‘แพต ชญานิษฐ์’ เปิดใจหลังคอลเอาต์ถึง ส.ว. กลางเวทีรับรางวัล ลั่นปชช.ตื่นรู้แล้ว

30.05.23 | 14:46 น.

‘แพต ชญานิษฐ์’ เปิดใจหลังคอลเอาต์ถึง ส.ว. กลางเวทีรับรางวัล ลั่นปชช.ตื่นรู้แล้ว

ก่อนหน้านี้ นักแสดงสาว แพต ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ได้รับรางวัลบนเวทีหนึ่ง ซึ่งในช่วงสปีชนอกจากจะขอบคุณถึงรางวัลที่ได้รับแล้ว แพต ยังได้คอลเอาต์ถึงเรื่องการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ และฝากถึง ส.ว. ไว้ว่า

“ขอบคุณที่ให้รางวัลแพตอีกครั้ง มันเป็นเครื่องย้ำเตือน และเป็นกำลังใจว่าเราจะหยุดปังได้ยังไง ใช่ไหมคะ แต่ว่าจะปังกว่านี้มาก หากรัฐบาลที่ผ่านการคัดเลือกจากประชาชนมากกว่า 14 ล้านเสียง ได้ขึ้นเป็นรัฐบาลอย่างสมบูรณ์แบบ วันนี้ขอฝาก ส.ว.หลายๆ ท่าน รับพิจารณาเสียงของประชาชนด้วยค่ะ แล้วคราวนี้เราจะปังไปพร้อมกันทั้งประเทศ ขอบคุณค่ะ”

โดยล่าสุด เมื่อได้เจอหน้าแพตในงาน งานแถลงข่าวเปิดแคมเปญ The Greatest Grand Sale 2023 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เจ้าตัวก็ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า

“หนูรู้สึกว่าหนูเป็นประชาชนคนหนึ่งที่หนูมีสิทธิ์พูดได้ คิดว่าคนเขาก็พูดกันหมดเลยนะคะ มันไม่ใช่แค่หนูหรือโลกโซเชียล เวลาเรานั่งกินข้าวกับเพื่อนคือทุกคนตื่นรู้กันหมดทุกคนอยู่แล้ว เอาจริงๆ นะมันเป็นสปีชที่หนูคิดตอนที่นั่งรอที่จะขึ้นไปพูด หนูรอนานมากมันไม่มีอะไรทำ เล่นโทรศัพท์ก็แล้วขนม กินขนมก็แล้ว ดมยาดมก็แล้ว ออกไปเดินเล่นก็แล้ว ก็คิดดีกว่าพูดอะไรดี คือจริงๆ เรารู้สึกว่าเราไม่กลัวที่จะพูดในสิ่งที่เรามีสิทธิ์พูดอยู่แล้ว”

Advertisement

จังหวะนั้นคิดว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า เพราะการ call out มันก็มีสองแง่มุม?
“มีผลกระทบไหมเหรอ ก็ไม่ได้คิดเลยว่ามันจะมีหรือไม่ คือจริงๆอ่ะมีหลายคนที่เดินมาพูดกับแพตว่าเฮ้ยขอบคุณมากที่เราพูดออกไป คือจริงๆ มันเป็นสิ่งที่คุณไม่จำเป็นจะต้องขอบคุณเราเลยด้วยซ้ำมันเป็นสิ่งที่นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น”

นอกจากคำขอบคุณแล้วมันมีคอมเมนต์เวอร์ชั่นไหนบ้างที่เข้ามาหาเรา?
“จริงๆ มันก็มีแบบ..เราจะไปรู้อะไร หรือเรายังรู้ไม่มากพอหรือไม่ มันก็มีตรงนั้นเหมือนกัน คือมันเล็กๆค่ะ เชื่อว่าทุกคนน่ะตระหนักรู้สิ่งนี้อยู่แล้วแล้วมันก็เกิดขึ้นจริง หนูรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่ท่านผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่ควรจะรับฟังเสียงของประชาชนที่แท้จริง งั้นจะให้ประชาชนขับรถออกมาเลือกตั้งกันทำไม เราจะตระหนักรู้และตื่นรู้กับคำว่าประชาธิปไตยกันได้หรือยัง”

คือที่เราพูดตอนนั้นเรารู้สึกไม่มั่นใจในระบบ?
“คือหนูต้องเล่าก่อนนะคะ ว่าเมื่อก่อนน่ะหนูเป็นคนที่กลัวการออกความคิดเห็น หนูกลัวที่จะพูดสิ่งนี้ออกมา หนูบอกตอนนี้เลยนะคะว่าหนูอ่ะเคยกลัวมาก่อน แต่มันถึงเวลาที่เราตระหนักรู้ เราเรียนรู้ เราเห็น เราซึมซับกับสิ่งนี้มาหลายปีมากๆ มันเป็นช่วงอายุและวัยที่เราเรียนรู้กับสิ่งนี้ ก็รู้สึกว่ามันไม่แฟร์มากๆจนเราเกิดคำถามหลายๆอย่างอ่ะ มันเลยพูด เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องกลัวอีกต่อไป”

ก็คืออยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงจริงๆ?
“ก็คือทุกคนอยากเห็นอยู่แล้ว”

หลังจากที่เราพูดไปเราเห็นว่ามันมีแรงกระเพื่อมอะไรไหม?
“คือหนูไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เราพูดมันจะส่งผลอะไรมากหรือน้อย แค่รู้สึกว่าหนูอ่ะมีความหวังแล้วคิดว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้มีความหวังที่จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง”

เป็นการปลดล็อกตัวเองไหม จากที่เคยกลัวไม่กล้าแสดงออกอะไรแบบนี้?
“หนูไม่รู้ว่ามันจะใช้คำว่าอะไร แต่ว่าหนูรู้สึกว่า พอเราไม่ได้กลัวอีกต่อไปแล้ว เราสแตนด์บายความไม่กลัวมาสักพักนึงแล้ว เราเป็นประชาชนคนหนึ่งที่เราตื่นรู้กับสิ่งนี้ เราอ่านเราไม่กลัวที่จะแชร์ไม่กลัวที่จะออกความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย ถ้าเทียบกับการขับรถ เหมือนหนูมองคันเร่งมาเรื่อยๆ แล้วการพูดครั้งนี้มันก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้หนูเหยียบคันเร่งเร็วขึ้น หนูก็ยังตื่นรู้กับสิ่งนี้มากด้วยสปีดเดิมไปเรื่อยๆ ค่ะ ซึ่งหนูยังมีความหวังนะ รอสองเดือนนี้ (หัวเราะ)”

อยากจะบอกอะไรกับคนในวงการบันเทิงไหม อย่างในอดีตเวลาที่ใครมาแตะเรื่องพวกนี้มันอาจจะมีผลกระทบที่ไม่ค่อยดี แต่ว่าตอนนี้มันอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว เราในฐานะคนรุ่นใหม่ที่อยากจะบอกอะไรไหม?
“หนูไม่รู้จะบอกอะไรเหมือนกัน เพราะว่าหนูรู้สึกมันเป็นสิทธิส่วนตัวจริงๆ สิทธิของเขาจริงๆ อ่ะ มันเป็นช้อยส์ทางเลือกหรือวิธีการของแต่ละคนมากกว่า บางคนไม่พูดก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ออกความคิดเห็นก็ได้นะ อย่างน้อยตื่นรู้และตระหนักตัวมันเป็นอะไรที่ดีอยู่แล้ว”

แล้วในคอมเมนต์ด้านลบ เรามีการตั้งรับว่ายังไงเพื่อที่จะไม่ให้มันกระทบจิตใจเรามากที่สุด?
“จริงๆ หนูรู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น หนูรู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องมีทั้งคนที่ไม่ชอบและคนที่ชอบในสิ่งที่เราทำ มันเป็นเรื่องปกติเลย ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามก็จะมีทั้งคนรักทั้งชอบและไม่ชอบฉะนั้นหนูเฉยๆ นะ”

มันมีผลกระทบกับงาน กับบางที่หรือบางหน่วยงานไหม?
“ไม่นะคะ หนูรู้สึกว่าเราพูดในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ แล้วมันไม่มีใครที่จะสามารถโต้แย้งได้ว่ามันไม่จริง คือเราพูดออกไปแล้ว เราไม่สามารถที่จะชักคำพูดกลับมาและย้อนเวลาได้”

เราคิดว่าเสียงเราดังไหม?
“ไม่รู้สิ เขารู้อยู่แล้วแหละ (หัวเราะ) หนูก็คือมนุษย์คนหนึ่งประชาชนคนไทยคนหนึ่ง จริงๆ หนึ่งสิทธิเสียงของหนูก็มีหนึ่งสิทธิเสียงเท่าพี่ๆ ทุกคนเหมือนกัน หนูเป็นคนหนึ่งที่ขับรถไปเลือกตั้งเหมือนทุกคน หนูนั่งฟังข่าวอ่านข่าวเหมือนกับที่ทุกคนทำ หนูเสียภาษีเหมือนคนปกติเหมือนกัน ก็แค่นั้นเลยค่ะ มาลุ้นกันค่ะสองเดือนเพราะพวกเรารู้อยู่แล้วว่ามันมีจุดโหว่เยอะมากในหลายๆ อย่างที่มันมีความหละหลวม ถ้าเป็นไปได้เราก็มีความหวังว่ามันจะสตรองมากขึ้น มันจะพูดสิ่งดีๆ ขึ้นไปมากขึ้น รู้สึกว่าคนไทยเมืองไทยเรามีควอลิตี้มากๆ ความหวังมันเป็นอะไรที่ทำให้เราอะ ไลฟ์”