“อยากจะขอบคุณทีมคลังคุ้นส์ (klang.kunst) และผู้ที่สนับสนุนให้สามารถจัดงานครั้งนี้ได้ ขอบคุณที่เห็นโอกาสในด้านศึกษาและพัฒนานักดนตรีในประเทศไทย” คือข้อความจากใจของ ดร.ประภัสสร พวงสำลี อาจารย์จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้เข้าร่วมในโปรเจ็กต์การอบรมเชิงปฏิบัติการ Wally Hase International Flute Masterclass ที่กลุ่มคลังคุ้นส์ (klang.kunst) จัดขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, โรงแรมชาน บางกอกน้อย, โรงแรมไอยธร, บริษัท Wm.S.Haynes/Boston, โครงการ The Gallery Hua Hin presented by Bangchak และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
ทั้งนี้โปรเจ็กต์ Wally Hase International Flute Masterclass ดังกล่าว มีกิจกรรมที่แยกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ หนึ่งคือ การอบรมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งเปิดรับนักฟลุตให้มีโอกาสได้มาเข้าค่ายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อเรียนรู้เทคนิคต่างๆ ที่จะสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาการเล่นฟลุตของตัวเอง กับสองคือการแสดงคอนเสิร์ต โดยทั้ง 2 รายการนั้นได้นักดนตรีระดับนานาชาติ คือ วัลลี่ ฮาเซอร์ (Wally Hase) นักฟลุตชาวที่มีตำแหน่งเป็นนักดนตรีในวงออเคสตร้าชื่อดังหลายแห่ง ทั้งยังเป็นอาจารย์ที่University of Music and Performing Art กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และ แวนด้า อัลโบต้า (Vanda Albota) นักเปียโนผู้ชนะการประกวดหลายรางวัล และปัจจุบันเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปะ Folkwang University of the Arts ประเทศเยอรมนี มาเป็นผู้ถ่ายทอด
…
สำหรับคอนเสิร์ตซึ่งใช้ชื่อ Frühlingklänge und Opernparaphase หรือ เสน่ห์แห่งเสียงวสันตฤดู ซึ่งนอกจากนักดนตรีทั้ง 2 แล้ว ยังมี สนุข บุนปาน นักศึกษาชาวไทย ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาโทอยู่ที่ Folkwang University of Art ที่เมืองเอสเซ่น ประเทศเยอรมนี ร่วมแสดงในเพลงเริ่มต้นและเพลงจบท้าย มีนักเรียนและนักศึกษาด้านดนตรี และบุคคลทั่วไป ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้ความสนใจเข้าชมจนเต็มห้องจัดแสดงของสถาบันเกอเธ่ เริ่มต้นด้วยบทเพลง Trio Sonata in D Minor, BWV 1036 for 2 Flutes and Basso continuo ของ Johann Sebastian Bach ที่ทั้ง 3 ร่วมแสดงด้วยกัน ซึ่งถือเป็นการบรรเลงเปิดคอนเสิร์ตที่งดงาม จากลักษณะของจังหวะและทำนองในยุคบาโรค ก่อนจะต่อด้วยเพลงที่นักประพันธ์ Tilmann Dehnhard ประพันธ์เพลงนี้ให้กับวัลลี่โดยเฉพาะ
เพลงถูกบรรเลงโดยฟลุตตัวเดียว ไม่มีเปียโนประกอบ และต้องอาศัยเทคนิคการบรรเลงพิเศษ ที่ทำให้การแสดงมีสีสันและน่าตื่นเต้นในคราวเดียวกัน

จากนั้นจึงเป็นบทเพลงที่นักฟลุตคุ้นหูคือ Andante in C Major, KV 315 จากนักประพันธ์ชาวออสเตรีย Wolfgang Amadeus Mozart ก่อนจะจบการแสดงครึ่งแรกด้วยเพลง Fantasie, Op.55 for Flute und Piano จากนักประพันธ์เพลงชาวออสเตรียปลายศตวรรษที่ 19 Carl Frühling โดยท่วงทำนอง และลักษณะอารมณ์ที่อ่อนไหวของเพลงนี้ได้รับการถ่ายทอดออกมาอย่างน่าประทับใจ รายละเอียดของความดัง เบา และอ่อนหวานของดนตรีในยุคโรแมนติก มีให้ฟังได้อย่างชัดเจน
ดีชนิดที่ผู้ชมบางคนพูดเลยว่า ฟังแล้วน้ำตาคลอ ขณะที่บางรายบอกว่าของเขาขั้นกว่า คือถึงกับน้ำตาไหล ด้วยความประทับใจ
“เสียง การบรรเลง และการตีความบทเพลงแบบนี้หาฟังไม่ได้ง่ายๆ” คือข้อสรุปที่คนดนตรีในคอนเสิร์ตวันนั้นพูดตรงกัน
ครึ่งหลังของบทเพลงที่ถูกคัดเลือกมาเล่นมีความแตกต่างจากครึ่งแรกอย่างชัดเจนคือเพลง Sonata in D Major, Op.94 for Flute und Piano จากนักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย Sergei Prokofiev เพลงที่ต้องใช้พลังและความสามารถอย่างมากในการบรรเลง
จากนั้นบทเพลงจากอุปรากร Rigoletto ของแวร์ดี ที่มีการนำมาเรียบเรียงใหม่สำหรับฟลุต 2 ตัวโดย Franz and Carl Doppler ในชื่อเพลงว่า Rigoletto Fantasie, Op.38 for 2 Flutes and Piano ก็ถูกนำมาเล่นเป็นเพลงส่งท้าย

เพลงจากฉากต่าง ๆ ในอุปรากรได้รับการตีความฉบับพิเศษและถ่ายทอดโดยนักฟลุตทั้ง 2 พร้อมกับการบรรเลงเปียโนประกอบที่สร้างรอยยิ้ม และความประทับใจให้คนดูเป็นอย่างมาก
คอนเสิร์ตจบลงด้วยเสียงปรบมือที่ดังก้อง ยาวนาน
นักเรียน นักศึกษาหลายคนเดินเข้าไปหาวัลลี่เพื่อขอถ่ายรูป เอ่ยคำชื่นชม รวมถึงขอให้เซ็นลายเซ็นลงบนกล่องเครื่องของตนเอง ขณะที่อีกหลายคนเดินไปหาแวนด้า เพื่อบอกว่าการบรรเลงเปียโนของเธอในฐานะนักบรรเลงเปียโนประกอบนั้นถือเป็นการเปิดโลกใหม่ให้นักบรรเลงเปียโนประกอบชาวไทย เพราะทำให้รู้ว่าหน้าที่ของนักบรรเลงเปียโนประกอบไม่ได้ถูกจำกัดแค่ ‘การเล่นคลอ’ แต่สามารถทำให้เป็นการแสดงร่วม เป็นดูโอ้อันแสนงดงามก็ได้เช่นเดียวกัน
ผู้ชมชาวอเมริกัน 2 คนยังบอกด้วยว่า พวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวที่อยู่ระหว่างหากิจกรรมน่าสนใจในประเทศไทย และไม่ผิดหวังเลยที่เลือกใช้เวลาเพื่อเข้าชมคอนเสิร์ตครั้งนี้
ขณะที่วันต่อมาอาจารย์สอนฟลุตชาวไทยรายหนึ่งซึ่งมาดูคอนเสิร์ตในวันนั้น ได้ส่งข้อความมาถึงทีมงานผู้จัดว่า หลังจากใช้ชีวิตกับการสอนมานาน คอนเสิร์ตวันนั้นได้กระตุ้นแรงบันดาลใจ ให้เขาหันมากวดขันตัวเอง ‘ในฐานะนักดนตรี’ อีกครั้ง ปลุกไฟฝันความอยากจะเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
…
หลังจาก 1 สัปดาห์อันเข้มข้นกับการอบรมเชิงปฏิบัติการ นักฟลุตชาวไทยที่เข้าร่วมการอบรมก็เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับ โดย แทน หรือ จิรายุ เตชะมานะพงษ์ นักศึกษาโปรแกรมปริญญาโทควบเอก สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่าที่เขาตัดสินใจมาเข้าร่วม เพราะรู้ว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก
“อาจารย์วัลลี่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก” เขาบอก
ทั้งยังว่า การอบรมยังมีลักษณะของการทำเป็นค่าย ซึ่งคิดว่าน่าจะได้รับความรู้จากการอบรมอย่างเต็มที่
แล้วก็ไม่ผิดหวัง
“เป็น 1 สัปดาห์ที่มีคุณค่าและประโยชน์มากเลยครับ”
“เพราะนอกเหนือจะได้เรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์แล้ว ยังสามารถเข้าร่วมสังเกตุการณ์ในชั่วโมงเรียนของคนอื่นในค่าย ทำให้สามารถเรียนรู้จากนักฟลุตท่านอื่น นอกจากนั้นยังได้พัฒนาทักษะด้านการแสดงอีกด้วย”
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในช่วงเวลา 1 สัปดาห์ แทนบอกว่าเขามั่นใจว่าจะนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย
“ผมได้เห็นว่าตัวอาจารย์วัลลี่ที่ถึงแม้จะเป็นศิลปินและอาจารย์ระดับโลก แต่อาจารย์ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นฐานการเล่นเป็นอย่างมาก ตัวผมเองก็ได้รับการปรับพื้นฐานจากอาจารย์ ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้นว่าเมื่อพื้นฐานดีแล้ว เราจะสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ”
“ผมคิดว่าผมสามารถนำจุดตรงนี้ไปต่อยอดสอนนักเรียนของผมเอง ให้นักเรียนสามารถพัฒนาฝีมือการเล่นได้”
“ผมประทับใจจิตวิญญาณของอาจารย์ สามารถรับรู้ได้ถึงความตั้งใจในการสอน การใส่ใจในรายละเอียดของการสอนผู้ร่วมอบรมแต่ละคนที่ต่างกันออกไป รวมถึงการที่อาจารย์สร้างแรงบันดาลใจให้เรา”
“รวมไปถึงการได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนนักฟลุตคนอื่นๆที่มาเข้าร่วมครับ”

ขณะที่ ดร.ประภัสสร พวงสำลี อาจารย์จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตุการณ์ เข้าร่วมฟังการเรียนการสอนดังกล่าว บอกว่า ที่ตัดสินใจมาเข้าฟัง เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยได้มีโอกาสเจออาจารย์และศิลปินต่างชาติมากนัก
“ยิ่งหลังโควิด ยิ่งไม่มีเลยค่ะ พอมีการอบรมครั้งนี้เลยมองว่าเป็นโอกาสที่ดี”
ครั้นถามว่า แค่มาเข้าฟังเฉยๆได้อะไรบ้างไหม คำตอบที่ได้พร้อมรอยยิ้มคือ “ได้อะไรหลายอย่างค่ะ”
“เพราะนอกเหนือจากการสอนของอาจารย์แล้ว ยังได้เห็นคนที่เข้าอบรมเรียนแบบปฏิบัติด้วย พอได้ฟังแล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้คิดว่าตัวเองสามารถกลับมาเล่นดนตรีได้ดีอีกครั้ง แถมอาจารย์วัลลี่เองก็มีแนวคิดที่ไม่เหมือนที่เคยเรียนมา”
“ที่ผ่านมาจะค่อนข้างมีความซีเรียสเรื่องความถูกต้อง แต่อาจารย์วัลลี่บอกว่าการเล่นผิดก็ถือเป็นประสบการณ์นึงในชีวิตที่เราสามารถเรียนรู้จากมันได้”
“รู้สึกด้วยว่าหลังจากจบการอบรมแล้ว ตัวเองมีแนวการสอนเปลี่ยนไป อยากสอนให้นักเรียนมีความสุขในการเล่น ภูมิใจในตัวเอง กล้าลองผิดถูก แถมยังสามารถต่อยอดในสายงานเรื่องการกระตุ้นพัฒนาการเด็กด้วยดนตรีได้อีกด้วย คิดว่าจะเอาไปทำให้เด็กมั่นใจในตัวเอง ภูมิใจ และเห็นข้อดีในคนอื่น เพราะตลอดการอบรมอาจารย์วัลลี่เห็นข้อดีและดึงข้อดีของผู้อบรมทุกคนออกมาได้ค่ะ ประทับใจมาก”
“ต้องขอขอบคุนทีมงานที่มีแนวคิดในการเชิญศิลปินต่างชาติมาให้คนไทยได้เรียนรู้ รวมถึงไม่เคยเห็นรูปแบบการอบรมในแบบแคมป์ เพราะดนตรีเป็นทักษะในเรื่องความเข้าใจ ถ้าเข้าเรียนครั้งเดียวอาจจะไม่เห็นพัฒนาการ แต่รูปแบบแคมป์สามารถทำให้เราได้เห็นพัฒนาการได้ทุกวัน ทำให้ประทับใจรูปแบบของงานมาก”
“อยากจะขอบคุณทีมคลังคุ้นส์ (klang.kunst) และผู้ที่สนับสนุนให้สามารถจัดงานครั้งนี้ได้ ขอบคุณที่เห็นโอกาสในด้านศึกษาและพัฒนานักดนตรีในประเทศไทย”

งานที่มีพร้อม ครบทั้งการให้ความรู้ แรงบันดาลใจ รวมไปถึงยังทำให้เกิดความหวัง ว่าถ้าทุกฝ่ายช่วยกันให้มีการจัดงานอย่างนี้ต่อๆไป สักวันหนึ่งวงการดนตรีคลาสสิคของไทยก็จะพัฒนามากขึ้นๆ มีนักดนตรีที่มีความรู้ ความสามารถ และนำสิ่งที่พวกเขารู้ไปต่อยอดใช้ในงานต่างๆ อันจะสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติเพิ่มขึ้นได้
เริ่มต้นวันนี้ คงไม่สามารถเห็นผลในวันพรุ่งนี้ แต่ในวันข้างหน้า บางทีเราอาจจะมีนักดนตรีและผลงานที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เป็นการสร้างซอฟท์ พาวเวอร์ ขึ้นมาอีกแขนงหนึ่งก็เป็นได้

