‘ไพโรจน์ สังวริบุตร’ รับเข็ดกับการทำหนัง ลุยต่อสร้างเรื่องใหม่หวังพึ่งแพลตฟอร์มอื่น

7.05.23 | 14:00 น.

 


‘ไพโรจน์ สังวริบุตร’ รับเข็ดกับการทำหนัง ลุยต่อสร้างเรื่องใหม่หวังพึ่งแพลตฟอร์มอื่น

กำลังจะมีหนังเรื่องใหม่ให้ได้ติตตามกันอีกครั้งจากการโปรดิวเซอร์ของนักแสดงรุ่นใหญ่ ไพโรจน์ สังวริบุตร ที่ล่าสุดได้ออกมาเปิดใจถึงความคืบหน้าถึงหนังที่กำลังถ่ายทำอยู่ที่จังหวัดน่าน โดยมีลูกสาวเป็นผู้อำนวยการสร้าง ไพโรจน์อัพเดทว่า ตอนนี้ความคืบหน้าเหลืออีกประมาณ 30% แต่มันเป็น 30% ที่ยาก ยังมีที่ต้องไปถ่ายอีกแล้วก็กำลังเขียนบทเพิ่มอยู่เพื่อให้มันเข้มข้นขึ้น กับเรื่องเงินทุนในการสร้างหนังเรื่องนี้ เขาบอกว่า

“ตอนแรกว่าจะไม่เยอะแต่ตอนนี้ชัดจะเยอะแล้ว (หัวเราะ) ก็คือว่าเวลาเรายกกองไปถ่ายต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายมันจะสูงมาก ตอนแรกเราก็กะว่าจะเป็นหนังเบาๆ สบายๆ ปรากฏเทรนของทุกวันนี้คนดูหนังชอบความซับซ้อนมาก มันไม่ได้แล้วนะพ่อนะ ลูกสาวบอกเดี๋ยวนี้เทรนของคนเป็นแบบนี้ เอ้า ไม่เป็นไร เราเลยกลับมาเสริม ไหนไม่เอาเอาอันนี้เพิ่ม ว่าจะทำนิดๆหน่อยๆคราวนี้ชักเริ่มมีซีจีมีอะไรเข้ามาเต็มไปหมด”

Advertisement

 กับหนังเรื่องนี้ไพโรจน์เผยว่า ยังไม่ได้ตั้งชื่อหนัง แต่ตั้งคร่าวๆ คงต้องเกี่ยวกับ กระซิบรัก.. ขณะเดียวกันเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ดราม่าหนังเรื่องก่อนของเจ้าตัวอย่าง วัยอลวน 5 เขาก็ว่า พึ่งแพลตฟอร์มอื่นให้มากที่สุด โดยพึ่งโรงหนังให้น้อยที่สุด

“เราคงใช้สูตรเดิมไม่ได้ สูตรที่เราจะไปคิดว่ารายได้หลักของเรามาจากโรงหนัง มันต้องหาแพลตฟอร์มอื่น เราจะต้องกลับไปถ่ายต่อและเพิ่มรายละเอียดต่างๆ เพื่อที่เราจะต้องนึกถึงการขายต่างประเทศ มันก็ต้องทำหนังให้มันดูน่าดูในเวลาอันสั้นที่สุด หนังที่มันเป็นกระแสได้ง่ายกว่ามันทำให้ทุกชาติเขาดูได้ง่ายกว่า มีซีจีต่างๆ ไปขายความซาบซึ้งกับเนื้อหาเนี่ยมันไปยากแล้ว ตรงนั้นคนจะต้องเข้าไปดื่มด่ำกับรสชาติของมันในโรงหนัง”

เมื่อถูกถามว่าเข็ดไหมกับการทำหนัง หลังเจอเหตุการณ์ครั้งก่อนไป เขาก็บอกว่า เข็ดไหม เข็ดก็ได้ เราเกิดมากับหนังยังไงมันก็ต้องทำ

“อาจจะเข็ดกับโรงหนัง แต่ว่ามันก็ยังมีแพลตฟอร์มอื่นให้เรา อะไรผ่านแล้วเราก็ผ่านไป ไม่ถือโกรธกัน ถือว่าเราพลาดทางด้านธุรกิจที่คิดไม่รอบคอบว่าให้คนนี้เขาดูแลแล้วมันเป็นอย่างนั้น ต่อไปเราจะต้องเริ่มคิดใหม่ การเจรจาคงต้องเข้าไปทำด้วยตัวเอง ได้ไม่ได้อะไรก็ต้องคุยให้ชัดเจน ไม่ได้เราก็ดูว่าถ้าไม่พึ่งตรงนี้เราไปพึ่งตรงอื่นอยู่ได้ไหม มันก็เป็นหลักการทั่วไปมีวิธีดิ้นของมันไปตลอด คือในวิกฤตมันก็มีโอกาสที่เขาจะต้องไปทำเพื่อให้เกิดการพัฒนา เหมือนกันเวลาเราเกิดวิกฤตอย่างนี้มันจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทุกคนพยายามหาหนทางอื่นเพื่อจะต้องอยู่ให้ได้ ซึ่งผมก็คงหนีไม่พ้นไปจากสิ่งที่ทุกคนเจอ เราต้องพยายามต่อไป ทำยังไงจะต้องอยู่ให้ได้”

จากเรื่อง วัยอลวน 5 มีการเงินทุ่มไปกว่า 30 ล้านบาท เรื่องนี้เจ้าตัวบอก ไม่ทุ่มหมดหน้าตัก แต่ก็ยังบอกตัวเลขไม่ได้ เพราะตอนแรกก็ว่าจะเอาแค่นี้ พอมาสถานการณ์นี้มันแค่นี้ไม่ได้ จะต้องพยายามให้มากขึ้น

“เนื้อเรื่องต้องให้มันซับซ้อนขึ้น จริงๆ แล้วที่ผมทำวัยอลวน5 เพราะผมจงใจตั้งแต่แรกว่าอยากทำให้ผู้ใหญ่ดู คือเราเห็นจากตัวเลขสถิติที่ผ่านมา มันมีคนที่ดูหนังประจำ กลุ่มอายุประมาณ 15-25 แต่อาวิเคราะห์ส่วนตัวว่าที่ผู้ใหญ่เขาไม่ออกมาดูเพราะมันไม่มีหนังที่ถูกจริตกับเขา แต่เมื่อไหร่ที่มีหนังถูกจริต อย่างหนังที่ก่อนเกิดโควิด มี นาคี, บุพเพฯ, แฟนฉัน คือหนังอะไรที่ถูกจริตเขาก็ออกมา เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดว่าเรามาทำหนังเก็บ Niche Market (ตลาดเฉพาะกลุ่ม) ตรงนี้ดีกว่า เราไม่ไปทำแข่งกับหนังกระแส”

ยืนหยัดทำหนังเฉพาะกลุ่ม ไม่ตามกระแส?

“อันนี้เราพูดถึงวัยอลวน5 แต่มาวันนี้เราก็คงจะต้องทำให้มันไปได้ ก็ต้องทำเงินไปได้ แต่ที่ผมเล่าย้อนให้ฟังว่าตอนวัยอลวน5 เราคิดอย่างนั้น แต่บังเอิญเราเริ่มทำโควิดมันมา มันก็เลยทำให้ผู้ใหญ่ตัดขาดจากโรงหนังเลย เมื่อก่อนแค่ห่างแต่ยังไม่ตัดขาด นานๆ ออกมา แต่พอโควิดมาเลยตัดขาด มันก็เลยทำให้คนสูงวัยที่เราคาดว่าจะมาเขาออกมาไม่ได้ แต่คนที่ได้ไปดู อย่างวันนี้ผมเจอคนที่ได้ไปดู เขาบอกผมไปดู 2 รอบ มีความสุขมาก”

พอหมดโควิดยังมั่นใจว่ากลุ่มคนดูสูงวัยจะเข้ามาดูในโรง?
“เราประเมินไม่ออกแล้ว เดี๋ยวก็มีข่าวเขย่ามารอบใหม่ เพราะฉะนั้นมันเลยทำให้กลุ่มผู้ใหญ่ไม่มา มันก็เลยทำให้สิ่งที่เราคาดหวังไว้แต่เริ่มต้นมันคงไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ต้องมาปรับตัวอีก ครั้งแรกเราคิดว่า เมื่อไหร่ที่ไพโรจน์ทำหนังออกมา เขาจะออกมาดู”

ซึ่งเรื่องใหม่นี้ ไพโรจน์ เผยว่าได้มีการคุยกับลูกๆแล้วว่าเดี๋ยวพ่อให้ลูกชายกำกับ ตัวเขาเองก็เป็นโปรดิวเซอร์ควบคุม เรื่องตัดต่อให้ลูกทำ มีการเอามุมมองเด็กรุ่นใหม่เข้ามาใส่

“เราก็ใช้ประสบการณ์ของเราด้วย แต่หนังของผมอย่างเรื่องวัยอลวน5 เราพิสูจน์แล้ว คือมันอาจจะดึงคนเข้าไปดูไม่ได้ แต่ถ้าเผื่อเด็กเข้าไปดู เขาก็ชอบ มีเด็กหลายคนที่ไปดูแล้วเราไปสัมภาษณ์ เขาบอกพ่อแม่ชวนมา เขาดูไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ได้ดูแล้วชอบสนุก จะบอกให้เพื่อนมาดู”

ไพโรจน์บอกด้วยว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขามองเห็นหนังออกเป็น 2 สเต็ปชัดเจนว่า

“สเต็ปแรกดึงคนเข้าไปดูในโรงให้ได้ เพราะก่อนหน้านั้นมันจะไม่มีใครรู้เลยว่าในโรง ก่อนเข้าโรงไม่รู้ว่าหนังดีหรือไม่ดี สนุกหรือไม่สนุก ฉะนั้นกลุ่มแรกที่จะดึงคนเข้าไป เขาเรียกการตลาด แต่เมื่อไหร่ถ้าดึงเข้าไปในโรงแล้ว ผมมั่นใจว่าทุกคนจะแฮปปี้กับหนัง คาดหวังน้อยไม่คาดหวังอะไรแต่เมื่อไหร่เข้าไปดูแล้วจะชอบนี่คือวันอลวน5”

เมื่อถามไพโรจน์ว่ายืนยันทำหนังต่อ ไม่เลิกทำ? เขาบอกว่า เกิดมาเพื่อเป็นตรงนี้แล้ว อีกทั้งยังเผยว่าซุ่มทำแพลตฟอร์มหนึ่งอยู่ ถ้าแพลตฟอร์มนี้เสร็จเมื่อไหร่

“ก็ช่วยกรุณาเข้าไปดูหน่อย เราปรึกษากันว่าเรื่องนี้เราถือว่าเป็นการเปิดแพลตฟอร์ม เราจะไม่กำหนดค่าดู ดูเลยพอใจแค่ไหน สนับสนุนไพโรจน์แค่ไหนก็ให้แค่นั้น ไม่มีตังค์ไม่ต้องให้ เพราะเราอยากจะให้คนเห็นผลงานเรามากกว่า เราอยากได้ความรู้สึกตรงนั้นมากกว่า (ไม่ง้อโรงหนังแล้ว?) ไม่ถึงกับขนาดนั้น เราอย่าไปพูดแบบนั้น มันไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปพูดแบบนั้น แต่เราจะต้องตั้งสติว่า เราพึ่งโรงไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องโกรธกัน แต่จะยังไงก็แล้วแต่เราต้องพึ่งตัวเองแล้วกัน เมื่อเราทำธุรกิจเราก็ต้องรู้ว่าทำธุรกิจที่เราต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ก็แค่นั้น บางทีวิกฤติมันทำให้เราต้องไปสร้างโอกาส สร้างหนทางใหม่ๆ เราต้องคิดในแง่บวก”

ไม่ท้อกับสิ่งที่เกิดขึ้น?

“เราท้อได้แต่เราถอยไม่ได้ เราก็ต้องทำ ผมคิดว่าไปทำอย่างอื่นคงไม่ได้ดีกว่านี้ เด็กรุ่นนี้ไม่รู้ว่าก่อนวัยอลวน ผมทำหนังมาแล้ว 11 เรื่องแต่หยุดทำมา 30 ปี มาช่า ผมสร้างมานะ สิเรียมเคยได้ยินมามั้ยผมปั้นมา หลายคนเยอะแยะ ใหม่ ได้สุพรรณหงส์ทองคำก็จากหนังที่ผมสร้าง เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นนี้เขาไม่รู้ เวลาเรามาทำหนังเขาก็เลยคิดว่าเป็นนักแสดงอายุเยอะๆ แล้วยังจะมาทำหนัง ที่เขาไม่เข้าใจ เราก็ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น”