ต้องพิจารณาหลายๆ อย่างเพื่อให้งานออกมาแบบเหมาะสม โดนใจ และไม่ขัดกับความเชื่อของผู้ชม

ยกตัวอย่างเรื่อง ‘ดงดอกเหมย’ ซึ่งเล่าถึงครอบครัวคนจีนที่อยากมีลูกชาย และแม้จะพลาดหวังเพราะได้ลูกสาวมาแล้วถึง 7 นาง แต่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาจะมีอีก แบบนี้ถ้าจะทำก็น่าจะต้องนำเสนอในแนวละครพีเรียด

เพราะ “เราไม่เชื่อว่าคนจะยอมมีลูกถึง 8 คน เพื่อรอให้เป็นลูกชาย สำหรับยุคนี้”

“ยุคนี้ทุกคนมีแนวคิดเป็นของตัวเองในบริบทต่างๆ พอมาทำเป็นละคร เขาจะคิดว่าเชยอ่ะ เบื่ออ่ะ ไม่เชื่อ”

“แม้กระทั่งละครแย่งผัวแย่งเมีย ตอนนี้ก็ต้องเลี่ยงเป็นอย่างอื่น เพราะคนรุ่นใหม่เขารู้สึกว่าไม่เห็นต้องแย่งเลย หาใหม่ซิ แต่สิ่งเดียวที่เป็นพอยต์คือกูไม่ยอมแพ้มึง ไม่ใช่ว่าจะเอาผู้ชายมานะ มันคือการที่ผู้หญิง 2 คนไม่ยอมกันมากกว่า คนยุคนี้ชอบการเอาชนะกัน ผู้ชายไม่ใช่คำตอบ”

กับโจทย์ที่คนเริ่มชอบซีรีส์เกาหลีมากกว่าละครไทย เธอก็ว่าเอาเข้าจริงแทบทุกเรื่องที่ดูๆ กัน เส้นเรื่องก็คือ ‘ความรัก’

“แต่มันจะอยู่ในแพคเก็จห่อหุ้มแบบไหน”

“การขยันคิดพล็อตล้ำๆ เล่ายังไงไม่ซ้ำ” จึงเป็นคำตอบ

พร้อมกันนั้น ยังต้องทำให้เข้ากันได้กับรสนิยมคนดู อย่างสมัยนี้ถ้าเรื่องหนัก ก็เห็นได้ชัดว่าจะไม่ได้รับความสนใจ

“ต้องทำให้สนุก ไม่ต้องเครียดมาก เพราะด้วยยุคสมัย มันเครียดอยู่แล้ว”

ในวัย 60 ปี ผอูนบอกว่าเธอเริ่มคิดถึงการวางมือแล้วเหมือนกัน

“ด้วยวัย ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ก็คิดว่าพอไหม”

“กลัวเส้นเลือดแตก” คือเหตุผลที่ให้

หากแม้จะกลัว จะคิดวางมือ “แต่ลึกๆ แล้ว ขอยอมรับว่าการทำละครมันสนุก”

ดังนั้น แม้จะบ่นว่าเหนื่อย แต่ “ได้พักไม่ถึงเดือน อยากทำอีกแล้ว” คนทุ่มเท จริงจังกับงาน เล่าพลางหัวเราะ

ดังนั้น จึงเป็นไปได้มากว่า “คงทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างกายจะบอกเองว่าไม่ไหว”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon