พอร์ส Yes Indeed พร้อมทนายตั้ม แจงข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ยื่นหนังสือบอกเลิกค่ายเพลงแล้ว
หลังจากที่ค่าย EXP Entertainment ได้ออกมาได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่า พอร์ส นรากร อิสระวรางกูล นักร้องนำและกีตาร์ของวง Yes Indeed ที่กำลังโด่งดังในโลกโซเชียลตอนนี้นั้น มีสัญญาเป็นศิลปินในค่าย พร้อมจ่อฟ้อง ล่าสุด พอร์สและทนายตั้ง ษิทรา เบี้ยบังเกิด ได้ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงถึงสัญญาดังกล่าวที่ทำตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน มีระยะเวลา 3 ปี โดยมีความไม่เป็นธรรม
–ต้นสังกัด ‘พอร์ส’ Yes Indeed ประกาศเข้ม! จ้างงานผ่านบริษัทเท่านั้น หลังพบศิลปินดีลงานเอง
โดยทนายตั้มได้เปิดอินสตาแกรมของทางค่าย พร้อมเผยว่า ตั้งแต่ปี 2564 ที่พอร์สเซ็นสัญญากับค่ายจนถึงพฤษภาคมปี 2565 ไม่เคยมีรูปโปรโมตเลย จนพอร์สได้เดินทางไปเล่นดนตรีหลายๆ ที่แล้วเกิดโด่งดังขึ้นมา มีทำข่าวแก๊งมัธยมเปิดหมวก คนเริ่มสนใจ หลังจากวันที่ 3 มิถุนายน ค่ายเริ่มมีปฏิกิริยา มีการพูดถึง มีการแชร์ข่าวพอร์ส เริ่มบอกว่าพอร์สคือศิลปินของค่ายตัวเอง ทั้งที่คุณพ่อของพอร์สไปขอบอกเลิกหลายรอบแล้ว ทั้งเล่าว่า ก่อนหน้านี้มีศิลปินดังของทำเพลงให้พอร์สแต่ค่ายก็ปฏิเสธ แต่หลังจากนั้นกลับติดต่อกลับมาอยากได้เพลงมีการจ่ายเงินเรียบร้อย ซึ่งเรามีแชตการคุยกัน
ทั้งยังเผยว่า ทางค่ายทราบดีว่าคุณพ่อของพอร์สอยากเลิกสัญญาและมีการเข้าไปบอกปากเปล่าหลายครั้ง ด้วยเหตุที่ว่าค่ายไม่เคยส่งเสริม ไม่ต้องการที่จะปั้นพอร์สจริงๆ จนทางค่ายได้ปล่อยภาพพอร์สออกมา ซึ่งก็เป็นภาพเก่าที่ไปถ่ายไว้เมื่อปีที่แล้ว เอามาโปรโมตว่าเป็นศิลปินของทางค่าย และไม่ได้มีการเทรนอะไรน้องมาก่อนเลย รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ทางครอบครัวบอกว่าไม่เป็นความจริง แม้แต่ตอนที่ไปทำงานให้ค่ายไม่เคยมีการสนับสนุนด้านอุปกรณ์ดนตรี หรือเครื่องแต่งกายให้ มีเพียงแต่งหน้าทำผมให้ 2 ครั้ง แต่ได้มีการให้พอร์สและเพื่อนๆ ไปถ่ายสินค้าเพื่อแลกกับเงิน 1,000-1,500 บาทต่อวันต่อครั้งที่ไป

นอกจากนี้ ทนายตั้มยังเปิดเผยว่า สัญญาที่พอร์สเคยทำไว้ตอนยังเป็นผู้เยาว์และได้รับความยินยอมจากพ่อ แต่เมื่อดูสัญญานี้โดยละเอียดแล้ว ทางค่ายได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะไม่ได้ระบุถึงสิทธิประโยชน์ที่พอร์สจะได้ ไม่ได้ระบุถึงการจัดหางานหรือจ่ายเงินเมื่อใด แต่ทางกลับกันค่ายได้ประโยชน์จากพอร์สตั้งแต่วันที่เซ็นสัญญาเลย เข้าลักษณะของข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ปิดกั้นโอกาส ทำให้ยากลำบากในการรับงานเพื่อจะมีรายได้ พอร์สโด่งดังขึ้นมาจากตัวของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากการปั้นแต่งของค่าย การออกมาอ้างถึงสัญญา ตนเลยมองว่าเป็นการเอาเปรียบเด็กและมีเจตนามุ่งขอส่วนแบ่งจากรายได้พอร์สเป็นหลัก ทำให้พอร์สซึ่งเป็นผู้เยาว์เสื่อมเสีย เสียหาย ทางกฎหมายเรียกว่าเป็นอุปสรรคต่อการเจริญก้าวหน้าในอาชีพนักดนตรี เข้าลักษณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพานิชย์มาตรา 27 วรรค 3
โดยคุณพ่อที่เป็นตัวแทนโดยชอบธรรมสามารถบอกเลิกความยินยอมในกรณีที่ผู้เยาว์ทำสัญญาไปแล้วได้ และผมได้ทำหนังสือให้กับทางค่ายไปตั้งแต่เมื่อวันจันทร์แล้ว และทางค่ายได้รับหนังสือแล้ว หลังจากที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ไปแล้วก็หมดสิทธิที่จะมาอ้างสัญญาแล้ว และมีผลตั้งแต่วันที่เขาได้รับหนังสือ และประกาศไว้ว่าถ้าหลังจากวันนี้เป็นต้นไป ถ้าค่ายมีการแถลงข่าวหรือให้ข่าวในลักษณะที่ทำให้พอร์สหรือครอบครัวเสียหาย ทางเราจะดำเนินการทั้งทางแพ่งและอาญา
ทางด้าน นักร้องหนุ่ม พอร์ส ก็ได้เปิดใจว่า ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าเหมือนไม่มีตัวตน แต่พอออกไปเล่นดนตรีที่สยามกับเพื่อนๆ แล้วเป็นกระแส รู้สึกเขารักเรามากขึ้น เพลงหรือทุกอย่างก็เร่งทำให้เสร็จทุกอย่างไวมาก รีบอัดซิงเกิ้ลให้เสร็จภายในเดือนนี้ ก่อนหน้านี้คือไม่มีอะไรเลยมีแค่ช่องยูทูบ
ทั้งเผยถึงสาเหตุที่คุณพ่อเข้าไปขอบอกเลิกสัญญาครั้งแรกว่า ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องการเข้ามหาวิทยาลัย คือทางค่ายพูดว่าจะมีมหาวิทยาลัยให้ถ้าสอบไหนไม่ได้ มีให้แน่นอนแล้วพอเกรดผมไม่ถึงทางค่ายก็บอกประมาณว่าไปเรียนเอกชนเอานะ แล้วก็ทิ้งเลย พอบอกช่วยดูหน่อยได้ไหม เขาก็ส่งทุนอะไรมาแต่เราก็ต้องทำเองทุกอย่าง ส่วนความรู้สึกในตอนนี้นั้นก็ยอมรับว่าสบายใจขึ้น เพราะอยากทำสิ่งที่รักต่อไปคือการร้องเพลงกับเพื่อนๆ
“อาจจะมีกังวลบ้างแต่มันเป็นเรื่องปกติที่เราเจอทุกคนต่างมีความคิดเราไม่สามารถไปแบ่งแยกความคิดใครได้ ยอมรับฟังกัน อะไรที่ผิดผมก็ขอโทษ” พอร์ชว่า


