‘เจมส์’ The Star 2022 ที่ไม่เคยยอมแพ้ในความฝัน และเป้าหมายการเป็นคนดีและผู้ให้

5.02.23 | 11:40 น.

‘เจมส์’ The Star 2022 ที่ไม่เคยยอมแพ้ในความฝัน และเป้าหมายการเป็นคนดีและผู้ให้

เป็นเดอะสตาร์คนล่าสุดของเมืองไทย สำหรับ เจมส์ เจตพล กนิษฐชาต หรือ เจมส์ The Star 2022 ที่หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตา โดยเฉพาะแฟนรายการประเภทประกวดร้องเพลงที่เขาได้ไปเยือนมาแล้วในหลายๆ เวทีรวมถึง The Star 10 ในปี 2557 ที่แม้จะไม่ถึงฝั่งฝันในตอนนั้น แต่เขาก็ไม่เคยยอมแพ้

จนในที่สุดก็ได้ครองตำแหน่งแชมป์กับวันนี้ เจมส์บอกว่า “สำเร็จไปสเต็ปนึง ก้าวผ่านกำแพงมาสเต็ปนึงแล้ว”

“ตอนนี้เหลือแค่โอกาสในอนาคต ว่าจะเป็นยังไง จะเติมเต็มชีวิตเราไปในด้านไหน”

ช่วงเวลา 10 ปีที่ไม่ยอมทิ้งความฝัน เจมส์บอกว่าระหว่างนั้น เขาก็พยายามค้นหาตัวเอง และไปสะสมประสบการณ์มาจากหลายๆ เวที

“เราไม่ได้รอคอยอย่างเดียว เราพัฒนาตัวเองและไปในทุกที่ที่มีโอกาส”

Advertisement

ก่อนจะกลับมาที่ ‘เดอะ สตาร์’ อย่างเต็มภาคภูมิ

“เรากลับมาที่นี่อย่างภาคภูมิใจ เพราะเราโตมากับที่นี่ เราชอบมากๆ พอรายการกลับมาอีกครั้งนึง มันไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะตัดสินใจ และลึกๆ มันยังมีความฝันตลอดเวลา”

เจมส์ยอมรับด้วยว่า ที่ผ่านมาความฝันของเขาถูกลดทอนลง จากการพบและเผชิญเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตจริง

“ความฝันกับความจริงมันไม่เหมือนกัน บางทีฝันเราทำไม่ได้ เราก็ต้องไปอยู่กับความจริง ต้องทำงานทุกวัน ผมร้องกลางคืน 6 วันต่อ 1 อาทิตย์ ร้องอย่างนี้เป็นรูทีน ตอนแรกก็มีความสุขนะ เล่นดนตรี ได้เอ็นจอยกับผู้คน แต่ชีวิตกราฟมันนิ่งตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา”

“กลายเป็นว่าเราไปทำงาน เพื่อให้ได้เงิน แล้วกลับบ้าน แค่นั้นเอง”

“ต้องบอกว่าความฝันแทบจะพับเก็บไปแล้ว เพราะความจริงมันเป็นอีกแบบ เราต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง”

คิดอย่างนั้นจึงตัดสินใจจะไปเรียนต่อ ด้านมิวสิกโปรดักชั่น

“ไม่ต้องฝันแล้ว” เจมส์บอกความนึกคิดที่จะล้มเลิกความอยากเป็นศิลปิน มีผลงานของตัวเองในตอนนั้น

“คิดเปลี่ยนเส้นทางไปเลย ไปทำทางอื่นสายงานอื่นมากขึ้น”

“อายุเริ่มมาก ก็เริ่มมองความมั่นคงมากขึ้น มองอนาคตเยอะขึ้น เราต้องคิดเผื่ออนาคตว่าเราจะมามุ่งมั่นกับความฝัน มาแข่งขันกับความฝัน แต่ไม่ได้คิดถึงชีวิตจริงว่ามันลำบากแค่ไหน ไม่ได้”

เพราะ ‘การตามฝัน’ มันก็มีค่าใช้จ่ายตามมาด้วย

“ผมว่ามันแอบเสี่ยงนะ กับการที่ทำตามความฝันโต้งๆ ตรงๆ”

“ตอนมาเดอะสตาร์ 10 เราทุ่มเทมาก เรามีพ่อแม่ช่วยซัพพอร์ต”

แต่พอเติบโต เริ่มทำงานแล้ว ต้องมาประกวด ต้องมาสู้ นั่นคนละเรื่อง

“การลางาน ยิ่งอาชีพอย่างเรา เป็นฟรีแลนซ์ ลางานปุ๊บ ก็ไม่ได้เงินแล้ว”

แต่ก็นะ… “มันพูดยากนะครับ”

“ผมพูดตลอดว่าผมต้องอยู่กับความเป็นจริง แต่ในใจผมมันยังเป็นเด็กอยู่ เถียงกับตัวเองตั้งนาน ไม่อยากลางาน แล้วไม่ได้เงิน”

แต่สุดท้าย “ก็นั่งรออยู่ที่แอ็ค สตูดิโอแล้ว”
แล้วในที่สุด ก็ได้เป็น ‘เดอะ สตาร์’ อย่างเต็มภาคภูมิ

‘ผมอยากเป็นผู้ให้มากขึ้นในทุกเรื่อง’

ที่ผ่านมา เจมส์บอกว่าครอบครัวของเขาสนับสนุนด้านความฝันมาตลอด

“ที่บ้านเลี้ยงแบบไม่สปอย ไม่ตามใจ” เจมส์ว่า
แต่ในเรื่องของอาชีพ การงาน ทั้งพ่อและแม่ ก็ยกให้เป็นไปตามความชอบและการตัดสินใจของเขาเสมอ

“เราเลือกที่จะเล่นดนตรี แล้วพ่อแม่ก็ไม่เคยมาห้าม ไม่ว่าจะทำอะไร เขาให้ตลอด ให้อย่างเดียว”

การไปประกวดทุกเวทีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเช้าแค่ไหน หรือเลิกดึกเพียงใด ไม่เพียงแต่ให้การสนับสนุน แต่ผู้มีพระคุณทั้งคู่ก็ไปด้วยเสมอ

“เขาอยากให้เราทำตามที่เราฝัน อยากเป็นยังไงก็ได้ ขอแค่มีความสุข และเป็นคนดี อันนี้ที่แม่เคยพูด”

“เราคุยกันด้วยเหตุและผล เขาจะเข้าใจเราตลอดเวลา”

ครั้นถึงวันที่ประสบความสำเร็จ “แม่ก็ร้องไห้” เจมส์เล่า

“เขาดีใจด้วย ภูมิใจด้วย บอกว่าเขาภูมิใจในตัวเรานะ”

การได้ก้าวเข้ามาเป็นศิลปินเต็มตัวและเตรียมมีผลงานเพลงเป็นของตัวเอง เจมส์ซึ่งตั้งเป้า “อยากจะทำให้ดี” บอกว่า เขาอยากทำแนวป๊อปร็อก ที่มีกลิ่นอายของฟิวชั่น มีการนำดนตรีพื้นบ้านไทยเข้ามาผสมกับดนตรีสมัยนิยม

เพราะมองไกลไปถึงเรื่องผลักดันอุตสาหกรรมดนตรีของไทย

“ต่างประเทศเขาก็ทำกันเยอะ ในเรื่องการนำวัฒนธรรมมามีส่วนร่วม” เจมส์บอก

ส่วนความฝันหลังจากนี้ ที่เขาตั้งเป้าไว้ คือ “ผมอยากเป็นผู้ให้มากขึ้นในทุกเรื่อง”

“ไม่ใช่แค่การร้องเพลง หรือการตอบแทนแฟนคลับ อยากให้ในทุกๆ อย่าง อยากให้ความรักเขากลับคืนไป แม้ว่าตอนนี้เราจะเป็นผู้รับโอกาสก่อน แต่ในอนาคตถ้าทุกอย่างลงตัว ผมอยากจะเป็นผู้ให้มากขึ้น อยากทำอะไรเพื่อสังคม เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมได้รับมาโดยตลอด”

รวมถึงการเป็น ‘คนดี’ อย่างที่แม่บอกมาตลอดด้วย