‘หมอเจี๊ยบ’ รู้ซึ้งวันป่วยแพนิค ขอรับงานน้อยลง ทุ่มใช้ชีวิตแบบที่ต้องการ
เป็นคนในวงการบันเทิงที่มีหลายหน้าที่ สำหรับ หมอเจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ กับปีที่ผ่านๆ มาเธอทำงานอย่างหนัก ทั้งการเป็นหมอและงานในวงการ ล่าสุดในงานเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่แบรนด์ยูนิโคล่ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เจี๊ยบก็ได้ออกมาเผยแผนการใช้ชีวิตในปีนี้ โดยเธอบอกว่าจะทุ่มเทใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการมากขึ้น
“สมัยก่อนอาจจะงานมาก่อนทุกอย่างเสมอ แต่ทุกวันนี้เจี๊ยบจะแบ่งเวลาไว้ให้ที่บ้านเลย รวมถึงกิจกรรมที่เจี๊ยบชอบทำ คนจะชอบคิดว่าเดี๋ยวรอเกษียณก่อน รอ 60 ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยทำสิ่งที่เราชอบ แต่ปีนี้เจี๊ยบจะไม่รอคำนั้นแล้ว”
รวมถึงก่อนหน้านี้พ่อของเธอก็มาป่วยเป็นโรคเส้นเลือดโป่งพองที่เส้นเลือดหัวใจ เจี๊ยบบอกว่าเมื่อก่อนไม่มีโอกาสได้ดูแล จนตอนนี้ก็รู้สึกแฮปปี้ที่มีเวลาได้ดูแลพ่อมากขึ้น จนพ่อกลับมาแข็งแรงปกติแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์
“สมัยก่อนตอนที่เราเรียนอยู่ คนที่บ้านป่วยเรายังไม่รู้เลย เขามาบอกเราหลังจากที่เขาผ่าตัดไปเสร็จแล้ว มันเหมือนเป็นปมในใจของเรา พอตอนนี้เรามีเวลาที่จะดูแลเขามากขึ้น เราให้เวลากลับบ้านไปกินข้าวกับเขามากขึ้น เอาเขามาเป็นลำดับสำคัญแรก เพราะงานเจี๊ยบอยู่กับฉุกเฉิน เจี๊ยบเห็นคนที่เสียชีวิตทุกวัน มันเป็นสัจธรรมมนุษย์ วันหนึ่งเจี๊ยบก็ต้องตาย คนที่เจี๊ยบรักก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เรายังมีกันอยู่ เราก็ควรใช้เวลาที่มีอยู่ด้วยกันให้ดีที่สุด”
กับชีวิตช่วงก่อนหน้านี้สถานการณ์โควิด เจี๊ยบบอกว่ารู้สึกเหมือนอยู่ดีๆ เวลาก็หายวาร์ปไป เพราะตอนนั้นชีวิตมีแต่โรงพยาบาลแล้วก็กลับบ้าน จนไม่มีเวลาได้ใช้ชีวิต

“พอดีช่วงประมาณปีก่อนเจี๊ยบไปดำน้ำ แล้วมันเปิดโลกเจี๊ยบ ว่ามันยังมีสิ่งที่น่าสนใจกว่างานกับบ้านของเรานะ ยังมีกิจกรรมมากมายที่เราอยากจะทำ เลยรู้สึกว่ามันถึงเวลา เราจะต้องเริ่มใช้ชีวิตที่เราอยากจะใช้แล้ว กับคนที่เรารักมากขึ้น เจี๊ยบก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะวันไหน บางคนรอจะเที่ยวตอน 50-60 แต่วันนั้นเราอาจจะไม่มีแรงแบกกระเป๋าเดินอย่างมีความสุขแล้ว”
สำหรับเจี๊ยบในวัย 35 ปี ก็ยังบอกว่า ไม่เหมือนตอนเด็กๆ แล้ว ที่ต้องเที่ยวแบบฉันจะต้องไปทุกที่ ทุกวันนี้ไป 2 ที่ก็เหนื่อยแล้ว
“ยังคุยกับเพื่อนกับแฟนที่ไปด้วยกันเลย ว่าเราเที่ยวไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ เพราะฉะนั้นวันนี้โชคดีที่เรายังคิดได้ ว่าเราจะใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ และโชคดีที่เราอยู่ในจุดที่เราสามารถที่จะเลือกในสิ่งที่เราอยากทำได้”
ซึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้เจี๊ยบต้องหันกลับมาดูแลตัวเองคือการโหมงานหนักจนส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด และกลายเป็นโรคที่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาเจอ
“เจี๊ยบเป็นหมอฉุกเฉิน เจี๊ยบก็คิดว่ามันจะเป็นโรคธรรมดา เวลาเราเจอคนไข้เป็นแพนิค วันหนึ่งเรามาเป็นเอง แล้วก็วินิจฉัยตัวเองว่าเป็นแพนิค แต่เราไม่สามารถจะควบคุมตัวเองได้ในจุดนั้น ก็คือรู้ว่าไม่ตาย แต่มันเป็นภาวะที่ทำให้เจี๊ยบไม่กล้าขึ้นเครื่องบินไปสักพักเลย”
เจี๊ยบเผยว่าเป็นโรคแพนิคมาตั้งแต่ช่วงที่เรียนใกล้จบหมอเฉพาะทางแล้วก็เป็นมาเรื่อยๆ ไม่หายสักที โดยเธอบอกว่า
“สุดท้ายแล้วตัวกระตุ้นมันคือการพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วสุขภาพมันฟ้อง ทุกครั้งที่เจี๊ยบอดนอนจะมีอาการแล้ว ตอนแรกคิดว่าเอาอยู่ แต่ด้วยวัยที่มากขึ้น ก็เราใช้ชีวิตอย่างนี้ จนวันหนึ่งร่างกายมันไม่ไหว แต่ละคนมันฟ้องในหลายแบบ บางคนจะเป็นสุขภาพกาย แต่ของเจี๊ยบเป็นสุขภาพใจ อยู่ดีๆ เรารู้สึกว่าหายใจไม่ออกขึ้นมา แล้วก็รู้ด้วยนะว่าไม่เป็นอะไร ไม่ตาย”
เจี๊ยบเล่าอีกว่า “จำได้เลยว่าวันหนึ่งเจี๊ยบอยู่เวรดึกๆ แล้วกลับมานอนกลางวัน เราสะดุ้งเฮือกขึ้นมาแล้วก็เหมือนหายใจไม่ออก อยู่ไม่ได้ กระวนกระวายเหมือนจะลงไปดิ้นที่พื้น แต่ใจเรารู้อยู่แล้วไง เราเป็นหมอ รู้ว่ามันคือแพนิคแอตแทค ใจเต้นรัว เหงื่อออกมือ พอตอนขึ้นเครื่องบินก็จะมีอาการแบบนี้
เราก็กลัวว่าถ้าเรากลัวไปเรื่อยๆ เดี๋ยวอายคนข้างๆ ว่าหมอนี่เป็นอะไร ถ้าประกาศขอหมอมาช่วยหมอ มันทำให้เจี๊ยบตระหนักถึงว่าเวลาเราอยู่ห้องฉุกเฉินจะเจอคนมาด้วยอาการแพนิคเยอะ ทำให้เรารู้ว่ามันไม่ใช่โรคธรรมดาใครๆ ก็เป็น มันเป็นอะไรที่ถ้าคุณไม่เป็น คุณไม่รู้หรอกว่าความทรมานของมันตอนที่มีอาการมันเป็นยังไง ก็ทำให้เจี๊ยบเข้าใจคนไข้มากขึ้นว่าวันหนึ่งเราก็เป็นได้”
อาการตอนนี้เธอบอกว่าคุมได้ดีกว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่พักผ่อนน้อย หรือดูแลตัวเองไม่พอก็จะมีอาการ ตอนนี้ก็ใช้ยาในการช่วย
ส่วนงานในวงการเธอบอกว่ายังต้องรับอยู่ แต่ต้องพิจารณามากขึ้น
“เราจะเลือกเวลาของเราเป็นสำคัญก่อน ให้ความสำคัญกับเวลามาก เพราะเงินเราหาได้ แต่เวลาเราหาไม่ได้นะ มันไปแล้วไปเลย”


