‘วันที่พ่อไม่อยู่’ ความรักของพ่อคงอยู่เสมอ

9.11.16 | 22:30 น.

เพราะมิได้ทรงเป็นแค่พระมหากษัตริย์ผู้อยู่เหนือเกล้า แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็น ‘พ่อ’ ผู้รวมจิตใจของไทยทั้งปวง การเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จึงเป็นความวิปโยคครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่ว่าใครก็มิอาจทำใจได้

หลายคนร่ำไห้ปานจะขาดใจจนวันนี้ หลายคนกัดฟันลุกขึ้นมาตั้งปณิธานที่จะทำความดี แต่อีกไม่น้อยยังคงมึนๆ งงๆ ไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปเช่นไร เพราะไม่คุ้นชินกับ “วันที่พ่อไม่อยู่”

ทั้งนี้บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี บอกถึงชีวิตหลังต้องเผชิญกับความโศกเศร้าว่า แม้เวลาจะผ่านไปหลายวัน และเหมือนๆว่าความรู้สึกจะค่อยๆบรรเทา แต่กระนั้นในความเป็นจริง หลายคราวที่เดียวที่ความเศร้าก็ยังปะทุขึ้น

ก่อนจะย้อนให้ฟังถึงวันที่ 13 ต.ค. ที่เผอิญต้องไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ว่าระหว่างนั้นแม้จะไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร แต่ด้วยหน้าที่ ความรับผิดชอบก็ต้องทำงานให้สำเร็จลุล่วง

บุ๋ม ปนัดดา

Advertisement

“พอลงเครื่องตอนตี 5 ก็ตรงดิ่งมาตรงกำแพงวังเลย ร้องไห้แบบปล่อยโฮทุกอย่าง ร้องแบบสมกับที่อัดอั้นมา 6-7 วัน แล้วมีคนมาขอถ่ายรูป ก็บอกว่าถ่ายเลยค่ะ อยากทำอะไรทำเลย น้ำตามันอาบแก้ม เละเทะไปหมด แต่เรารู้สึกว่า ขอเถอะ ขอให้เราได้ปลดปล่อยกับความรู้สึกตั้ง 6 วันที่เก็บไว้ในใจตอนอยู่ต่างประเทศ”

และแม้วันนี้อาจจะไม่ร้องไห้ฟูมฟายดังเช่นวันนั้น แต่เมื่อได้เห็นพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ หรือเห็นพระบรมฉายาลักษณ์บุ๋มว่าเธอก็ยังอดจะน้ำตาไหลไม่ได้

“บุ๋มเชื่อว่าเวลาจะทำให้พวกเราเข้มแข็งมากขึ้น”

“ขออย่างเดียวขอให้เรารักกัน อย่ามานั่งทะเลาะกัน อย่าบั่นทอนกันเอง ขอแค่นี้ก็พอ”

“ถามว่าทำอะไรให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้นได้บ้าง ก็แค่ทำในสิ่งที่เราพอทำได้ อย่าอยู่นิ่งๆ แล้วเราจะรู้สึกว่าตัวเราเริ่มมีคุณค่าได้ทำในสิ่งดีร่วมกัน โศกเศร้า แต่ว่าเราต้องก้าวเดินต่อไป”

“พระองค์จะเป็นพลังในหัวใจของบุ๋มตลอดไป”

ขณะบ่าววี-พันจ่าอากาศเอก วีรยุทธิ์ นานช้า ให้ความเห็นว่า “บางรูปที่มองเห็นพ่อ ผมน้ำตาไหล”

“แต่คนเราอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ ก็ต้องเอาสิ่งดีๆของพ่อมาใช้ให้เกิดประโยชน์ มัวแต่เสียใจอยู่ ร้องไห้อยู่ บางครั้งมันก็ไม่ได้ ทำให้ดีที่สุด ที่สำคัญคือให้พี่น้องไทยมารักกัน”

บ่าววี

“ตอนนี้อยู่ในช่วงที่ทุกคนต้องให้กำลังใจกันและกัน แล้วก็อยากบอกทุกคนว่า ต้องพยายามทำดีเพื่อสังคม”

ส่วนแพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ นั้น บอก “ดีขึ้นตามลำดับค่ะ”

“พยายามรวบรวมกำลังใจของเรา ทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้จิตใจของเราเข้มแข็งและแข็งแรงมากขึ้น แพนว่าตัวแพนและคนไทยคงมีความรู้สึกที่ไม่ต่างกันแต่ว่าตามที่พระองค์ท่านทรงบอกว่าเราชีวิตเรายังต้องดำเนินกันต่อไป เพราะฉะนั้นก็ต้องลุกขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบหน้าที่ของเรา”

“และได้น้อมนำสิ่งพระองค์ท่านทรงสอนมาปรับใช้ในชีวิตของเรา เราต้องมีพระองค์ท่านไว้ในใจ ยึดเอาไว้ และดำเนินชีวิตกันต่อไป”

อย่างไรก็ตามยอมรับว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากมากสำหรับคนไทย

“ขนาดแพนเองเกิดช่วงที่ไม่ทันได้เห็นพระองค์ท่านตอนทรงงานเยอะๆ อย่างที่เราเห็นในข่าวพระราชกรณียกิจ เราก็รักและเทิดทูนท่าน เหมือนก็ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ว่าเรามีในหลวงพระองค์นี้ เห็นเพลงสรรเสริญพระบารมี เห็นธนบัตร อะไรหลายๆ อย่างของเรา ก็เป็นพระองค์ท่าน”

“ทั้งชีวิตของเราคือท่าน”

ภาพจาก @khemanito
ภาพจาก @khemanito

“จากวันนั้นเหมือนเราถูกฟรีซไปชั่วขณะ รู้สึกแบบมันไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนไป ทุกอย่างที่เราทำเหมือนเดิมในทุกวัน แต่ความรู้สึกไม่ใช่ สภาพแวดล้อมบางอย่างไม่ใช่ เหมือนมีอะไรบางอย่างหายไป”

“แต่ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่รู้สึกมาตลอดและจะรู้สึกแบบนี้เสมอ คือพระองค์ทรงเป็นต้นแบบให้กับคนไทยในทุกๆ ด้าน ให้เลือกที่จะดำเนินรอยตามว่าอยากจะเป็นแบบไหน”

“เราก็พยายามที่จะไม่ละเลยในทุกคำสอนที่ท่านเคยบอกเอาไว้ เดี๋ยวนี้เราก็ได้ดูพระราชกรณียกิจ ได้ดูฟังพระบรมราโชวาท ได้อ่านหนังสือคำสอนของท่าน เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่มีคุณค่าเหลือเกิน ที่วันนี้เราจะได้สอนตัวเราเองด้วย”

ด้านเจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ บอกว่า “ก็ยังอยู่นะความเศร้าความเสียใจ แต่เราต้องพลิกเป็นพลัง”

โดยเขานั้นพยายามผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ให้เร็วที่สุด ซึ่งนั่นไม่ใช่การพยายามจะ ‘ลืม’ แต่เป็นการ ‘ลุก’ ให้ได้อีกครั้ง

ภาพจาก @jesjpp
ภาพจาก @jesjpp

“ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ผมว่าเวลาผ่านไปช้านะ ทุกอย่าง ทุกวัน แทบจะเป็นวันเดียวกัน แทบจะเหมือนกันหมดทุกวัน เราเห็นภาพเดิมๆ ซึ่งเราเข้าใจได้ว่ามันเป็นอย่างนี้ มันหมุนช้าจริงๆ” เจษว่าพลางน้ำตาคลอ

ก่อนจะสูดหายใจยาวแล้วบอก  “จริงๆ ตอนนี้ก็ยังไม่ปกตินะครับ แต่ก็พยายามไม่ไปดูอะไรที่จะทำให้เศร้า หรือร้องไห้”

บอกอีกว่าอันที่จริง เขาก็พอจะรู้อยู่ ว่าอะไรที่ดูแล้วจะส่งผลเช่นนั้น แต่บางทีก็ห้ามตัวเองไม่ได้ที่จะไม่หยุดะดู

“แต่พอถึงจุดหนึ่งที่จะเดินต่อ เราก็ต้องหยุดแล้ว ต้องเก็บเป็นความทรงจำที่ดี และเก็บเป็นรากฐานให้เราได้เดินต่อไปให้ได้”

“เราเสียใจมากๆ วันแรกเราก็แสดงให้คนเห็น และวันที่เราจะลุกขึ้นมา เราก็บอก ชวนคนมาลุกด้วยกันเถอะ”

“ผมว่าถ้าเกิดพวกเราไปต่อได้จะยิ่งดีกว่าเดิม ชีวิตเราก็ยังต้องดำเนินต่อไปนะ ผมว่านั่นคือสิ่งที่พระองค์ท่านหวังจะให้คนไทยทำด้วย ผมเชื่ออย่างนั้น”

ซึ่งนั่นตรงกับที่อาร์ต – พศุตม์ บานแย้ม ยึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

“สภาพจิตใจไม่ดีขึ้นหรอกครับ แต่ก็ให้สัญญากับตัวเองไว้ตลอดเลยว่าจะไม่ร้องไห้ จะสดใส จะเอาเวลาที่นั่งเศร้า กินข้าวไม่ได้ ก็ต้องกินข้าวให้ได้ เพื่อจะได้มีแรง ทำความดี ทำประโยนช์ต่อไปได้”

กับผู้ร่วมอุดมการณ์ทำดีเพื่อพ่อ ภาพจาก @art_phasut65
กับผู้ร่วมอุดมการณ์ทำดีเพื่อพ่อ ภาพจาก @art_phasut65

“ท่านให้สิ่งดีๆกับเราไว้เยอะมาก ท่านอยู่บนนั้น ถ้าสมมุติท่านมองเห็นมองลงมา ผมว่าท่านไม่ชอบหรอกให้คนไทยมานั่งเสียใจ ร้องไห้ แล้วไม่ทำอะไรเลย”

ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เขาจึงอยากให้ลองปรับมุมคิด ด้วยการนำเอาความเสียใจนั้นมาเป็นพลังในการทำประโยชน์ให้สังคม

“แต่ท่านยังอยู่ในใจเรานะ” อาร์ตย้ำ

“เราทำอะไรก็นึกถึงท่าน ทำบุญกุศลก็นึกถึงท่าน ทำสิ่งดีๆ ก็คิดถึงท่าน ให้รู้สึกว่าท่านไม่ได้ไปไหน”

นั่นเพราะเขาเชื่อว่า “จริงๆ แล้วท่านจากเราไปเพียงแต่ตัว แต่ว่าความรัก ความดีที่ท่านทำไว้ยังอยู่กับเราเสมอ”