ไอซ์ อภิษฎา เคลียร์ทุกประเด็นเรื่องสามี ทั้งกรณีหญิงอื่น เหตุที่เลือกฝรั่ง และฐานะมหาเศรษฐีจริงไหม
ไปร่วมงานเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ EVE’S OIL ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว จากนั้น ไอซ์ อภิษฎา ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนแรกนึกว่าจะได้ลูกชาย แต่สุดท้ายก็ทราบแล้วว่าทารกในครรภ์เป็น “ผู้หญิง” มีกำหนดคลอดในเดือนมกราคมปีหน้า
“พอรู้ว่าเป็นลูกสาวก็คิดว่าเลี้ยงยังไง เราไม่รู้ว่าจะเสียงสองยังไง เราไม่ใช่คนเสียงสอง (หัวเราะ) แต่เพื่อนทุกคนบอกว่าการมีลูกสาวคนแรกเหมือนเข้าพรี เป็นการเตรียมตัว ถ้าได้ลูกชายคนแรกอาจจะปวดหัวมาก อาจจะซนมาก ได้ลูกผู้หญิงก็จะมีความน่ารักแบบผู้หญิง”
ทั้งนี้ ไอซ์บอกว่าเธออยากจะมีสัก 2 คน แต่สามีอยากมี 3 คน
เรื่องคลอด ไอซ์บอกทั้งตื่นเต้นและกลัว
“ด้วยความที่ตอนเด็กๆ เข้าค่ายเนตรนารี ดูคลิปภาพที่แม่คลอดลูก น่ากลัวสำหรับเรามาก เป็นภาพจำ แต่คุณสามีบอกผู้หญิงทั้งโลกทำได้ เราก็บอกว่าไม่มาเป็นฉันไม่รู้หรอก ฉันกลัว”
บอกด้วยว่า จะไปคลอดที่ภูเก็ต เพราะบ้านที่กรุงเทพฯยังไม่เสร็จ ประกอบกับมีบ้านที่ภูเก็ตพอดี
เรื่องสามีที่เธอยังไม่เคยเผยโฉมให้คนทั่วไปได้เห็น ไอซ์บอก ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยากเปิดเมื่อไหร่
“เอาจริงๆ ด้วยความที่ตั้งแต่แรกเรารู้สึกว่าอยากมีพื้นที่ส่วนตัวให้เขา ไม่ได้แอ๊บอะไรนะ แต่รู้สึกว่าอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าโดยส่วนตัวเราไม่ใช่คนลงรูปโพสต์กับแฟน ตั้งแต่อยู่วงการมา 10 กว่าปีอาจจะมีแค่คนนึงเพราะเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน มันแยกกันไม่ได้ แต่กับคนอื่นที่เป็นแฟน ที่คบกันมาไม่ค่อยมีเพราะฉะนั้นสิ่งนี้มันคือตัวตนของเรา
“แล้วเขาก็ไม่ใช่คนชอบถ่ายรูป แต่เราก็ไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้เซ็นทรัลภูเก็ตคือถิ่นประจำ ไม่ได้ปิด ไม่ได้รู้สึกว่าเจอใครแล้วทำเป็นความลับ แต่แค่รู้สึกว่าไม่รู้จะโพสต์อะไร แต่ถ้ามีรูปอะไรพิเศษจริงๆ อยากลงก็จะลง”

เรื่องถือเคล็ดไม่เปิดเผยเรื่องความรัก ไอซ์ก็ว่าเป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง
“หมอดูทุกคนจะพูดเลย ความรักถ้าไม่เปิดเผยจะดีที่สุด เราไม่เป็นเมียน้อยใครนะ แต่ถ้าเปิดจะมีปัญหาก็รู้สึกว่าเป็นคำพูดที่ฝังหัวอยู่ แล้วทุกครั้งเปิดก็ชอบมีปัญหา มานั่งคิดพิจารณาตอนอยู่กันสองคน ไม่มีปัญหา แต่พอมีคนเอาไปทำโน่นนี่ ปัญหามาจากคนอื่นไม่ใช่เรา”
ส่วน ดราม่าเรื่องมีผู้หญิงคนหนึ่งโพสต์ในทำนองว่ามีสามีคนเดียวกับเธอ ไอซ์บอก “เราอยู่ในยุคที่จะต้องใช้สติมากๆ ในการรับฟังข่าว หรือวิเคราะห์ ตอนนั้นในหัวมีอยู่ 2 อย่างว่าจะต้องออกมาแก้ข่าวไหม แต่รู้สึกว่าถ้าออกมาแก้ข่าวเป็นการไม่ให้เกียรติตัวเอง ทำไมเราต้องดิ้นรนกับอะไรที่มันไม่ใช่เรื่อง”
“เราอย่าไปเดือดร้อนกับสิ่งที่มันไม่ใช่ ต้องยืนหยัดหนักแน่นกับความจริงของเรา ถ้าเราออกมาพูด แล้วเขาเปลี่ยนแอคเคาต์เอาเรื่องอะไรมาพูดอีก ก็ต้องออกมาพูดทุกครั้งเหรอ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ค่ากับอะไรอย่างนี้ แล้วไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นอีกกี่รอบๆ ต้องดิ้นรนกับมัน ไอซ์เลยหนักแน่นและปล่อยผ่าน”
ครั้นถามว่า เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบจิตใจไหม ไอซ์บอก “โชคดีมากที่มีน้องอยู่ในท้อง และเราไม่อยากส่งอารมณ์อะไรที่ไม่ดีไปถึง คุณสามีเขาก็ขอบคุณเรา และประทับใจที่เราหนักแน่นพอ”
“และเราก็รู้สึกว่าพอมันใช้คำว่าครอบครัว เราไม่จำเป็นที่จะต้องเอาพายุเข้าบ้าน”
“ไอซ์ว่ามันอยู่ในจังหวะที่เป็นบททดสอบใหญ่เหมือนกัน เพราะสมมุติเราสติแตก มันก็สามารถเป็นบ้าเป็นบอได้เหมือนกัน บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับเรามองว่ามันก็เป็นเรื่องที่ใจร้ายเหมือนกันนะ ในการที่รู้ว่าผู้หญิงที่กำลังท้อง และมาทำอะไรแบบนี้ แต่เราก็เข้าใจเจตนาว่าคนทำคงไม่ได้หวังดีเท่าไหร่ และเราก็จะไม่อนุญาตให้เขาเอาอารมณ์ที่ไม่ดีมาใส่เราได้ ช่วงนั้นก็โชคดีมากที่อยู่ต่างประเทศ เราก็ใช้ชีวิตของเราไป”
“ก็มีคนส่งมาให้รู้แหละว่าเกิดอะไรขึ้น แต่โชคดีที่เราปล่อย อะไรที่มันไม่ใช่ ก็อย่าเอาเข้ามา อย่าทำร้ายตัวเอง อย่าทำร้ายครอบครัว อย่าทำร้ายลูกสาว”
“เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร วันนี้ที่เราอายุมาถึงขนาดนี้ มีประสบการณ์ชีวิตกับความรัก และรู้ว่าเราเลือกอะไร ในวันที่จะมีน้อง พูดเลยว่านี่คือความตั้งใจมากๆ เราไม่ใช่เด็กๆ ที่จะมาใช้คำว่าพลาด หรืออะไร มันเป็นสิ่งที่เราตั้งใจ แต่อาจจะไม่ใช่ตามสเต็ปทุกคน ที่จะต้องจัดงานแต่งงาน เรื่องนั้นสำหรับเรา คือเราเองที่ไม่อยาก เราเคยเฉียดๆ ตรงนั้นมา และเห็นแล้วว่ามันไม่ได้แปลว่าอะไร ไม่ได้มีความหมายอะไรที่จะทำให้ชีวิตรักมันยืนหยัด มั่นคง แต่สิ่งสำคัญคือต่อจากนี้เราจะใช้ความเป็นครอบครัวของเรายังไง ให้มันมีความสุขอยู่ยาวที่สุด”

เรื่อง งานแต่ง ไอซ์บอกความจริงแล้วสามีอยากจัด
“เขาอยากมี แต่เขาอยากจัดที่ต่างประเทศ และเราก็บอกว่าตั๋วคราวที่แล้วยังมีอยู่เลย เราไม่กล้าเชิญใครไปต่างประเทศ (หัวเราะ) เขาก็พูดว่างั้นจัดงานเล็กๆ 30 คน เราก็โอ้โห จะจัดยังไง 30 คน เลือกไม่ถูก กลุ่มเดียวก็ไม่ได้แล้ว และเราก็เกรงใจเพื่อนว่าจะต้องบินไปต่างประเทศ ช่วงนั้นก็ยังโควิดอยู่ ก็คิดว่าถ้าเรามานั่งรออะไรที่มันตามสเต็ป ตอนนี้ด้วยอายุเรา สิ่งสำคัญสุดคือการมีน้อง รู้สึกว่าถึงเวลาที่ใช่ และเราอยากมีขั้นต่ำ 2 คน อายุมันก็จะมากขึ้น และเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะติดหรือไม่ติด เราก็รู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่เสี่ยง แต่มันถึงเวลาแล้วที่เราพร้อมที่จะเสี่ยง เพราะเรามีครอบครัว”
ที่ฝ่าดราม่ามาได้ ไอซ์บอก “ณ ตอนนั้นเราต้องไปบอกแฟนด้วยซ้ำ ว่าไม่เป็นไร พวกนี้แป๊บเดียว เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เธอไม่ต้องเป็นห่วง เรารู้อะไรเป็นอะไรก่อนที่ฉันจะเลือกเธอ ฉันรู้ทุกอย่าง แล้วเขาก็รู้จักเรา ทุกคนมีอดีต”
“ที่เราเลือกฝรั่ง เพราะอะไรรู้ไหม เพราะรู้สึกว่าเขาไม่ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องอดีตของเรา เราก็จะไม่ยุ่ง เราอยู่ปัจจุบัน ดูกันที่ปัจจุบันดีกว่า”
ส่วนเรื่องที่ว่ากันว่า สามีเธอเป็นมหาเศรษฐี รวยติดอันดับ 5 ของฝรั่งเศส ไอซ์ก็ว่า “โอ๊ย….ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่เขามาจากครอบครัวมีเงินไหม เขาก็มาจากครอบครัวมีเงิน แล้วธุรกิจครอบครัว ก็คือธุรกิจจะ 100 ปีแล้ว บางที่เขียนโจมตีว่าทำธุรกิจไม่ดี หรือมาจากอะไร เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขานะ เขาบอกว่าเขาอยากปกป้องตัวเอง แต่ไอซ์ก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเรื่องพวกนี้ก็ผ่านไป คนที่เขาไม่เชื่อ เขาก็ไม่เชื่อ เพราะถ้าเขาไปหานามสกุลดูก็จะรู้ว่ามันมีบริษัทอะไรที่เป็นเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวมา 100 ปีอยู่แล้ว”
กับการถูกจับตามอง เธอก็บอก
“ไอซ์ไม่โทษเขา”
“รู้สึกว่ามันเป็นดวงของไอซ์อีกแล้วที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ ครั้งที่แล้วก็สงสารทุกคนที่เข้ามายุ่งกับเราเหมือนกัน แล้วเขาต้องเจออะไรแบบนี้ เราก็รู้สึกว่าเราเข้มแข็งพอ แต่คนอื่นที่เขาไม่ได้อยู่จุดเรา ไม่มีประสบการณ์แบบเรา มันก็ลำบากสำหรับเขาเหมือนนะ”
เมื่อถามเกี่ยวกับ แหวนวงสวย ที่เธอใส่ ไอซ์บอกว่าเป็นแหวนหมั้น
“เอาจริงๆ นะตั้งแต่วันนั้นที่บอกเขา เขาถามว่าถ้าแต่งงานเธออยากได้แบบไหน จัดงานที่ไหน อะไรยังไง เราก็บอกเอาเงินที่จะทำทั้งหมดมาที่นี่”
แล้วก็ได้แหวนวงนี้มา

“เรารู้สึกว่างานแต่งงานเป็นวันเดียวแล้วมันก็จบ แต่อันนี้มันอยู่กับเราตลอดวันนั้นพูดเล่นๆ หลังจากนั้นสิ่งที่เขาหามาก็รู้สึกว่าเขาตั้งใจ แล้วเขาพยายามหาดีที่สุดเท่าที่เขาหาได้”
“เขาไปประมูลมา แล้วนอกเหนือจากสิ่งที่มันจะต้องเป็นไซส์ หรืออะไรที่ทุกคนสนใจ แต่เราสนใจว่าเขาพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้เรา”
“เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่เราเห็นว่าสำหรับเรามันดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว มันดีที่สุดเท่าที่เขาหาให้ได้แล้ว แล้วก็พอใจแล้ว”
“ที่ไอซ์เลือกเขา ไอซ์คิดว่าเราเห็นข้อดีของเขา แล้วไอซ์รู้จากประสบการณ์ในชีวิต ไอซ์เห็นคุณสมบัตินั้น แล้วไอซ์ก็เลือกเขา”

