‘เราเกิดในรัชกาลที่๙’ เรื่องภาคภูมิใจของนักแสดง

5.11.16 | 10:00 น.

ในฐานะประชาชนคนไทยที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทีมงานจาก ช่องวัน 31 จึงขอทำหน้าที่ของผู้ให้ความบันเทิงให้ดีที่สุด ด้วยการทำละครเทิดพระเกียรติชุด เราเกิดในรัชกาลที่ 9 ที่มีกำหนดออกอากาศระหว่างวันที่ 14-17 พ.ย.นี้

โดยเป็นละครที่ไม่มี ค่าตัว เพราะทุกคนทำขึ้นมาด้วยใจ

“ผมภูมิใจมากครับที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของละครเรื่องนี้” โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ หนึ่งในนักแสดงนำกล่าวให้เหตุผล

เราเกิดในรัชกาลที่-9-8

“ไม่ได้ภูมิใจแค่ตัวของผมเอง แต่ผมได้เห็นทีมงานทุกคนที่มาด้วยใจ เมื่อวานเราถ่ายตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงตีสาม ซีนที่ผมถ่าย ผมต้องถ่ายตากแดดเช้าถึงเย็น ถึงแม้จะแสบผิว แต่ผมเห็นผู้กำกับ ผมเห็นช่างไฟ ผมเห็นตากล้องก็ตากแดดเหมือนกันกับผม ทุกคนก็ไม่ได้เงิน ทุกคนมาด้วยใจ”

Advertisement

ทั้งนี้ เล่าด้วยว่า ตอนที่ทีมงานติดต่อมา “ผมแทบจะไม่ต้องคิดเลย และเรื่องเงินก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยด้วย”

“มันเป็นเรื่องของความรัก มันเป็นเรื่องของใจ อะไรที่เราทำแล้ว แล้วเรารู้สึกว่ามันสามารถทำให้ท่านยิ้มได้หรือมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นในหน้าที่ของตัวเอง หรืออะไรที่เราพอจะช่วยเหลือสังคมได้ ไม่ได้เกี่ยวกับที่เราเป็นดารา คือต่อให้เราเป็นคนที่อยู่ในคุก ผมว่าเราทุกคนก็ต้องร้องไห้ในวันที่รู้ข่าวเรื่องการสูญเสียพระองค์ท่าน”

ดังนั้นนอกจากจะรับเล่นละครเทิดพระเกียรติโดยไม่คำนึงถึงค่าตัวแล้ว เขายังไปทำกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ เท่าที่พอจะทำได้ที่ท้องสนามหลวงเพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคม

“ผมไม่รู้หรอกครับว่ามันเรียกว่าอะไร แต่ที่ผมไปก็เพราะผมรู้สึกว่าอยากอยู่ใกล้ท่าน ผมเพียงแค่หาข้ออ้างที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้กับพระองค์ท่าน ตอนที่ผมทำ ผมก็ไม่ได้บอกใคร ขนาดในไอจีผมยังไม่โพสต์ลงเลย”

“แต่เอาจริงๆ ผมคิดว่าถ้าหากเราคิดจะทำเพื่อพระองค์ท่าน ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นจะต้องไปที่สนามหลวงอย่างเดียว เราสามารถทำความดีที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นข่าว แต่อะไรก็ตามที่ทำแล้ว แล้วเราคิดว่าสามารถทำให้พระองค์ท่านยิ้ม พระองค์ท่านชื่นใจ หรือทำให้แผ่นดินไทยของเราน่าอยู่ขึ้น ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องช่วยกันครับ”

คล้ายๆ กับที่ บี้-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว รู้สึกว่า “มันคือหนึ่งในความภาคภูมิใจในชีวิตของการเป็นนักแสดง”

14714388_1228771520514486_8238002089842704384_n.jpg-ig_cache_key=MTM3NDA0MTgwMjUzMzAzNjEwNw==

“ผมเคยคิดว่าถ้าผมไม่ได้เป็นนักแสดง ผมจะตอบแทนในหลวงท่านได้ยังไง จะแสดงความกตัญญูได้ยังไง ผมไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียงอะไรเลย เป็นเด็กคนนึง ทำความดีก็ใช่ เอาความพอเพียงมาใช้ก็ใช่ แต่เหมือนยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน”

“แต่พอได้มาเป็นนักแสดง เหมือนเรามีสิทธิมีเสียงมากขึ้น พอเรามีพลังที่จะบอกกล่าวกับประชาชน เรามีโอกาสก็ขอใช้โอกาสนี้แหละในการตอบแทนคุณงามความดีในการเล่นละครเฉลิมพระเกียรติ ละครที่จะให้แง่คิดให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวง หรือสิ่งต่างๆ ที่ในหลวงสอนมา”

นอกจากนั้นแล้ว บี้ยังว่า ในฐานะนักร้อง เขาก็ได้ตอบแทนพระองค์ด้วยการร้องเพลง “ในหลวงของแผ่นดิน” และเพลงพระราชนิพนธ์
“มันเป็นความปลื้มปีติ ผมถือว่าเป็นเกียรติมากกว่านะที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดเพลง บางเพลงก็เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ บางเพลงก็เป็นเพลงที่นักแต่งเพลงแต่งถวายในหลวง แต่ละเพลงล้วนแล้วแต่มอบความรู้สึกดีๆ มอบสิ่งดีๆ กำลังใจดีๆ ให้กับประชากรชาวไทยทุกท่าน”

“ถ้ามีโอกาสที่จะได้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ก็จะเลือกรับสิ่งนั้นเลย” บี้บอกพลางยิ้ม

ด้าน บีม-กวี ตันจรารักษ์ ที่โคจรกลับมาร่วมงานกับ แดน-วรเวช ดานุวงศ์ อีกครั้งในละครเทิดพระเกียรตินี้ ก็ว่า “เป็นโอกาสที่ดี ที่ผมจะได้ตอบแทนในหลวงเป็นครั้งสุดท้ายครับ”

เราเกิดในรัชกาลที่-9-7

เพราะที่ผ่านมา “ไม่เคยได้ถวายงานเลยครับ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผมเสียใจมากๆ ที่ไม่มีโอกาส แต่อย่างน้อยเราก็เคยร้องเพลงพระราชนิพนธ์ให้พ่อเพียงแต่ไม่ใช่ต่อหน้าพระองค์ท่าน”

“มันคือสิ่งที่เรารู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจในความเป็นคนไทย อย่างชื่อซีรีส์ที่บอกว่า เราเกิดในรัชกาลที่ 9 นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เราสองคนจะทำได้ ซึ่งเราก็จะทำให้เต็มที่” แดนกล่าวเสริม ก่อนเล่าให้ฟังว่า เขาและบีมร่วมแสดงในชื่อตอน “บ้านของพ่อ” เรื่องของสองพี่น้องที่ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ดีเพราะสามารถตีความสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ อย่างตอนนี้ที่คนไทยทะเลาะกัน เราก็อยากให้ดูว่าสองคนนี้จะทำอย่างไรต่อไปในวันที่ไม่มีพ่ออยู่ในบ้านแล้ว” บีมว่า

ซึ่งแดนบอกอีกว่า นอกจากละครเรื่องนี้แล้ว ด้านงานเพลง “ผมก็ได้แต่งเพลงกับพี่เอ๊ะ ละอองฟอง (พงศ์จักร พิษฐานพร) ไว้ครับ ซึ่งเพลงนี้ผมเป็นคนร้อง โดยเนื้อเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหลังจากนี้ที่มีคำสอนของพ่อ เพราะช่วงนี้ทุกคนต้องผ่านช่วงเวลาที่ต้องเศร้าโศกเสียใจ เราต้องพูดถึงเรื่องอนาคตด้วยว่า อนาคตเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ซึ่งจุดเริ่มต้นอย่างแรก เราต้องเน้นเรื่องความรักความสามัคคี”

“เพราะวันนี้พ่อไม่อยู่แล้ว เราต้องอยู่คอยเตือนซึ่งกันและกัน”

 

ภาพจาก kleurmasutra, exactmusic