บุ๋ม ปนัดดา เปิดใจหลังคลอด บอกสามีอยากมีลูกเพิ่มอีก ทำเรื่องฟ้องคอมเมนต์ด่าแล้ว 

23.11.22 | 17:17 น.

 

เพิ่งคลอดลูกชายเมื่อวาน ( 22 พฤศจิกายน) แล้ววันนี้ บุ๋ม ปนัดดา ก็เปิดให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ โดยว่า เลือกวิธีผ่าท้องในเวลา 11.11 น.

“ไม่ได้ดูฤกษ์อะไรค่ะ แต่ชอบช้อปปิ้งเท่านั้นเอง ไม่ใช่อะไรหรอก เห็นเลขสวยดี เมื่อวานจะเป็นวันที่ 22 เดือน 11 แล้วก็ปี 2022 ก็เลยขอเป็น 11 โมง 11 นาทีแล้วกัน จะได้เลขสวยๆกันหมดเลย แต่ก็มีซินแสมาดูให้ ว่าเลขดีนะเป็นเลขมงคล ก็เลยรู้สึกดีจัง ว่าสิ่งที่เราเลือกมันเป็นช่วงเวลาที่ดีของเขา”

เล่าด้วยว่าตอนได้ยินเสียงร้องของลูกเมื่อแรกคลอด ก็รู้สึกใจฟู

“มันฟูในใจ คือรอเห็นหน้าเขามานานมาก คือได้ยินเสียงร้องเขาก่อน น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวเลยนะ คือดีใจค่ะที่ว่าในที่สุดเราก็ได้เห็นหน้าเขา ตอนเห็นก็หันกลับไปถามพ่อเขา ว่าครบ 32 ไหม ผิวสีเหมือนใคร เข้มเหมือนพ่อ หรือขาวเหมือนแม่ คือจริงๆแล้วแบบไหนก็ได้ ยังไงน้องก็หล่อสำหรับแม่”

Advertisement
ภาพจาก @boompanadda

ส่วนเรื่องชื่อของลูก สามีเป็นคนตั้งให้ โดยตั้งใจให้คล้องจองกับนามสกุล ‘อนันทวรรณ’ จึงได้ชื่อจริงว่า อนันต์ อนันต์ทวรณ ส่วนชื่อเล่น คือ อเล็กซ์

“อย่างน้อยมีชื่อภาษาอังกฤษ เวลาไปต่างประเทศจะได้เรียกกันง่ายๆ” บุ๋มให้เหตุผล

คุณแม่ลูกอ่อนบอกด้วยว่าตอนนี้ลูกชายของเธอต้องเข้าตู้อบ เนื่องจากมีน้ำคร่ำค้างอยู่ในปอดนิดหนอย และมีอาการหายใจเร็วกว่าปกติ ต้องอยู่ในตู้ที่มีการให้มีอ๊อกซิเจนช่วย

ส่วนเรื่องหน้าของลูกคล้ายใคร บุ๋มบอกยังมองไม่ออก เพราะตายังบวมๆ รู้แต่เกิดมามีปาน

“เหมือนใส่นาฬิกาไว้ตลอด” บุ่มบอก แล้วว่า ลูกผิวขาวเหมือนแม่ แต่ได้จมูกของพ่อมา

เรื่องที่คนมองว่าเป็นแม่สายสตรอง อายุ 46 แล้ว ยังมีลูกได้ บุ่มก็บอก “ต้องบอกว่าแล้วแต่สายพันธุ์”

“เพราะตระกูลดิฉัน เนื้อ นม ไข่ และไขมัน คุณยาย 50 ก็ยังมีลูกอยู่ คลอดน้าสาวคนเล็กตอน 50 ก็เลยคิดว่าตระกูลเราติดลูกง่ายมาก แต่เพียงที่ผ่านมามีคุม แต่ทีนี้ด้วยวัยและอยากมีก็เลยคิดว่ามาก็มา แต่พอด้วยวัยที่ 46 สิ่งที่จะต้องคิดคือลูกจะปกติมั้ย อันนี้เป็นเรื่องกังวล เลยไม่บอกใครในช่วงแรก เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเขาไม่ปกติ หรือว่าหลุดออกมา อย่างน้อยก็เสียใจเฉพาะในครอบครัว แต่ถ้าเราประกาศไป และเขาไม่อยู่กับเรา มีอะไรเกิดขึ้นที่หมอแนะนำต้องเอาออก คนก็จะพูดกันว่า เป็นไงล่ะ ปล่อยให้ท้อง อายุขนาดนี้แล้ว ก็โดนอยู่ เลยรู้สึกว่า เราขอไปเงียบๆ แต่ถ้ารู้ก็คือรู้ ไม่ได้ปิดอะไร”

“บุ๋มอาจจะเป็นคนที่อวบแต่ไหนแต่ไร พอท้องก็ไม่มีใครจับสังเกตุ อาจจะอวบขึ้น ก็ไม่กล้าทักว่าลงพุง ใจจริงบุ๋มอยากเห็นโมเมนต์เขาก่อนว่าวันที่คลอดออกมา เขาสมบูรณ์ ถึงบอกทุกคน มันเป็นความรู้สึกที่แม่ 40 กว่าหลายคนเป็นเหมือนบุ๋มค่ะ”

บอกอีกว่า ตอนตั้งครรภ์มีการส่งเลือดไปตรวจที่อเมริกาด้วย

“เขาจะเป็นดาวน์ซินโดรมมั้ย ปกติมั้ย ทุกอย่างมีขั้นตอน และลุ้นทุกขั้น อัลตราซาวด์ทุกครั้งเป็นการลุ้นว่าเขาโตมั้ย ปรากฎว่าเขาโตมากกว่าเด็กเกณฑ์เดียวกัน กินเก่งมาก แข็งแรงมาก เพียงแต่ในช่วงระหว่างกลางทาง บุ๋มเป็นโควิด ตอนนั้นท้อง 5 เดือน สหแพทย์ต้องมารุมเยอะมาก ยาปกติเหมือนที่คนติดโควิดก็กินไม่ได้ เพราะว่าท้อง กลายเป็นว่าอาการหนักกว่าคนอื่น น้ำหนักลงไป 5 กิโล ตอนนั้นเครียดพอสมควรค่ะ”

ส่วนการไปลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม บุ๋มบอกตอนนั้นทีมงานไม่ทราบว่าเธอตั้งครรภ์

“แล้วมันเป็นเรื่องความปกติของพวกเรา ว่ายังไงก็ต้องลุยน้ำ เพราะต้องเอาข้าวของไปให้ชาวบ้านใกล้ที่สุด ดังนั้นจะโทษเขาไม่ได้ว่าพาลงน้ำ เขาไม่รู้จริงๆ กระทั่งตอนที่อ่างทอง บุ๋มก็ท้อง 7 เดือนกว่าแล้ว ยังลากเรือช่วยชาวบ้านอยู่ เพราะคุณหมอบอกให้ทำตัวตามปกติ เราก็ทำตัวตามปกติ แต่คุณหมอก็มีโทรมาถามว่าไปแช่น้ำมาเหรอ อย่าลงน้ำลึกนะ ไม่เกินเข่านะ หมอบอกว่าใช่ ให้ทำตัวตามปกติ แต่ปกติของคนทั่วไป ไม่เหมือนของบุ๋ม หลายคนมารู้ทีหลังก็ตกใจเหมือนกัน บุ๋มก็ลุยของบุ๋มเหมือนเดิม ลูกคลอดมาก็เป็นกู้ภัยเหมือนบุ๋มนี่แหละ”

ที่เลือกไม่บอกคนอื่น เพื่อจะได้ช่วยกันระมัดระวัง บุ๋มบอกว่าเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าบอกไป กิจกรรมทุกอย่าง รวมไปถึงงานก็จะถูกเบรก

“มันน่ารำคาญ บุ่มบอกแบบนี้เลย บุ๋มไม่ใช่สายเรียบร้อย บุ๋มเป็นสายห้าว ดังนั้นการอยากจะทำอะไรเหมือนเดิม ต้องไม่บอก เราก็สามารถทำจนถึงวันคลอดเห็นไหม” บุ๋มบอกพลางยิ้ม

จากนั้นยังบอกอีกว่า ตัวเธอเองไม่ได้ถือเคล็ดอะไรมากมาย เพียงแต่กังวลเรื่องความสมบูรณ์ของลูกจริงๆ

ในส่วนของสามี บุ๋มบอกเขาดีใจมาก เพราะที่ผ่านมามีแต่ลูกสาว คือของเขา 3 คน ของเธอ 1 คน

“ตอนอยู่ในห้องคลอดถามเขาว่ารู้สึกยังไงบ้าง กำลังจะเจอลูกแล้วนะ เขาบอกเดี๋ยวรอคนต่อไป เราก็บอกเดี๋ยวๆ (หัวเราะ) พอก่อนๆ”

“คือเขาเองอยากได้ลูกผู้ชายอยู่แล้ว เขาทำอสังหาฯ ซื้อที่ไว้เยอะ แต่เวลาเราพาลูกสาว 4 คนไปเที่ยว เขาก็ไม่สายลุย เราสองคนสายลุย ก็อยากได้ใครสักคนที่มาดูแลสวน ซึ่งพี่ๆ ทั้ง 4 สาวเขาก็เห่อน้องกัน ถึงขนาดจะลาเรียนกันมาเลย เราก็ให้ไปเรียนก่อน ค่อยมาเจอตอนเย็น แต่ของอันดามัน ขาดเรียนเป็นครั้งแรก ปกติแม่จะพาไปต่างประเทศ ทริปจะหรูแค่ไหนก็ไม่ไป ทุกคนรู้ว่าอันดาบ้าเรียนมาก แต่ครั้งนี้ยอมขาดเรียนช่วงบ่ายเพื่อมาดูน้อง แล้วก็เดินตามดูน้องตลอด เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่สนแม่ด้วย เดินตามน้องอย่างเดียว แต่เขาบอกว่าอย่างน้อยผิวน้องก็เหมือนแม่ เขาลุ้นอยู่ว่าจะเหมือนพ่อหรือเหมือนแม่มากกว่า”

“เราเคยถามตั้งแต่ก่อนท้องแล้ว ว่าถ้ามีน้องจะยังไง ต้องแคร์ความรู้สึกเขา เขาบอกมีได้ตามสบาย แต่หนูต้องเป็นผู้จัดการมรดก แต่เมื่อวานพอเจอหน้าน้อง ก็บอกว่าหนูเป็นผู้จัดการมรดกได้นะ แต่ต้องอายุ 18 ก่อน ดูกฎหมายมาแล้วด้วย” บุ๋มเล่าพลางหัวเราะ

บุ๋มบอกอีกว่า ถึงตอนนี้เธอยังไม่ได้ทำหมัน เพราะฝ่ายชายไม่ยอม ส่วนเรื่องการทำงาน บุ๋มบอกว่าคงไม่ได้หยุดพักเท่าไหร่ เพราะตอนนี้เตรียมโปรเจ็กต์หลายอย่าง ทั้งผลิตภัณฑ์ซึ่งจะเป็นธุรกิจของตัวอง รายการทีวีที่ทำเพิ่ม ละครที่ถ่ายค้างอยู่ หนังอีก 3 เรื่อง รวมถึงจะมีการเปิดตัวร้านข้าวแกงนางงามราคา 10 บาท ที่รังสิตคลอง 4 วันที่ 15 ธันวาคมนี้ด้วย

กับอาการติดลูก บุ๋มบอก “มามีลูกอีกทีนึงตอนอายุเยอะ แล้วเมื่อกี๊หอมเขา คือไม่อยากวางเลย น่าฟัดมากบอกเลย แต่ว่าตอนนี้น้องยังมีภาวะหายใจเร็ว เลยยังออกมาเจอไม่ได้ เพราะยังต้องมีออกซิเจนช่วยนิดนึง ส่วนคุณพ่อเขานั่งเฝ้า นอนเฝ้ามาตั้งแต่วันแรก แล้วพยาบาลก็เข้าออกตลอด เขาก็จะตื่นตลอด กลางวันก็เลยสลบ ภาพที่หลายคนต้องการคุณพ่อเข็นรถเข็นคุณแม่เข้ามา ไม่มีนะคะ เดินเองค่ะ” บุ๋มบอกแล้วก็ว่าตอนเดินเข้ามายังรู้สึกขำที่เห็นนักข่าวทำท่าช็อก

“แม่เดินแล้ว เขาเรียกว่ามิติใหม่แห่งการคลอดไร้ตะเข็บค่ะ (หัวเราะ) คือรู้ว่าท้องวันจันทร์ คลอดวันอังคาร แถลงข่าววันพุธ (ยิ้ม)”

สำหรับอาการของน้องอเล็กซ์ หมอบอกว่าเป็นภาวะที่เกิดได้ในเด็กทารก ซึ่งปกติจะหายได้เอง แต่บางครั้งก็เสริมด้วยออกซิเจนสัก 1-2 วัน ก็จะดีขึ้น จึงไม่มีอะไรต้องกังวล

ด้านบุ๋มบอกด้วยว่า กิจกรรมการออกช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนช่วงเดือนแรกหลังคลอด คุณหมอไม่น่าจะให้ไป เพราะคงลุยน้ำไม่ได้ มีแผลผ่าตัด ดังนั้น “เดือนแรกขอก่อนนะ ประชาชนช่วยเหลือตัวเองก่อนนะ แต่เดือนต่อไปก็ว่ากัน”

ขณะที่ในส่วนงานแสดงละครหรือภาพยนตร์ น่าจะเริ่มถ่ายช่วงปลายเดือนธันวาคม

“แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ จัดเวลาได้ จากการที่เลี้ยงลูกหลายคน ทั้งลูกสามี 3 คน ลูกดิฉัน 1 คน ลูกบุญธรรมอีก 9 คน ทุกคนได้ดีนะ ดังนั้นไม่ต้องห่วง น้องอเล็กซ์ดีเลิศแน่นอน (ยิ้ม)”

เรื่องที่ก่อนหน้านี้เจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และคอมเม้นต์ต่างๆ ซึ่งบางอย่างไม่เหมาะสม บุ๋มบอก “ล่าสุดทนายร่างฟ้องเรียบร้อยแล้วค่ะ” สำหรับสามีนั้น กับกรณีนี้บุ๋มบอกว่า “คืนนั้นคือเรากำลังไฟท์อยู่ คนนั้น คนนี้เก็บข้อมูลมาให้ เป็นเพจจริงมั้ยหรือเป็นเฟซปลอมมั้ย ก็สู้กันทั้งคืน ผลปรากฎว่าตอนเช้าคุณก็อตตื่นมาแล้วบอกว่า คุณไปสนใจเรื่องของโซเชียลทำไม อยู่กับความเป็นจริงดีกว่า โลกเราก็แค่นี้ เลยโดนเทศน์ไปหนึ่งกัณฑ์ (ยิ้ม) คุณเขาธรรมะธัมโม เขาบอกว่าอย่าไปสนใจคำพูดคนอื่น เรารู้ตัวเองดีกว่า เราทำอะไรอยู่ ความเป็นจริงคืออะไร สนใจ ณ ปัจจุบันและตัวเราดีกว่า”

อย่างไรก็ดีเธอดำเนินการเรื่องแจ้งความเรียบร้อยไป 7-8 คนแล้ว

“บุ๋มตกใจมากเลยนะคะ เพราะเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ที่มีพี่ๆ ดาราโทรมาหาเยอะมาก บอกว่าบุ๋มอย่ายอม เพราะที่ผ่านมาบุ๋มยอมหมด ไม่เคยฟ้องใคร ขี้เกียจมีเรื่อง เราอาจจะสายไฟท์ ดูบวก แต่เอาจริงๆ ให้อภัย และไม่อยากมีเรื่องมีราว แต่ครั้งนี้ทุกคนโทรมาบอกว่าบุ๋มช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้หน่อยเถอะ ดาราอย่างเราโดนด่ากันแบบนี้ บุ๋มผิดอะไรที่มีลูกกับผัวตัวเอง และโดนด่าว่าสำส่อน เป็นเคอร์รี่บ้าง อะไรแบบนี้ มันไม่แฟร์ บุ๋มผิดอะไร ทำไมต้องด่ากันแรงขนาดนี้ เราก็เลยรู้สึกว่าทำไมต้องมาเจอดราม่าก่อนคลอด ทั้งๆ ที่เราอยากจะสบายใจมากที่สุดก่อนที่จะคลอดเขา”

ภาพจาก @boompanadda

ขณะเดียวกันก็คิดว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด “ผ่อนโทษไม่ได้ เพราะทุกคนไม่ยอมค่ะ ทีมงานไม่ยอมหมดเลย”

กับคอมเม้นต์ต่างๆ นานาที่มี บุ๋มยอมรับว่าทำให้รู้สึกแย่

“เพียงแต่เราจะไปบังคับความรู้สึกหรือความคิดคนไม่ได้ ณ วันนี้สิ่งที่บุ๋มทำได้ คืออยู่กับความเป็นจริง และถ้าแฟนคลับคนนั้นรักบุ๋มจริงๆ เขาคงอยากเห็นบุ๋มมีความสุข แม้กระทั่งในเรื่องของชีวิตคู่ คงไม่ใช่มานั่งด่าว่ามีผัวอีกแล้ว ผัวใหม่อีกแล้ว ผัวเล่นกล้ามอีกแล้ว เฮ้ย! ผู้หญิงทุกคนมีสเป็กของตัวเองนะคะ (ยิ้ม) ก็ฉันชอบแบบนี้ เธอจะให้ฉันไปบอกว่าเธอผอมจังเลยมาคบกันฉันเถอะ ก็ไม่ได้ (ยิ้ม)”

ตอนเจอเหตุการณ์แย่ๆอย่างนั้น บุ๋มบอกว่าเธอพยายามจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับลูกในท้อง “แต่ยอมรับว่าคำพูดหรือที่โดนกระแสจากรายการ ทำให้เครียดเหมือนกัน และมดลูกบีบตัวแรงขึ้น เครียดเลย เพราะโดนหนักมาก”

สำหรับความรู้สึกในปัจจุบันนี้ บุ๋มบอก “จากประสบการณ์ของชีวิต จากชีวิตที่มันคาดหวัง ทุกๆ ครั้งเราก็คาดหวังกับความสุขนั่นแหละ เพียงแต่ประสบการณ์มันสอนว่าแค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด มีความสุขในแต่ละวันให้มากที่สุด และชีวิตคนเรามันสั้นเหลือเกิน”

“ดังนั้นบุ๋มก็ขอแค่เป็นบุ๋ม ปนัดดา คนนี้เหมือนเดิม ที่ทำงานเพื่อครอบครัว เพื่อลูกๆ และเพื่อประชาชนแบบนี้ต่อไป”

“อยู่กับแบบนี้ในแต่ละวันให้มีความสุข พอแล้วค่ะ” บอกแล้วก็ยิ้มส่งท้าย