เล่าเรื่องหนัง : As The Crow Flies ดั่งอีกาโผบิน

16.07.22 | 14:08 น.
เล่าเรื่องหนัง : As The Crow Flies ดั่งอีกาโผบิน

 


As The Crow Flies

ดั่งอีกาโผบิน

สัปดาห์นี้มาชวนคุยซีรีส์จากประเทศ “ตุรกี” หรือชื่อใหม่ “ทูร์เคีย” กัน กับซีรีส์เรื่อง “As The Crow Flies” ที่มีชื่อภาษาไทย “ดั่งอีกาโผบิน” ชื่อที่ชวนให้นึกถึงนิยายไทยๆ ซึ่งเอาเข้าจริงตัวเรื่องราว เนื้อหาก็มีความดูสนุกแบบละครหลังข่าวเลยทีเดียว หากดูแบบไม่คิดมากก็มีความเพลินระดับหนึ่ง ตัวละครหลักมีการวางคู่ขนานแบบนางเอก นางร้ายชัดเจน แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือการใส่มิติของคนทำงานวงการสื่อโทรทัศน์ที่ตัวบทเล่าเรื่องด้านมืดของธุรกิจนี้แบบจิกกัดตามสมควร

Advertisement

เรื่องราวโฟกัสไปที่สองตัวละครหลัก คือ “ลาเล” นักข่าวและพิธีกรข่าวหญิงชื่อดังในรายการข่าวระดับประเทศที่โด่งดังมีชื่อเสียงมานับสิบปี กับ “อัสลี” นักศึกษาสาขาสื่อสารมวลชนที่เพิ่งเรียนจบ โดยมี “ลาเล” เป็นไอดอลตั้งแต่ยังเด็ก แต่สุดท้ายกลายเป็นความเกลียดชังที่เธออยากจะมาแทนที่พิธีกรข่าวรุ่นใหญ่ โดยเรื่องราวเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยที่สื่อกระแสหลักอย่างทีวีถูกสั่นคลอนด้วยกระแสความนิยมของสื่อโซเชียลมีเดียเข้ามาแทนที่

ซีรีส์ใช้การเล่าแบบ เปรียบเปรยคาแร็กเตอร์ “นกตัวน้อย” (อัสลี) ที่ต้องการโค่น “ราชสีห์” (ลาเล) โดยเปรียบเปรยวงการข่าวทีวีเหมือนป่าใหญ่ที่มีทีมผู้บริหาร โปรดิวเซอร์ บรรณาธิการข่าว ผู้ประกาศข่าวยอดนิยมเป็นฝ่ายครองอำนาจในป่า ขณะที่ “อัสลี” เป็นเด็กใหม่อ่อนประสบการณ์ที่เพิ่งพ้นระยะเด็กฝึกงานได้เข้ามาทำงานในสถานีข่าวชื่อดัง และหวังหาทางลัดที่จะเติบโตประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ด้วยความหิวแสงที่ต้องการจะมีตัวตนขึ้นมา

ตัวซีรีส์เล่าโครงสร้างอำนาจของวงการข่าวทีวีได้น่าสนใจ ซึ่งวงการข่าวนั้นแม้ด้านหนึ่งคือการตอบสนองจิตวิญญาณของนักข่าวที่มีบทบาทหน้าที่ในฐานะสื่อสารมวลชน แต่เหรียญอีกด้านคือเรื่องของเรตติ้ง การสร้างคะแนนนิยม โมเดลทางธุรกิจ การหารายได้ การเจรจาต่อรองที่มีรายได้ค่าตัวเป็นเดิมพัน ซึ่งเรื่องราวพาร์ตนี้ก็เล่าได้น่าติดตาม และหลายมุมก็เป็นความจริงหลังฉาก

แต่ที่เนื้อเรื่องใน As The Crow Flies ไม่สมเหตุสมผลอย่างแรงคือ การวางบทแบบอิจฉาริษยาชนิดวางยาเบอร์แรงแบบโอเว่อร์ ไม่ต่างจากละครน้ำเน่าที่เขียนบทเกินพอดี เริ่มตั้งแต่การที่ “อัสลี” ค่อยๆ พาตัวเองไต่เต้าเข้ามามีบทบาทในสถานีข่าวได้แบบน่าพิศวงและง่ายดายเกินไปจนไม่น่าเชื่อว่ามันจะง่ายขนาดนั้น หรืออาจมองแบบบวกๆ ได้ว่า เพราะสังคมนี้ฉาบฉวยเกินไปจนทำให้มีคนที่ไม่ได้มีความสามารถจริง แต่หาช่องทางลัดเลาะ หลอกลวง ปั้นน้ำเป็นตัว ฉวยโอกาสเข้ามาได้ โดยเฉพาะการอาศัยโซเชียลมีเดียในการปล่อยข่าวลือ ข่าวปลอม ข้อมูลใส่ร้ายเพื่อสร้างกระแสตีข่าวโจมตีใครก็ได้

จากข้อด้อยของเรื่อง มาดูข้อดีที่ซีรีส์เรื่องนี้เลือกเล่ากันบ้าง ความที่เรื่องราวพูดถึงความแตกต่างระหว่างยุคสมัยของการทำสื่อดั้งเดิมกับสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งซีรีส์เทไปในแบบให้น้ำหนักกับสื่อดั้งเดิมและคนทำสื่อที่มีประสบการณ์อย่าง “ลาเล” ที่ไม่หลงไปกับกระแสข่าวฮิตที่ไวรัลบนโซเชียลมีเดียตราบใดที่ยังไม่มีแหล่งข่าวที่แน่นอนมาคอนเฟิร์มหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวให้แน่นอนก่อน

“ลาเล” ยึดหลักการว่าเธอจะไม่โหนกระแสเล่าข่าวหรือพูดประเด็นใดๆ ที่แม้จะเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลเพื่อเรียกเรตติ้งจนกว่าสื่อจะทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงมายืนยันข่าวบนโซเชียลได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สื่อปัจจุบันจะรายงานข่าวในสถานการณ์บทบาทเช่นนั้น ในเมื่อกระแสเรื่องราวบนโซเชียลได้ดึงให้องคาพยพสื่อส่วนใหญ่ต้องเร่งจังหวะความเร็ว ความโหน เฮละโลไปรายงานข่าวลือที่เป็นกระแสก่อนที่จะสามารถคอนเฟิร์มข่าวที่แน่นอนได้จนดูจะเป็นปกติของการรายงานข่าวยุคนี้

ขณะที่ตัวละคร “อัสลี” คือคนทำสื่อรุ่นใหม่ ที่อาจจะถูกเหมารวมว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใจร้อน มีไหวพริบปฏิภาณ ขณะเดียวกันก็มีเซนส์ที่ไวในการเชื่อมโยงมองประเด็นจากโซเชียลมีเดียและเสนอข่าวปั่นตามกระแสโซเชียลได้ทันสถานการณ์ และบางครั้งยังเปิดประเด็นขึ้นมาเองด้วยซ้ำ ด้วยคุณลักษณะการมีไหวพริบไว ทันโลกโซเชียลดูจะเป็นจุดแกร่งของคนทำสื่อที่ตอบสนองผู้อ่านยุคใหม่ เสียแต่ว่าไหวพริบนั้นก็อาจจะตกหลุมการปั่นข่าวสร้างข่าวปลอมขึ้นมาได้จะด้วยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

หนึ่งประโยคที่ “ลาเล” นักข่าวมากประสบการณ์สอนนักข่าวรุ่นน้องอย่าง “อัสลี” คือ วิถีของนักข่าวต้องวิ่งตามข่าวตามประเด็น ไม่ใช่ตาม “คนดัง” แต่ตลกร้ายคือ ความจริงของสื่อยุคนี้จะแค่ตามข่าวตามประเด็นก็ยังดูแข่งกันไม่พอ เพราะบางครั้งการโหนข่าวโหนกระแสจากคนดังก็ช่วยเพิ่มยอดชม ยอดเรตติ้ง เอนเกจเมนต์บนโซเชียลมีเดียอย่างปฏิเสธไม่ได้ คำพูดของ “ลาเล” จึงเป็นคำสอนที่เฉียบและยึดมั่นในอุดมการณ์การทำข่าว รายงานข่าว แต่กับยุคสมัยนี้แล้วก็ไม่เพียงพอต่อระดับการแข่งขันที่รุนแรงของวงการข่าวสารยุคใหม่

ภาพรวมของ “As The Crow Flies” ใครที่คิดว่าพล็อตเรื่องจะมีความขับเคี่ยวของผู้หญิงสองคนสองรุ่นเพื่อแย่งกันก้าวหน้าในอาชีพการงานก็อาจจะไม่ตรงใจนัก ตัวซีรีส์ดูจะพยายามยัดเยียดความต่างของคนสองรุ่นแบบค่อนข้างไม่สมเหตุสมผล และวางบทแบบเทพมาร มีนางเอก นางร้ายชัดเจนจนคนดูเดาเรื่องได้ง่าย

กระนั้นเมื่อเข้าใจได้ว่าซีรีส์จากตุรกีเรื่องนี้ มุ่งหวังตอบสนองความบันเทิงอรรถรสเน้นเมโลดราม่าแบบละครหลังข่าวจบในตัว คือเป็นลิมิเต็ดซีรีส์ที่ดูจบอวสานไม่ต้องมาให้คิดต่อหรือสร้างซีซั่นต่อไปได้ ก็ถือเป็นซีรีส์ที่ดูแก้เบื่อได้ มีความสนุก เพราะเน็ตฟลิกซ์ก็จัดให้ซีรีส์เรื่องนี้อยู่ในหมวดดูรวดเดียวจบได้ เพราะเนื้อเรื่องดูง่ายสบายๆ ใครไม่อยากดูอะไรเครียดๆ อยากผ่อนคลาย ไม่เน้นเหตุและผล และอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากซีรีส์ฝั่งเอเชีย อเมริกา ยุโรป สามารถลองกดชมกันได้

ติสตู
(ภาพประกอบ Youtube Video/Netflix)