‘ดีที่สุด’จากศิลปิน กลายเป็น’เพลงเพื่อพ่อ’

ตั้งแต่ 13 ตุลาคมเป็นต้นมา คล้ายว่าโลกทั้งใบของคนไทยจะหยุดนิ่้ง เมื่อทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยที่ทำได้ นอกจากอ่านเรื่องราวของ “พ่อ” ซ้ำไปซ้ำมา กดเซฟภาพ “พ่อ” ที่แจกจ่ายตามสื่อออนไลน์ไว้เป็นความทรงจำ หลายคนยังถือโอกาสบอกรัก “พ่อ” ผ่านวิธีต่างๆ ตามแต่จะถนัด

อย่างศิลปินนักร้อง ไม่ว่าจะค่ายเล็ก ค่ายใหญ่ หรือศิลปินอิสระ ก็บรรจงรังสรรค์บทเพลงเต็มความสามารถ ภายในเวลาเพียงแค่ 1 เดือน จึงมี “บทเพลงเพื่อพ่อ” เป็นจำนวนมากกว่าครึ่งร้อย โดยบทเพลงเหล่านั้น ไม่ใช่มากแค่จำนวน แต่ยังครอบคลุมทุกแนว ตั้งแต่ป๊อป ร็อก แจ๊ซ ฮิพฮอพ ลูกทุ่ง หมอลำ เพื่อชีวิต ฯลฯ

“…พ่อเจ้าอยู่หัว พ่อภูมิพล ของประชาชน คนไทยทั้งชาติ เราขอตามรอยพ่อ ตามเบื้องพระยุคลบาท จอมกษัตริย์นักปราชญ์ ผู้หยาดเหงื่อหลั่งรดโลมดิน”

และนี่คือ “พ่อภูมิพล” หนึ่งบทเพลงจาก แอ๊ด คาราบาว-ยืนยง โอภากุล ที่ในชีวิตมีโอกาสได้แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาแล้ว 6 เพลง และครั้งนี้อาจจะเป็นเพลงสุดท้าย

เพลงที่ใช้เวลาแต่งเพียง 1 ชั่วโมง เพราะทุกอย่างนั้นออกมาจากใจ จากที่เห็นพระองค์ทรงเสด็จฯ ไปประกอบพระราชกรณียกิจ

“ภาพที่พระองค์ทรงงานแล้วออกไปตามชนบท คือ ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ใดในโลกเหมือน ท่านออกไปเยี่ยมพสกนิกร เข้าไปมอบความรู้ต่างๆ ที่ท่านได้ค้นคว้าจากในวังสวนจิตรฯ เอาไปถ่ายทอดต่อ” แอ๊ดบอกผ่านรายการ เรื่องเล่าเช้านี้

พ่อภูมิพล

แล้วยังว่า “โครงการพระราชดำริต่างๆ ทั้ง 3,000 – 4,000 โครงการที่พระองค์ไปวางรากฐานไว้ให้มากมายเหลือเกิน ที่ท่านให้พสกนิกรของท่าน”
โดยทุกถ้อยคำในเพลงนั้น แอ๊ดบอก “มันเป็นความจริง”

“และตอนขมวดปมสุดท้ายที่ว่าเป็นมหากษัตริย์ เป็นจอมกษัตริย์ที่หยาดเหงื่อหลั่งลงดิน เป็นคำที่มันคล้องกับภาพที่เราเห็นพระองค์ท่านที่มีเหงื่อหยดในตอนที่ท่านทรงงานอยู่ ผมอยากจะสื่อความหมายว่าให้คนไทยเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ท่านนะครับ”

ขณะที่เพลง “เสียงในใจ” ที่แต่งโดย ทิวา สาระจูฑะ นักเขียน และบรรณาธิการนิตยสารดนตรี “สีสัน” ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะได้อัญเชิญชื่อบทเพลงพระราชนิพนธ์ 20 เพลงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ มาร้อยเรียงเป็นเพลง โดยมีศิลปินหลายคนพร้อมใจถ่ายทอดตามแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะ บี๋ – คณา อภิรดี ที่มาร่วมร้อง และได้เสียงขลุ่ยจาก ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี หรือเวอร์ชั่น บรรณ สุวรรณโณชิน, ฟอร์ด-สบชัย ไกรยูรเสน และ พยัต ภูวิชัย

เช่นเดียวกับเพลง “ฟ้าร้องไห้” ที่รวมนักร้องลูกทุ่งดังทั่วฟ้าเมืองไทยมาถ่ายทอด ไม่ว่าจะ ผ่องศรี วรนุช, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, ชินกร ไกรลาศ, เอกชัย ศรีวิชัย, สุนารี ราชสีมา, ศิรินทรา นิยากร, ไชยา มิตรชัย ฯลฯ ซึ่งครูเพลง ชลธี ธารทอง ผู้แต่งเล่าให้ฟังว่าเป็นความตั้งใจครั้งยิ่งใหญ่

ฟ้าร้องไห้

“ตอนแรกที่รู้ข่าวทำอะไรไม่ถูก นั่งทำใจอยู่พักใหญ่ ว่าเราไม่มีพ่อแล้วเหรอ ท่านจากเราไปแล้วเหรอ เราจะทำอะไรต่อไปดี ก็ต้องแต่งเพลงเพื่อไว้อาลัยเป็นอนุสรณ์ว่ามีความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในเมืองไทยให้คนได้จดจำ” เขาว่า

และเมื่้อตั้งใจแล้วก็ใช้เวลาร่วม 10 ชั่วโมงในการแต่ง เพราะแต่ละคำที่ใช้ นอกจากมีความหมายลึกซึ้งยังต้องคำนึงความสุภาพเหมาะสม

“แต่งไปก็ร้องไห้ไป แต่ต้องทำให้เสร็จ ให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด” ชลธีสารภาพ
พร้อมกับบอก “เพลงนี้บอกให้คนรู้ว่าเมื่อไม่มีพ่อแล้วจงทำดี เลิกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เหมือนที่พ่อบอกให้สามัคคีกันไว้”

ด้าน ครูสลา คุณวุฒิ นั้น แต่งเพลง “เล่าสู่หลานฟัง” ให้ศิลปินหลายคนได้ขับร้อง ด้วยความคิดว่า “พ่อจาก แต่ความรักของประชาชนที่มีต่อพ่อไม่มีวันจบ แต่เราจะบอกรักพ่อโดยวิธีใด นับต่อจากนี้ คงไม่ได้หมายเพียงการจุดเทียนธูปถวายคำอธิษฐานเพื่อบอกกล่าว เพราะคำว่ารักที่มีต่อพ่อ..มากกว่านั้น”
นั่นคือการทำความดี รักแสะสามัคคีกันไว้ตาม “คำสอนพ่อ”

ส่วน หมิง ร้อยเสียง – สรรพสิทธิ์ ถือพุดซา ศิลปินตาบอดแต่กำเนิดวัย 26 ปี ชาวนครราชสีมา เล่าว่า “ได้รู้จักในหลวงจากการได้ยิน ได้ฟัง และได้สัมผัสมาตั้งแต่เกิด โดยพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภาคของประเทศไทย แม้แต่ในชนบทที่อยู่ห่างไกล ก็ทรงเสด็จฯไปเยี่ยมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้แต่ผู้พิการทางสายตาอย่างผมก็สัมผัสได้”

หมิง ร้อยเสียง

ดังนั้นเขาจึงแต่งเพลง “ทำดีเพื่อพ่อ” และร้องอย่างสุดความสามารถ เพื่อบรรยายถึงความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่าน ผู้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจไปทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ราษฎรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาคณะครุศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ช่วยกันถ่ายทำมิวสิกวิดีโอบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี แล้วนำมาลงในยูทูบ แน่นอนว่าเรียกเสียงชื่นชมและยอดแชร์ได้เป็นจำนวนมาก

ไม่ต่างจากศิลปินประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เป็ด ประกายเพ็ด จากสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ร่วมถวายความอาลัยด้วยการร้องเพลง “รักพ่อ” พร้อมกับมีข้อความกำกับไว้ว่า “คนลาวก็รักพ่อ ร้องมาจากใจ พยายามทำดีที่สุด”

กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ – ณัฐวุฒิ ศรีหมอก ก็ยึดหลักเดียวกัน จึงแต่ง “พลังแสงอาทิตย์” เพลงฮิพฮอพที่เขาร่วมร้องกับ คิว – สุวีระ บุญรอด ซึ่งแม้ผู้คนส่วนใหญ่จะชื่นชอบกับความหมายดีๆ ฟังแล้วมีพลัง แต่กลับมีบางคนติเตียนว่าไม่ควรนำเรื่องในหลวง ร.9 ไปใส่ในแนวเพลงฮิพฮอพ

พลังแสงอาทิตย์

และเขาก็ได้ชี้แจงว่า “ผมมองเพลงฮิพฮอพว่าสิ่งนี้คืองาน งานที่ทำโดยสุจริตและภาคภูมิใจ เป็นงานที่ผมถนัดทำที่สุดในชีวิต เป็นงานที่ผมรู้สึกมีเกียรติที่ได้ทำ”

“งานก็คืองาน ไม่มีสูงหรือต่ำ เป็นคนเก็บขยะหรือนายกฯ เป็นชาวนาหรือนักธุรกิจ เป็นกวีหรือเป็นแรพเปอร์ข้างถนน ถ้าเป็นงานที่ทำประโยชน์และไม่เบียดเบียนใครล้วนดีทั้งสิ้น เมื่อผมเห็นพระองค์ทรงงานหนัก ผมรู้สึกว่าพ่อหลวงสอนผมว่า ถ้ารักพ่อให้ทำงาน”

“และนี่คืองานที่ผมจะขอทำหน้าที่นี้แก่ตนเองและส่วนรวมให้ดีที่สุด”

เหมือนกับทุกศิลปิน เจ้าของเพลงอีกกว่า 50 บทเพลงที่บรรจงร้อยเรียงเป็น “บทเพลงเพื่อพ่อ”

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon