หมดแพสชั่น! ปุยฝ้ายเผยทุกวันนี้กลัวไมค์ ไม่อยากเจอกล้อง เจอคน จนปฏิเสธงานไปเพียบ

20.08.22 | 13:40 น.
ปุยฝ้าย ภัทณชา หรือ ปุยฝ้าย AF รับเชิญเป็นแขกร่วมสนทนารายการ คุยแซ่บshow ทางช่อง one31 โดยบอกว่า ช่วงนี้ปฏิเสธงานละครไปเยอะมาก เนื่องจากรู้สึกหมดแพสชั่น

“อยู่ดีๆ ก็เป็น” ปุยฝ้ายทั้ทำงานในวงการมานานกว่า 10 ปี บอก

“คือก่อนหน้านี้ตอนที่มีโอกาสในการทำงาน เราทำมันอย่างเต็มที่ เขาเรียกว่ามันทะลักเกินไป คือมันใช้แรงล่วงหน้าเราไปเยอะ”

“แล้วละครไม่ใช่สิ่งที่ชอบที่สุด แต่เราทำเพราะว่าได้โอกาส แล้วก็ทำๆ แบบไม่ลืมหูลืมตา แต่พอเจอโควิดปุ๊บ มันเป็นไฟต์บังคับที่ถูกให้หยุด คราวนี้หลายเป็นว่า พอหยุดแล้วเราดันไปเจอความรู้สึกว่ามันมีความสุขมาก คือสงบ ไม่ต้องเจอคน”

“อยู่บ้าน ทำน้ำพริกอยู่ในครัวคนเดียว แล้วกลายเป็นว่าสิ่งที่เราทำไปมีคนชื่นชอบ แล้วมันอยู่ที่เราเองว่าอยากจะทำเมื่อไหร่ เราเลือกได้ว่าวันนี้ฉันอยากจะพัก วันนี้ฉันจะไปทำอะไร แล้วสงบ ไม่ต้องเจอใคร กลายเป็นความสุขที่เหมือนเจอแสงสว่าง”

Advertisement

มีอารมณ์แบบไม่อยากเจอกล้อง ไม่อยากเจอคน ไม่อยากแต่งหน้า แต่งตัว-ปุยฝ้ายบอก

“จริงๆ เป็นมานานแล้ว แต่ว่าคาแร็กเตอร์ในละครจะเป็นผู้หญิงเปรี้ยว ตัวร้าย ฉันจะต้องแต่งตัวสวย แต่ในชีวิตจริงไม่แต่งตัวเลย เป็นคนไม่ใส่ส้นสูง ปกติใส่ผ้าใบ รองเท้าแตะ กางเกงวอร์ม ยีนส์ สามีชอบมาก อะไรก็ได้ที่เป็นธรรมชาติ แล้วชุดก็แบบซื้อออนไลน์มาใส่ ไม่รู้ว่าจะไปหาของแพงมาใส่ทำไม”

เฉพาะปีนี้เธอปฏิเสธละครไปแล้ว 6 เรื่อง และถ้ารวมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ก็ปฏิเสธไปกว่า 10 เรื่อง

เรื่องที่มีคนเป็นห่วงว่าอาการแบบนี้จะเป็นสาเหตุเบื้องต้นของคนเป็นโรคซึมเศร้าไหม

ปุยฝ้ายบอกว่า เธอก็ได้ยินเรื่องที่มีคนเป็นห่วงมา

“มีทางกองละครของพี่ฉอด จริงๆ พยายามจะก้าวข้ามตัวเองเพื่อไปเล่นละคร แต่ข้างในมันยังไม่ไป ก็ยื้อไป ยื้อมา คุยกับน้องทีมงาน จนในที่สุดพี่ฉอดก็อธิบาย บทมันน่าสนใจอย่างนี้ หนูบอก หนูเข้าใจ บทน่าเล่นมากๆ แต่ขอพูดตรงๆ ไม่มีแพสชั่นแล้ว คุยไป 2 ชั่วโมง ทุกคนจะเป็นห่วงว่าไปหาหมอไหม เป็นซึมเศร้าหรือเปล่า เจอพี่หนึ่ง จักรวาล ถามว่าทำไมหนูไม่ร้องเพลงแล้ว ร้องพี่ แต่บางทีรู้สึกว่าเห็นไมค์แล้วกลัวๆ”

“ไปร้องเพลงกลายเป็นประหม่า”

“คือเราเป็นนักร้อง เป็นสายประกวด ชอบร้องเพลงเพราะๆ แต่ช่วงหลังๆ อาจจะเป็นเพราะคาแร็กเตอร์ในละครทำให้เวลาไปเล่นคอนเสิร์ต คนจะคาดหวังความตลกจากเรา บางครั้งเราต้องโชว์ในแบบที่เขาอยากเห็น แต่เราไม่ได้โชว์ในแบบที่เราอยากทำ แล้วบางครั้งเวลาที่เราร้องเพลง เราอยากพัฒนาตัวเองให้ร้องได้ดีตามยุค ตามสมัย แต่ในที่สุดเรารู้สึกว่าเราไม่พอจริงๆ เลยสำหรับยุคนี้ มีความนอยด์ๆ อยู่บ้าง เกิดความไม่มั่นใจในตัวเองเวลาจะร้องเพลง แต่ตอนนี้ก็เริ่มปรับตัวนะ มันเกิดจากช่วงหลังๆ เรามีงานตามผับบ่อย แล้วปกติเป็นคนไม่ดื่มเลย แล้วเวลาไปเล่นคนดูเขาจะสนุกมาก แล้วเรารู้สึกว่าความสนุกของเราที่เราทำอยู่มันยังไม่พอเท่าที่พวกพี่เขาสนุกกันเลย เรารู้สึกว่าฉันมาขนาดนี้แล้ว ยังไม่โดน ยังไม่ทัชใจกันอีกเหรอ เรารู้สึกว่าเราต้องมีความกล้ามากขึ้นในการโชว์ด้วยการดื่มสักแก้ว เพราะเป็นคนเมาง่าย พอดื่มสักแก้ว มันจะเริ่มมึนๆ จะกล้าพูด กล้าเล่นในสิ่งที่ชีวิตปกติไม่ค่อยพูด ทำอย่างนั้นมาเป็นปีๆ จนรู้สึกว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมเราต้องพยายามดื่มให้กล้า กล้าเพื่อเล่น วนอยู่อย่างนี้มันก็เลยเหนื่อย”

ถึงตอนนี้เธอเลยตัดสินใจจะพักงานบางอย่างในวงการ

“ตอนนี้ฝ้ายพักละคร แล้วมาทำพิธีกร ร้องเพลงประปราย ร้องเพลงรับอยู่ ถ้าอีเวนต์หรือรายการนั้นๆ ไม่ทำให้รู้สึกเครียด ล่าสุดไปอีเวนต์มา ต้องร้องคนเดียวหนึ่งชั่วโมง ยืนมือสั่น แต่ขึ้นไป คนไม่รู้นะคะ สักประมาณเพลงที่ 3 เข้าที่”

เรื่องที่มีข่าวว่าเธอคิดจะบวชตลอดชีวิต ปุยฝ้ายบอกว่าตอนนี้แต่งงานแล้ว คงไม่ได้ทำ

“แต่จริงๆ การปฏิบัติธรรม เราสามารถทำได้ทุกวัน เรื่องบวชตั้งใจเอาไว้ว่าจะต้องบวชทุกปีเป็นการเข้าไปปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งไม่ต้องตลอดชีวิตแล้ว อยู่ที่บ้านก็ทำได้”

สำหรับเรื่องชีวิตคู่ เธอบอกว่าจากที่ตั้งใจจะไม่มีลูก ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว

“ตอนนั้นเขา (สามี) ถามว่าอยากมีลูกไหม เราก็บอกว่าไม่เคยคิดเลย เราปฏิบัติธรรม รู้สึกว่าไม่อยากเอาอะไรมาผูกความรู้สึกให้เราต้องห่วงอีกแล้ว ไม่อยากมีลูก เขาก็มีความผิดหวัง แต่ในความผิดหวัง เขาก็เข้าใจเรา จนในที่สุดเรามานั่งถามตัวเองว่าถ้าเราปฏิบัติธรรมมาเป็นสิบๆ ปี แล้วเราไม่สามารถจัดการความรู้สึกเราได้ ว่าวันหนึ่งถ้ามีลูก เราจะทุกข์ เราจะห่วงไหม แสดงว่าเราสอบตก”

“ถ้าเราไปคาดหวังในตัวลูก กลัวว่าลูกจะทำให้เราผิดหวัง จะทำให้เราทุกข์ หมายความว่าเราอ่ะไม่ดี เราต้องให้ตัวเองที่ฝึกฝนมาตั้งนานสามารถรับสภาพอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะผิดหวังหรือสมหวัง ก็เลยลองดู อันนี้คือสนามใหญ่ของเรา”

เล่าด้วยว่าจากตอนแรกที่เขาอยากมี เธอไม่อยาก แต่ตอนนี้กลายเป็นสลับกัน

“ตอนนี้เราเข้าใจในการที่จะต้องมีแล้ว แต่ตัวเขาเองบอกว่า ถ้าตอนนี้ฝ้ายยังใช้ชีวิตมีความสุข อยากทำอะไรก็ทำไปก่อน ไม่ต้องรีบเร่ง เพราะที่ผ่านมาฝ้ายทำงานมาตลอดเลย ยังไม่เคยได้ใช้ชีวิต ตอนนี้ถ้าทำอะไรแล้วมีความสุขให้ทำ แล้วอย่าเอาความสุขของคนอื่นมาเป็นภาระของตัวเอง เช่น ถ้าเขาอยากมีลูก เขาไม่ได้เป็นคนท้อง อย่าเอาความสุขของเขามาเป็นภาระของฝ้าย ฝ้ายพร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยมี หรือถ้าวันหนึ่งฝ้ายจะบอกว่าไม่อยากมีแล้ว เขาก็เข้าใจ”