วรรณกรรมเป็นงานศิลปะที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนและสื่อไปถึงจิตใจของผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง หลายครั้งวรรณกรรมจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่จุดประสงค์ต่างๆของผู้เขียนที่มากกว่าเพียงให้ความบันเทิงหรือความสนุกสนานผ่านเรื่องเล่าแห่งตัวอักษร โดยเฉพาะ “วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์” (Historical Novel) ซึ่งเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งที่ทรงอำนาจอย่างยิ่งต่อโน้มน้าวหรือประกอบสร้างความรู้สึกนึกคิดของผู้อ่านในประเด็นเชิงสังคมและประวัติศาสตร์
แม้ว่าในการศึกษาทางประวัติศาสตร์จะถือว่าเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ทั้งหลาย รวมถึงวรรณกรรมประเภทนวนิยายอิงประวัติศาสตร์นั้น เป็นเอกสารชั้นทุติยภูมิหรือเอกสารชั้นรองเทียบเท่ากับนิทานปรัมปรา ตำนาน หรือเทพนิยาย จึงไม่สามารถให้ค่าในการนำมาใช้เป็นหลักฐานเพื่อตีความหรือศึกษาได้เช่นเดียวกับเอกสารชั้นปฐมภูมิอย่างหลักฐานทางโบราณคดี จารึก หรือพงศาวดารที่นำเสนอข้อเท็จจริง แต่หากพิจารณาในแง่ของอิทธิพลต่อผู้รับสารแล้วนั้น วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่ประพันธ์ได้อย่างหมดจดงดงามทรงคุณค่า จนสามารถเดินทางข้ามผ่านกาลเวลาโดยไม่ถูกยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนกลืนหายไป และได้รับการถ่ายทอดหรือแปรไปสู่ศาสตร์และศิลป์แขนงอื่นๆอาทิ บทละคร ละคร ภาพยนตร์ จิตรกรรมนั้น ซึ่งมักส่งอิทธิพลอย่างยิ่งต่อทัศนคติหรือแม้แต่อุดมคติของผู้เสพงานศิลป์เหล่านี้ เพราะวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์จะหยิบยกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงมาผสมผสานกับจินตนาการของผู้ประพันธ์ แล้วนำเสนอผ่านอารมณ์ความรู้สึกต่างๆของตัวละคร จนเร้าให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ทั้งสุขและทุกข์ตามสิ่งที่มากระทบใจ
หนึ่งในวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ที่งดงามไม่น้อยคือนวนิยายเรื่อง “ชีวิตของประเทศ” โดย ดร.วิษณุ เครืองาม
แวบแรกที่เห็นหนังสือถึงกับอึ้งกับความหนาราวพันหน้า ด้วยความสงสัยว่าในสถานะนักเขียนนี้ ดร.วิษณุเอาเวลาไหนมาเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ต้องค้นคว้าข้อมูลอย่างหนัก และไม่ได้เขียนผ่านเลยด้วย เพราะชีวิตของประเทศเป็นนิยายที่สนุกมาก มากขนาดที่สามารถอ่านนิยายสองเล่มจบราวพันหน้านี้จบในสองวัน เพราะกลัวว่าถ้าวางไปแล้วความรู้สึกจะขาดตอน
ชีวิตของประเทศเป็นเรื่องราวชีวิตของ “ใหม่” ชายหนุ่มผู้เกิดมาในวันเฉลิมฉลองพระนคร ชีวิตของใหม่เติบโตเจริญก้าวหน้าด้วยความสามารถที่สร้างด้วยสองมือของตัวเอง แต่เพราะพื้นฐานชีวิตเช่นนี้กลับทำให้ความรักของใหม่ต้องเจออุปสรรคนานาและล่มสลายครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างไรก็ตามท่ามกลางความขาดหายของความรักที่หวานไหวที่ต้องพลัดพรากทั้งจากเป็นและจากตาย ใหม่ยังมีความรักที่มั่นคงอยู่รายล้อมตัวทั้งจากครอบครัว เพื่อนรัก ญาติมิตร และความรักเหล่านั้นได้กลายเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เขามอบรอยยิ้มให้กับความทุกข์นานาในชีวิต และก้าวผ่านมันไปได้อย่างงดงามจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ประเด็นที่ทำให้นิยายเรื่องนี้อยู่ในจุดที่อ่านแล้ววางไม่ลง มี 2 ประการสำคัญ ประการแรกคือประวัติศาสตร์หลักที่นวนิยายอิงไว้ และประการที่สองคือรายละเอียดปลีกย่อยในวิถีชีวิตของผู้คนที่วิษณุถ่ายทอดได้อย่างสวยงาม
จริงอยู่ที่ประวัติศาสตร์กระแสหลัก มักถูกตั้งคำถามเสมอถึงการเลือกที่จะพูดถึงหรือไม่พูดถึงอะไร อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในแง่มุมที่ประวัติศาสตร์มีโครงสร้างของการเล่าเรื่องในรูปแบบของเรื่องเล่า (Narrative) ไม่ต่างกับงานวรรณกรรม ดังที่ Hayden White เคยอธิบายไว้ว่า ประวัติศาสตร์จะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตด้วยรูปแบบของเรื่องเล่าที่มีความเป็นเรื่องแต่งแฝงอยู่เฉกเช่นงานวรรณกรรมแล้วนั้น การที่ผู้เขียนเลือกจะใช้ประวัติศาสตร์กระแสหลักมาเป็นแบ็คกราวด์สำคัญของนวนิยายเรื่องนี้นั้น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารไปยังผู้อ่าน และทำให้สารดังกล่าวทวีความชัดเจนจนกระทบใจได้ไม่ยาก
ชีวิตของประเทศเล่าเรื่องของเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคสมัยเริ่มต้นของรัตนโกสินทร์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยามาถึงการกู้แผ่นดินของพระเจ้าตาก และการสร้างบ้านแปงเมืองให้สยามเป็นปึกแผ่นเรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งทุกองคาพยพของความเคลื่อนไหวในระดับประวัติศาสตร์กระแสหลักนั้นล้วนมีเหตุและผลในการก่อเกิดอย่างมีนัยยะสำคัญ แม้ว่าระหว่างที่เราอ่านจะเกิดคำถามอยู่หลายครั้งกับประวัติศาสตร์กระแสหลักในเรื่องอยู่บ้างจากชุดความรู้ที่รับมาอย่างหลากหลาย แต่ต้องยอมรับว่าในแง่ของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ผู้เขียนสามารถค้นคว้าได้ลึกยิ่งกว่ากระแสหลักที่เคยรับรู้โดยทั่วไป นอกจากนี้ยังแทรกเรื่องราวของตระกูลบุนนาคที่ใช้ทั้งหลักฐานและจินตนาการจนทำให้เห็นภาพของตระกูลบุนนาคในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และสามารถนำผสานกับเรื่องซุบซิบลักษณะโครงกระดูกในตู้ของแต่ละยุคสมัยในราชสำนักได้อย่างน่าทึ่งมาก จนทำให้เรื่องราวในอดีตของนวนิยายเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เอาพงศาวดารมาเป็นแบ็คกราวด์ของเรื่องเล่าทั่วไป
เมื่อประกอบกับจินตนาการของวรรณกรรม ที่ถ่ายทอดผ่านวิถีชีวิตผู้คนซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตของประเทศขับเคลื่อนได้อย่างสมบูรณ์ ยิ่งทำให้งานเขียนเล่มนี้เพิ่มพูนเสน่ห์ เพราะผู้เขียนสามารถสร้างตัวละครให้เรารู้สึกได้ราวกับมีชีวิตจริงๆ ลุ้นไปกับแต่ละเรื่องราวที่ใหม่จะต้องพบเจอ ยามอยู่ในอารมณ์หวานก็หวานจนอมยิ้มตาม ยามเศร้าก็สงสารจับใจ นอกจากนี้ภาพบรรยากาศชีวิตและวัฒนธรรมในอดีตถูกฉายอย่างสมบูรณ์แบบผ่านคำพูดของตัวละครและการบรรยาย ทั้งความรู้สารพัดโดยเฉพาะการปรุงยาสมุนไพร แถมหลายครั้งอ่านแล้วหิวมากเพราะบรรยายอาหารโบราณแต่ละจาน การปรุงแต่ละรสจนทั้งได้กลิ่นทั้งเห็นภาพลอยขึ้นมา เป็นเสน่ห์ที่ถักทอให้ชีวิตของประเทศมีชีวิตชีวาในสถานะของวรรณกรรมได้อย่างน่าสนใจ
ทำให้เห็นถึงความสำคัญของชีวิตทุกชีวิต ไม่ใช่แค่ชีวิตที่สำคัญเท่านั้น
เป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์กระแสหลักที่อยากให้ลองได้อ่านกัน

