“กดดันสิครับ” เต๋า ภูศิลป์ วารินรักษ์ ตอบแบบไม่กั๊ก ถึงความรู้สึกของการมาแสดงภาพยนตร์เรื่อง “ฮักเจ้าอีหลี” ที่เป็นอย่างนั้น เขาบอกว่าเป็นเพราะตอนตกปากรับคำผู้กำกับ แก๊ปเปอร์ วรฤทธิ์ นิลกลม ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยเขายังไม่รู้อะไรมาก
“ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้เล่นเป็นนักแสดงนำ ที่นำมากๆ เพราะพี่แก๊ปเปอร์ ผู้กำกับติดต่อมา ว่าอยากให้เอาคณะหมอลำคนนั้น คนนี้ นักแสดงคนนั้น คนนี้ เราก็เป็นคนประสานให้ สุดท้ายเฮียก็บอกเต๋าเล่นเองด้วย เราก็โอเค เล่นได้”
“พอมาเปิดบทดูก่อนประมาณ 1 อาทิตย์ อ้าว, เป็นตัวดำเนินเรื่อง โห กดดันเลยตอนนั้น”
“จะทำได้หรือเปล่าเนี่ย”
เพราะดูๆแล้ว บท ‘บักเคน’ ที่เขาได้รับ คาแร็กเตอร์คือเป็นตลก 100 ลีลา ในคณะหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ ซึ่งความตลกนี้ แตกต่างกับตัวจริง
“เราไม่ใช่คนตลกอะไรขนาดนั้น”

แต่ครั้นมานึกทบทวนดีๆ ก็จับจุดได้ว่า สิ่งที่เขาต้องทำ คือ “การถ่ายทอดความเป็นตลกผ่านวิถีชีวิตความเป็นมนุษย์มากกว่า มันก็เลยปลดล็อกตรงนี้ได้”
เต๋าซึ่งมีงานหลักเป็นนักร้อง บอกว่าแม้จะเคยผ่านงานแสดงละครมาแล้วหลายเรื่อง งานหนังก็ไม่ใช่ไม่เคยทำ แต่ความที่ห่างจากหนังไปราวๆ 6-7 ปี ครั้งนี้จึง “เหมือนได้กลับเข้าโรงเรียนหนัง”
“ก็เหมือนการเคาะสนิม แล้วก็ได้เรียนรู้ และพัฒนาอยู่ทุกๆวัน”

กับงานชิ้นนี้ เต๋าบอกว่าเขาเองทำด้วยความรู้สึกแฮปปี้ ขณะเดียวกันก็คิดด้วยว่า งานซึ่งกำลังลงโรงฉายอยู่ขณะนี้เป็นงานที่น่าสนใจ และนอกเหนือจากความสนุกที่คนดูจะได้ เนื้อหนังยังมีสิ่งอื่นมอบให้
“ผมมองว่าหนังฮักเจ้าอีกหลีให้มิตรภาพ ให้ความสมัครสมานสามัคคีกันเป็นหมู่คณะ”
อีกอย่างคือ จากเนื้อเรื่องของบักเคนผู้มีความฝันว่าอยากจะเป็นพระเอกหมอลำ จึงมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่างๆนานา ก็ทำให้ตระหนักว่า “เราจะไม่รู้เลย ว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่พยายามทำมัน ลองพยายามทำดู อย่างน้อยๆเราก็รู้ ว่าเราทำได้หรือไม่ได้”
“แต่เราต้องพยายามทำมันก่อน”

‘รัก’ ของเต๋า
ในวัย 30 ปี เต๋าบอกว่าสถานภาพชีวิตรักตอนนี้คือโสด
“ยังว่าง” บอกพลางยิ้ม
“คือจริงๆแล้ว ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ผ่านการใช้ชีวิตมาเยอะ ผ่านความสุข ความสุข มาเยอะมาก มีแฟนที่ดี แล้วก็มีแฟนที่มีแล้วมีผลกระทบกับการทำงาน ตอนนี้เราเรียนรู้ชีวิตว่าใครที่ไปกับเราได้ เรายินดี ใครที่ไปกับเราไม่ได้ ก็ถือว่าได้แยกย้ายกันไปใช้ชีวิต ด้วยเส้นทางที่แต่ละคนถนัด”
“ตอนนี้สเป็กคือไม่มีอะไรมาก อยู่ด้วยกันแล้วเข้าใจกัน อยู่ด้วยกันแล้วเป็นแม่เหล็กขั้วบวก ขั้วลบที่ดึงเข้าหากัน แต่ถ้าอยู่ด้วกันแล้วไม่มีความสุข มันจะรู้สึกได้เองว่าคนนี้ไม้ใช่ จะเหมือนแม่เหล็กที่ขั้วเดียวกัน แล้วแยกย้ายกันออกไป”
“ตอนนี้ขอแค่คนที่เข้าใจ และพอใจในสิ่งที่มี สิ่งที่ได้กับเรา”

“อดีตผมอาจจะไม่ได้คิดแบบนี้ แต่ในปัจจุบันผมคิด และผมไม่ได้เอาแต่ตัวผมเอง ผมมองว่าทุกคนก็ล้วนแต่อยากจะสร้างความสุขให้แก่ตัวเอง ความสุขก็ต้องเกิดจากตัวเรา แล้วถ้ามีอีกหนึ่งความสุขที่เกิจากตัวเขา แล้วทั้งเรา ทั้งเขา มีความสุขที่เข้ากันได้ มันก็ได้สิ่งที่ดี”
“ที่ผ่านมาอาจจะเจอความสุข แต่ความสุขมันเข้ากันไม่ได้ มันก็ไม่เข้ากัน แค่นั้นเองครับ”
“ชีวิตมันไม่มีสูตรสำเร็จอะไรหรอก ก็ต้องลองๆ ดู ไปเรื่อยๆ”
ความรักก็เช่นกัน.

