ไอซ์ ควง แม่เอ๋ เปิดใจครั้งแรกหลังเสีย ‘น้าค่อม’ เผยถูกคนว่าใจดำ-เตรียมย้ายไปอเมริกา

14.10.22 | 10:49 น.

ไอซ์ ควง แม่เอ๋ เปิดใจครั้งแรกหลังเสีย ‘น้าค่อม’ เผยถูกคนว่าใจดำ-เตรียมย้ายไปอเมริกา

หลังจากวงการบันเทิงสูญเสียดาวตลกชื่อดังอย่าง “น้าค่อม ชวนชื่น” ด้วยโรคโควิด-19 นำความเสียใจต่อครอบครัว และแฟนตลกทุกคน

ล่าสุด ไอซ์ ณพัชรินทร์ และ คุณแม่เอ๋ ประภาศรี ลูกสาวและภรรยาของตลกผู้ล่วงลับ ก็ได้เปิดใจครั้งแรก ในรายการ คุยแซ่บ Show ทางช่อง วัน31 ที่มีหนิง ปณิตา และเป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

แม่เอ๋เปิดเผยว่า 1 ปี 8 เดือน สภาพจิตใจดีขึ้นกว่าปีแรก ยังร้องไห้อยู่ เป็นระยะที่พูดถึงอยู่

ไอซ์เสริมว่า ไม่อยากเห็นแม่เลย คุณแม่โทรมมาก ดูแก่กว่าเดิม เขาอยู่กับที่ เขานั่งโต๊ะกินข้าวที่เดิม เขาเป็นแม่บ้าน อยู่แต่กับบ้าน ความดิ่ง ความโทรม ตัวเขาก็ดี ค่อยๆ พยายาม

แม่เอ๋กล่าวอีกว่า แรกๆ ไม่เคยพูดให้ไอซ์ฟัง ลูกเครียด ลูกก็ห่วงเรา ยิ่งเราทำให้ลูกเห็น ลูกก็ยิ่งแย่ ลูกมาถามแม่โอเคไหม เราก็โอเค ทั้งที่เราโอเคหรือไม่โอเค แต่เราบอกโอเค ไม่กล้าออกสื่อเลย ไม่รู้จะออกไปพูดอะไร ไปก็ร้องไห้ เขาจะได้อะไร

Advertisement

เตรียมย้ายครอบครัวอยู่อเมริกา

ไอซ์เปิดเผยว่า ไอซ์ไปเที่ยวเกาหลีกับครอบครัว และกลับมาเยี่ยม แม่ก็บอกว่า พาแม่ไปอยู่เกาหลีหน่อยสิ ไม่อยากอยู่นี่แล้ว ส่วนเรื่องจะย้ายไปอยู่อเมริกานั้นก็มีแพลน เพราะแม่ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ไม่อยากเห็นอะไรเกี่ยวกับคุณพ่อ บางทีเราอยู่นานๆ ก็อิ่มตัว เราก็กลับไปคิดกับแบงก์ว่าจะไปไหนกันดี ประเทศที่เราจะไปก็เราคุ้นเคย มีใครซัพพอร์ตเรา ให้คำแนะนำในการใช้ชีวิต ก็คิดว่าน่าจะถึงเวลาที่จะต้องพาแม่ไปเปลี่ยนที่อยู่บ้าง ไปเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ บ้าง

“ไอซ์คิดว่าจะพาคุณแม่ไปอยู่ก่อน สัก 3-4 เดือน 5-6 เดือนว่าไป ที่เขาให้อยู่ได้ หลังจากพ่อเสีย ไปประเทศไหน เจอคนไทย เขาเดินมากอด มาร้องไห้ตลอด ก็คิดว่าจะพาคุณแม่ไปใช้ชีวิตที่นั่น”

จากไปไม่ทันได้ร่ำลา

แม่เอ๋เสริมว่า หลายคนบอกว่า ต้องมูฟออนได้แล้ว ลองเป็นคุณก่อน ผัวฉันไม่ได้เป็นมะเร็งตาย ไม่ได้เป็นอะไรตาย ผัวฉันติดโควิดตาย ติดโควิดจากคนที่เอามาติดผัวฉัน

ไอซ์เปิดเผยว่า คุณพ่อไม่ได้รักษาแบบ 1-2-3-4 ที่มีเวลาได้เตรียมใจ แต่ติดโควิด วันนี้ได้คุย วันนี้ไม่ได้คุย ก็ยาวเลย

แม่เอ๋เผยว่า สเต็ปพี่ค่อม 1 แล้ว 10 เลย คำว่ากรีดร้อง ร้องคร่ำครวญ ตั้งแต่โรงพยาบาลโทรมาบอกว่าผัวติดโควิด ดิฉันรู้เลยว่ามันเป็นการร้องไห้คร่ำครวญ ถ้าวันนั้นที่เราเดินไปส่งแกขึ้นรถ ดิฉันจะกอดแกให้แน่นๆ เราไม่คิดว่าแกจะไปแล้วไม่กลับ จะกอดแกให้แน่นๆ เลย อยู่โรงพยาบาล เราก็โทรคุยกับแก ถามแกตลอด

เล่านาทีรู้ติดโควิด

เอ๋ ประภาศรีกล่าวว่า ตอนติดโควิด เหมือนใครมากระชาก เรารู้เลยร้องไห้คร่ำครวญเป็นอย่างไร ตัวเองต้องแอบไปร้องไห้หลังบ้านไม่ให้พี่ค่อมได้ยิน แกเอง รู้ตัวเอง เพราะตัวแกเองใกล้ชิดกับคนที่เป็น ก็เดินไปบอกแกว่าผลของเธอยังไม่ชัดเจน ขอตรวจซ้ำอีกรอบ และแนะนำว่าให้แยกอยู่ในห้อง เขาลุกเลย แล้วไปอยู่บนห้องไปเลย มันทุบเลย ก็คิดว่า เราเป็นแม่บ้าน เราไม่ได้ทำงาน เรายังไม่มีโรคประจำตัว ก็คิดว่าเป็นแทนดีกว่า มันเป็นภาพแย่มากที่แกเดินขึ้นไป เราไปดูหน้าประตูว่ากินอะไร พยายามทำเสียงให้ปกติ จนเราติดโควิด ตอนแรกก็ไม่กล้าบอกแก แกกังวลตลอด ตัดสินใจว่าบอกแก

เราก็อยากไปอยู่ที่ รพ.เดียวกัน ก็โทรคุยว่า มาถึงแล้ว เราอยู่ชั้น 11 นะ เธออยู่ชั้น 16 หมอบอกว่าให้สูดออกซิเจนบ่อยๆ ให้ปอดฟู และจะได้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน พอพูดอะไรเขาก็พูดว่า อือๆ เหมือนจุกอก และ 3 วัน ก็ทรุด แล้วย้ายโรงพยาบาลอีก แล้วเราจะมารักษาอยู่โรงพยาบาลนี้เพื่ออะไร อุตส่าห์ตามผัวมารักษาอยู่ที่นี่แล้วทำไมผัวยังหนีไปอีก

ไอซ์เสริมว่า พ่อห่วงแม่ เขาไม่อยากให้แม่เป็นอะไรแหละ เขาเป็นคนที่รักภรรยา ทุกคนรู้กัน แล้วพอแม่ติด เขาก็ดิ่ง แล้วพอเขารู้จากแม่ เขาก็โทรมาหาไอซ์ทันที ที่ทุกคนบอกว่าไอซ์ใจดำว่าไอซ์อย่างนู้น อย่างนี้ คือเราได้รับสารมาจากพ่อเราแล้ว ก่อนที่เราเลือกที่จะใจดำ หรือเราเลือกที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ เราไม่ได้อยากก้าวร้าว แต่เราได้รับสารมาแบบนี้จากพ่อ แล้วหนูคิดว่าทำให้เขาแบบนี้มันผิดตรงไหน

ช็อก กระโดดหน้าต่างหนี

แม่เอ๋ว่า ณ ตอนนั้นเราเหมือนช็อก จะร้องไห้ยังไงดี จะทำยังไงดี คร่ำครวญ ทำไมๆ ทำไมต้องมาทิ้งกัน ทำไมต้องมาจากกัน ทำไม แล้วตอนนั้นไม่อยากอยู่แล้ว ทำไมๆ อุตส่าห์ตามมาหาผัว ผัวก็ยังหนีไปอีก ทำไมต้องจากกัน อยากกระโดด ไม่อยากอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นโชคดีประตูเขาปิดแล้วมันก็หนาเกินไป เครียดจนทุกอย่างในร่างกายดิ่งหมด ความดัน เกล็ดเลือดอะไรต่ำหมด

ไอซ์กล่าวว่า เราต้องคอยบอกแม่ว่าแม่ต้องพยายาม

แม่เอ๋กล่าวว่า วันสองวันแรกคือทุกอย่างดิ่งหมด ดิ่งจนน้องพยาบาลเดินเข้ามา บอกว่าอยากคุยอะไรกับหนูไหม อยากพูดอะไรกับหนูไหม คือเราอยากร้องไห้ เราอยากกรี๊ดออกมาให้มันดังๆ แต่เราได้แค่ส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร

สิ่งที่ค้างคาใจ คนบิดเบือนการรักษาน้าค่อม

แม่เอ๋กล่าวว่า ณ ตอนแรกเรามีความเจ็บช้ำน้ำใจ ทำไมเราผิดอะไร เราเป็นผู้สูญเสีย ทำไมทุกคนต้องมาว่าเรามาโทษอะไรเรา

ไอซ์เผยว่า เขาจะว่าว่าเราใจดำ ใจแคบ ไม่มีใครเอาโควิดมาติดคนที่ตัวเองรักหรอก เรื่องบางเรื่องเราอยากออกมาพูด คนบอกตลอดว่าทำไมไม่ออกมาพูด ทำไมไม่ออกมาอธิบาย เราพูดไปพ่อเราไม่ได้ฟื้น ครอบครัวเราทุกคนที่ไม่ได้ออกสื่อ ใครออกมาพูดก่อนคนนั้นได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะว่าเขาจะมองจากมุมนี้แล้วหันมาด่าเรา

เราไม่อยากให้ค่า เรารู้สึกว่าอะไรที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น แรกๆ รู้สึกแย่มาก ร้องไห้ตลอด ร้องไห้เหมือนเราจะห้ามใจตัวเองไม่ไหว เพราะเราก็เป็นคนอารมณ์ร้อนเหมือนกัน จนแฟนเราห้าม เชื่อฉันๆ จนวันนี้มันปีกว่าแล้ว คนเริ่มมาเข้าใจเรามากขึ้น เอาง่ายๆ เลย พี่ๆ ในวงการเข้าใจเรามากขึ้น

“ของหนูเคยออกไปทำงานแล้วเจอเพื่อนนักแสดงด้วยกัน เห้ยมึงกูให้กำลังใจนะ พ่อเขาให้ยาอะไรผิดเหรอ หนูโคตรเอ๊ะเลย เราถามว่ารู้มาจากใคร เขาก็บอกว่ารู้มาจากพี่คนนี้ โอ๊ยย..กูไหว้อยู่ตั้งนาน ออเหรออะไรอย่างนี้คือเขาเป็นคนดี เป็นคนน่ารัก แต่ทำไมพี่คนที่เป็นต้นขั้วที่รู้แล้วมาบอกเพื่อนเรา ทำไมไม่มาถามเรา เราก็รู้จักกัน เราก็พูดคุยกัน เราก็เจอกันอะไรอย่างนี้ เราฟังแล้วเอ๊ะเลย แสดงว่าหลังบ้าน หรือที่อื่นๆ เขาต้องไปพูดต่อๆ กัน แบบบิดการรักษา บิดนู้น บิดนี่กันเยอะมากเลย”

“ไอซ์อธิบาย พ่อไอซ์แบบนี้นะ คุณพ่อรักษาทุกขั้นตอนแล้ว ให้ยาจนตับแตก ตอนที่คุณพ่อเสีย คุณหมอบอกว่าปลายนิ้วม่วงแล้ว แต่บอดี้เขาคือปกติเลยไม่มีอะไรน่ากลัว วันที่คุณพ่อเสีย เชื้อโควิดก็ยังอยู่ มันไม่หาย เรารักษาทุกขั้นตอนอยู่แล้ว พ่อเราคนหนึ่ง เราไม่มีทางปล่อย อะไรที่ทำได้เราต้องสู้ให้สุดอยู่แล้ว แล้วการที่มาทักเราแบบนี้ เราเอ๊ะเลย มีอะไรที่เราไม่รู้ เราพลาดตรงไหนไป ทำไมคนที่รู้ กับเราที่คุยกับหมอ หรือหมอไปคุยกับใครต่อหรือเปล่า ไอซ์เชื่อว่าคุณหมอโอเค แต่ไอซ์ก็คิดว่า ณ ตอนนั้นมันเป็นตอนใหม่ๆ สารทุกคนแหละ ที่บอกว่าฉันรู้ๆ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่”

ต้องพบจิตแพทย์

ไอซ์เล่าต่อว่า หลังจากพ่อเสียประมาณอาทิตย์หนึ่ง หนูจะไม่นอน 24 ชม.ประมาณครึ่งเดือน ตัวเองคิดเองแล้วว่ามันเกิดจากอาการช็อกว่าพ่อเสียกะทันหัน เรารู้เรื่องมาทั้งหมด ทุกครั้งที่เรานอนในหัวเราก็จะทวนเรื่องที่เราได้รับฟังจากคุณหมอมันหนัก จนเราไปทำงานก็ไม่ได้นอน พูดไม่รู้เรื่อง เราอึ้งบ้าง เพราะว่าหัวเรามันไม่ไป เราก็เลยเลือกที่จะไปพบจิตแพทย์ แล้วเขาก็ให้ยาเรามารักษา แต่ยาที่เขาให้มา เราไม่ได้ทานเลย เราแค่อยากรู้ว่าเราเป็นใช่ไหม แล้วสุดท้ายก็จริงว่าเราเป็นอย่างนั้น พอเรารู้เราก็กลับมารักษาตัวเอง กลับมาบำบัดตัวเราเอง มันต้องผ่านไปให้ได้ มันต้องปลดมันต้องวางได้แล้ว

และเมื่อถามว่า ตอนนี้ทั้งคู่โอเคแล้วหรือยังนั้น แม่เอ๋เผยว่า ยังไม่โอเค ยังเหลือประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้ บางทีเราอยู่บ้าน เรามีจุดของเรา ตรงโซฟาก็เป็นที่ของพี่ค่อมเขา ถ้าวันไหนเขาไม่ทำงาน เขาก็จะดูทีวีทั้งวัน พอไม่มีแกเราก็อยู่ตรงนั้น ดูที่แกไม่ได้ เหมือนเราเดินออกประตูเรามีรองเท้า 2 คู่ ของเราและของแก พอวันหนึ่งออกจากบ้านมา เหลือของเราคู่เดียว เวลากินข้าว ตักใส่ 2 จาน มันเหลือจานเราคนเดียว

สิ่งที่ทำให้รักน้าค่อม

แม่เอ๋เล่าว่า บางคนเคยบอกว่าให้นึกเรื่องที่ไม่ดีของแก แล้วเราจะได้มูฟออนได้ แต่เชื่อไหม ดิฉันอยู่กับแกมา 36 ปี ดิฉันยังหาความไม่ดีของเขาไม่เจอเลย เขาเป็นคนที่รักลูกและรักเมียมาก เมียต้องอันดับ 1 ลูกอันดับ 2 เรื่องที่เขาทำคือเรื่องซ่อนเงิน แต่มันไม่ใช่ปัจจัย เขาซ่อนเงินแอบไปออกรถให้ลูก ซ่อนเงินเพื่อไปเปลี่ยนแม็กซ์ให้ตัวเอง ซ่อนเงินแล้วขับรถดิฉันหายไปครึ่งวันแล้วขับกลับมาพร้อมป้ายแดง เปลี่ยนรถให้ตัวเอง เปลี่ยนแม็กซ์ให้ตัวเอง มอเตอร์ไซค์ให้ลูกคันนั้นคันนี้

“เช้ากองนัด 10 โมง 7 โมงออกจากบ้าน ถ้าออกเลิก 5 โมง 5 โมงครึ่งถึงบ้าน ผัวดิฉันไม่เคยหายไประหว่างทางและเขาไม่เคยว่า นินทา หรือให้ร้าย หรือเอาเรื่องคนนั้นมาพูดตรงนี้ เอาเรื่องคนนี้มาพูดตรงนั้น”