The Dressmaker : หนังแก้แค้นที่น่าสนใจและน่าดู

ต้นปีนี้ มีแต่หนังดีที่เป็นตัวเก็งรางวัลนั้น รางวัลนี้ เดินพาเหรดมาให้เลือกชม The Dressmaker เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่แม้จะมีกระแสไม่แรงในรายชื่อหนังชิงรางวัลออสการ์ แต่ก็เป็นหนังที่ถูกส่งเข้าชิงรางวัลสิบสองรางวัลจากเวที Australian Academy of Cinema and Television Art ซึ่งเป็นงานมอบรางวัลที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย และได้รางวัลถึงสี่รางวัลคือ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม เคท วินสเลท นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ฮูโก วีฟวิ่ง นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จูดี้ เดวิส และรางวัลขวัญใจผู้ชม ภาพยนตร์ออสเตรเลียนยอดนิยม

ชื่อภาษาไทยของหนังคือ แค้นลั่น ปังเวอร์ ฟังแล้วให้อารมณ์ว่า น่าจะเป็นหนังสนุกเป็นการแก้แค้นแบบออกแนวขำๆ เวอร์ๆ หนังเรื่องนี้ช่วงแรกออกแนวแบบนั้น แต่ช่วงหลังดูแล้วซึม ขนาดต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ โดยเฉพาะบทพลิกผันที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว หนังให้ความรู้สึกว่า ทำไมคนในโลกนี้ถึงร้ายนัก พร้อมที่จะเชื่อคำปรักปรำ รังแกและซ้ำเติมคนที่ด้อยกว่าและไม่มีทางสู้ ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงหนังสือรางวัลซีไรต์ปี 2525 ของชาติ กอบจิตติ เรื่องคำพิพากษา เป็นเรื่องของภารโรงคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อ “คำพิพากษา” จากสังคม เขาถูกเหยียบย่ำและกล่าวหาโดยไม่พิจารณาว่า เรื่องที่พูดกันนั้นจริงหรือไม่จริง เหมือนนางเอกในเรื่อง The Dressmaker นี่แหละ (แต่คำพิพาษาหนักและเครียดกว่าเยอะนะ)

ที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้คือ นางเอกเป็นหญิงแกร่งและเป็นนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ทิลลี่ ดันเนท ถูกคำพิพาษาจากสังคมเมืองดันกาทาร์ว่าเป็นฆาตกรฆ่าสตวร์ท เพ็ตตีแมน เด็กชายเกเรลูกคนใหญ่โต และถูกขับไล่ออกจากเมืองเมื่อเธออายุเพียงแค่สิบปี หลายสิบปีผ่านไป ทิลลี่ (เคท วินสเลท) ประสบความสำเร็จจากการเป็นช่างตัดเสื้อหรูของปารีสยุค 1950s เธอเดินทางกลับบ้าน ในลุคแฟชั่นการแต่งกายสุดร้อนแรงที่ทำให้ทุกคนที่เห็นต้องมองตาค้าง เพื่อกลับมาหามอลลี่ (จูดี้ เดวิส) แม่ของเธอ และเพื่อพิสูจน์ความจริงจากการถูกกล่าวหา หนังโปรยโฆษณาว่า Revenge is back in fashion. เธอปฏิวัติลุคผู้หญิงในเมืองจากสาวเฉิ่มๆ เชยๆ เป็นสาวสวยเริดหรู จนเมืองทั้งเมืองปั่นป่วน แต่ทั้งๆ ที่เธอมีฝีมือขั้นเทพ ขนาดผู้หญิงแทบทุกคนในเมืองวิ่งมาให้เธอตัดเสื้อให้ เธอและแม่ก็ยังถูกรังเกียจและเสมือนยังคงไม่มีที่ยืนในสังคมอยู่ดี ความเป็นนักสู้ของเธอจะทำให้การแก้แค้นนี้ลงเอยอย่างไรไปดูกันเอง

พลอตเรื่องการใช้แฟชั่นการตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นนี้ เป็นแนวคิดที่แปลกและนำเสนอได้น่าสนใจ ช่วงแรกของหนังดูสบายๆ เพลินๆ มีอารมณ์ขันและอัดแน่นด้วยแฟชั่นชุดสวยๆ ที่สวมใส่โดยเคทและนักแสดงหญิงคนอื่นๆ ทั้งสวยทั้งเวอร์ตัดกับบรรยากาศเมืองบ้านนอกๆ ที่แห้งแล้งและเหมือนด้อยพัฒนา เป็นการคอนทราสกันที่ส่งให้การแต่งกายของสาวเมืองดันกาทาร์ดูหรูหราเจิดจรัส จนนึกอยากตามไปดูนิทรรศการรวบรวมแฟชั่นจากหนังเรื่องนี้ ที่คอสตูมดีไซเนอร์ของหนังจัดให้มีขึ้นที่ออสเตรเลีย ข่าวว่ามีมากกว่า 350 ชุด

แต่เมื่อดูต่อไปรู้สึกเหมือนถูกหลอก ช่วงหลังของหนังเหมือนตีแสกหน้าคนดู แบบกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำอีก บางคนอาจจะสะใจกับการแก้แค้นของนางเอก แต่เราชักสงสัยว่าการแก้แค้นครั้งนี้คุ้มกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นไหม

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องความแค้นของผู้หญิง ได้ผู้กำกับหญิงมากฝีมือคือ โจเซลีน มัวร์เฮาส์ เป็นทั้งคนกำกับและเขียนบท จากนวนิยายฮิตติดอันดับที่วางจำหน่ายมากกว่าสามสิบประเทศของโรซาลี ฮาม ประกอบกับมีดาราหญิงทั้งระดับรางวัลออสการ์แบบเคท ระดับตำนานแบบจูดี้ เดวิส เสริมด้วยดาราแบบ ซาราห์ สนุ้ก ทำให้หนังเรื่องนี้มีสีสันมากขึ้น เคทแสดงดี บทแค้นเอาคืนของเธอ นิ่งแต่เฉือดเฉือน ฉากปรากฏตัวครั้งแรกในแฟชั่นกระโปรงสุ่มบานแดงแปร๊ดทั้งตัว สวมใส่แว่นตาดำ ในการแข่งขันฟุตบอลประจำปีของชาวเมือง สวยเริดและกวนประสาท ปานจะบอกว่า ไม่ว่าเมื่อก่อนเธอจะมองชั้นยังไง แต่เดี๋ยวนี้อย่าได้หาญมาเทียบ ดูแล้วสะใจ ล่าสุดเคทได้รางวัลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งรางวัล คือรางวัลลูกโลกทองคำดาราหญิงสมทบยอดเยี่ยม (จากเรื่อง Steve Job) แม้เคทจะสวยและดูดีมากๆ แต่เราว่าสำหรับบทนี้เธอแก่และอ้วนไปหน่อย โดยเฉพาะเวลาประกบกับพระเอก เลียม เฮมส์เวิร์ธ เห็นวัยที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เลียมเรื่องนี้ก็ดูดีกว่าตอนเล่นเป็นเกล ใน The Hunger Games แต่นอกจากโชว์หุ่นสวยๆ แล้ว ก็ยังไม่มีบทอะไรที่ทำให้ประทับใจ นักแสดงฝ่ายชายที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีรสชาติมากขึ้น คือ ฮิวโก วีฟวิ่ง ในบทจ่าฟาร์ริค ตำรวจแอบจิตใจหญิงที่ของขึ้นทุกครั้งที่เห็นเสื้อผ้าอาภรณ์สวยๆ

The Dressmaker เป็นหนังคุณภาพที่น่าดู เหมือนหนังน้ำเน่าที่สาวสวยกลับมาแก้แค้นคนที่ทำร้ายเธอและแม่ แต่มุมมืดของความลับที่ซ่อนอยู่ โหดร้ายและทำลายจิตใจมาก เสื้อผ้าอาภรณ์อาจเปลี่ยนลูกเป็ดขี้เหร่ให้กลายเป็นนางหงส์แสนสวยได้ แต่ไม่อาจเปลี่ยนจิตใจที่ดำมื้อไปด้วยความอิจฉาริษยา และไร้เมตตาจิดของมนุษย์

บทความก่อนหน้านี้เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 3 เดือนครั้งใหม่
บทความถัดไปเช็คดวงรอบสัปดาห์ ประจำวันวันที่ 18-24 มกราคม 2559