‘เต้ย จรินทร์พร’ ผู้เคยชอบ ‘ข้ามสะพาน’ และการมีตัวละครเป็นไอดอลในชีวิต

22.06.23 | 06:00 น.

 

‘เต้ย จรินทร์พร’ ผู้เคยชอบ ‘ข้ามสะพาน’ และการมีตัวละครเป็นไอดอลในชีวิต

เพิ่งมีข่าวซุบซิบๆ ออกมา ว่านางเอกตัวเล็กเลิกกับแฟนนอกวงการ แล้วหวยก็ไปออกที่ เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ ที่ถูกโยง ก่อนเจ้าตัวจะปฏิเสธว่าไม่ใช่ เพราะสัมพันธ์ของเธอกับ เจโต ปณิติ นวสมิตวงศ์ ยังดีอยู่

ทั้งนี้ในวันที่นัดเจอเพื่อพูดคุยกันยาวๆ นอกจากข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เต้ยยังมีอีกหลายเรื่องของชีวิตและความคิดมาเล่าสู่ ซึ่งนางเอกคนดังซึ่งปัจจุบันอายุ 33 ปี ขอเริ่มจากเรื่องงาน ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของชีวิต


โดยว่าใน ‘มาตาลดา’ ผลงานละครเรื่องล่าสุดที่กำลังแพร่ภาพทุกวันจันทร์และอังคาร เวลา 20.30 น. ทางช่อง 3 HD เธอรับบท ‘มาตาลดา’ ซึ่งเติบโตมาในความดูแลของที่พ่อผู้เป็น LGBTQ+ ที่ฝืนตัวแต่งงานและมีลูกตามความต้องการของครอบครัว หากสุดท้ายก็ไปต่อไม่ไหว

Advertisement

การสวมบทตัวละครที่มีคาแร็กเตอร์ คนไม่เพอร์เฟ็กต์ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่เรียบร้อย และมีความเรื่อยเปื่อยในอารมณ์ เต้ยบอก เล่นไม่ยาก

“แต่ด้วยความซับซ้อนของตัวละคร ที่มองโลกอย่างเข้าใจ มองคนเท่ากัน ทุกคนมีความดีในแบบของตัวเอง เป็นคนที่สว่าง สิ่งนี้บางทีมันยากสำหรับเต้ย เพราะชีวิตจริงเราก็เป็นคนขี้นอยด์ คิดมาก”


ด้วยเหตุนี้ “มาตาก็เป็นไอดอลของเต้ยเลย”

“เขารับมือกับเรื่องราวในชีวิตได้ดีมาก เวลาเจอปัญหาไม่ได้เอาอารมณ์มาครอบ แยกแยะได้ และมีซัพพอร์ท ซิสเต็มที่ดีมากๆ คือครอบครัว”

“เขาสร้างแรงบันดาลใจหลายอย่างมาก ช่วงอายุตอนนี้ เต้ยก็มีความกังวลเยอะ คำพูดของเขามันสอนเราและสอนคนดู เช่น ความกลัวมันจะน่ากลัวที่สุด ตอนที่อยู่ในหัวของเรา แต่พอเรากล้าสู้หน้ากับมันแล้ว ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็กทันที ซึ่งใช่มาก เราก็ได้เอาพลังความใจดีของมาตา คำสอนของพ่อมาดูแลตัวเองเหมือนกัน”

นอกความชื่นชอบในบทและแง่คิดของเรื่อง ระหว่างทำงานเธอก็มีความสุขมาก แม้จะเจอเรื่องการ ‘นอกบท’ จากเพื่อนร่วมแสดงคนอื่นก็ตาม

“ใช้คำว่าโอ้โหเลยค่ะ พี่ ป๋อมแป๋ม (นิติ ชัยชิตาทร) นัมเบอร์วัน จะมาเหนือความคาดหมายทุกครั้ง และพี่ เหมี่ยว (ปวันรัตน์ นาคสุริยะ) ผู้กำกับ ก็ช่วยเสริม”


“ส่วน เจมส์ จิ (จิรายุ ตั้งศรีสุข) ทำเป็นเล่นไม่ได้ เต้ยเห็นเจมส์อยากเล่นเป็นทุกคน ยกเว้นบทตัวเอง” เม้าท์แล้วก็หัวเราะ ก่อนอธิบายว่า อาจเพราะบทของเจมส์ต้องนิ่ง ตามคาแร็กเตอร์ของคนโตมาในกรอบ

การกลับมาร่วมงานกับเจมส์อีกครั้งในรอบ 8 ปี สิ่งที่เธอค้นพบคือ เขาเก่งมาก

“เขาเติบโตมา รู้ไปหมดรู้ทุกเรื่อง แล้วใส่ใจทุกเรื่องในการทำงาน กล้องต้องเป็นยังไง ใช้เลนส์อะไร ถ่ายมุมไหน คือทั้งหมดเพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น แล้วเรื่องของแอคติ้ง ทำไดนามิกอารมณ์ในตัวละคร เขาทำออกมาได้ดีมากๆ”

เธอยังบอกแบบหัวเราะๆ อีกว่า “มาตาลดาเป็นละครที่เชิดชูความหล่อเจมส์”


ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เต้ยซึ่งประกาศว่ารักเจมส์เหมือนน้อง รักเหมือนเพื่อน บอกตรงๆว่า “ปลื้มค่ะ” ก่อนทำท่าเหมือนกระซิบ “แต่อย่าไปบอกเขานะ”

ที่ห้ามไม่ใช่เพราะกลัวจะเหลิง

เพราะ “เขาไม่เหลิงหรอก”

ด้วยปกติ “เขาจะชมตัวเองไปเรื่อยๆ ครับๆ ผมหล่อ” เป็นประจำอยู่แล้ว

กับงานชิ้นนี้ เต้ยรับว่าเธอทั้งลุ้น ทั้งคาดหวัง

“อยากให้ได้ดูละครเรื่องนี้จริงๆ เต้ยเห็นความตั้งใจของพี่ จ๋า ยศสินี (ยศสินี ณ นคร) ผู้จัด มันเป็นแนวใหม่ แต่มีค่ามากๆกับการที่คนดูจะได้ฮีลใจไปด้วย ตัวละครแต่ละตัวน่าจะทัชใจใครได้บ้าง ในการเติบโตของแต่ละคน การมองโลก การมีความสุขง่ายๆ มันมีค่ามากเลย”


“เต้ยขอให้รางวัลก่อนเลยได้ไหม มันเป็นละครสร้างสรรค์สังคม ที่เต้ยมีความสุขที่ได้มาทำงานด้วย รู้สึกภูมิใจที่ได้อยู่ในงานชิ้นนี้”

ส่วนอีกเรื่องที่อยู่ระหว่างถ่ายทำคือ ‘มือปราบกระทะรั่ว’ ที่ เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี คู่แสดงทำให้เธอ ‘หลุดทุกซีน”

“เขาจะมีความหน้าตายของเขา เล่นกับพี่เต๋อ เต้ยไม่สามารถควบคุมคาแร็กเตอร์ตัวละครได้นาน มันยากตรงที่ว่าเขาจะมีมุขอะไรใหม่ๆ บางทีคาดไม่ถึง”

ดังนั้นจึง “ต้องขอโทษทีมงานไว้เลย เพราะเต้ยไม่เคยเป็นแบบนี้ เจอพี่เต๋อปุ๊บ เป็นเลย เทคเยอะมากค่ะ”
อื่นๆนอกเหนือจากนี้ เต้ยบอกว่าอยู่ระหว่างการพิจารณา

“เต้ยอยากเล่นอะไรที่ท้าทายตัวเองมากขึ้น”


จากคล้ายๆเดิมที่เคยเล่นมาแล้ว ก็อยากจะพลิกเป็นบทที่มีความเข้มข้น ขณะเดียวกันแนวคอมมิดี้ก็คิดว่าน่าสนใจ

“คนชอบคิดว่าเต้ยเด็ก ซึ่งก็ดี แต่ถ้ามีบทให้โตไปตามอายุด้วยเหมือนกันก็ดีค่ะ”

ในด้านของความรัก ที่มีคนมองว่าเธอกับเจโตเป็นมนุษย์คนละขั้ว เต้ยก็ว่า นั่นก็ใช่ประมาณนึง

“แต่เต้ยเอ็นจอยกับการเรียนรู้”

“มันได้เรียนรู้ตัวเองทั้งคู่ค่ะ เขาได้เรียนรู้ตัวเขา เต้ยได้เรียนรู้ตัวเอง แล้วเอาจริงๆ มันคือการโฟกัสไปในการเติบโตของแต่ละคนมากกว่า”

“เราไม่ใช่เด็กๆ ที่จะมาอินกับความรัก ไม่สนใจอะไรมากมาย ตอนนี้เป็นช่วงอายุของการดำเนินชีวิตพอดี เลยต่างคนต่างเรียนรู้ แล้วไม่ต้องติดกันมาก”


“แต่มันค่อนข้างดีมากๆ นะคะ”

“เป็นการมองมุมความรักแบบใหม่ แล้วรู้สึกว่ามันมีคุณค่าในการที่เราได้เรียนรู้กัน”

เธอยังยกตัวอย่างของหนึ่งในสิ่งที่ได้เรียนรู้ ว่าคือเรื่องของการควาดหวัง

“อยากให้เขาเป็นแบบนี้ อยากให้ทำแบบนั้นสิ”

“นี่เราไม่ได้รักเขา ในแบบที่เขาเป็นเหรอ”


“ก็ได้กลับมาเรียนรู้ในฝั่งของตัวเอง เรียนรู้เพื่อที่จะได้ให้กัน เป็นอารมณ์เหมือนกับว่าสิ่งที่เขาให้เต้ยมา เป็นสิ่งที่เขาอยากได้ แล้วสิ่งที่เต้ยให้เขา ก็เป็นสิ่งที่เต้ยก็อยากได้จากเขา แต่มันไม่แมทช์กัน ก็เลยเอาใหม่สิ สรุปเธออยากได้อะไรนะ หรือว่าเต้ยอยากได้อะไร ก็คุยกันจริงๆ เป็นการปรับจูนค่ะ แล้วเราก็จะให้เขาเหมือนเดิมนี่แหละ แต่เพิ่มในสิ่งที่ อ๋อ…ถ้าเราให้ มันจะเติมเต็มเขามากๆ หรือถ้าเขาให้เรา มันจะเติมเต็มเรามากๆ”

“ค่อยๆ ปรับ แล้วก็เข้าใจกันมากขึ้น”

สำหรับ ‘อนาคต’ เต้ยบอกว่า เป็นคนที่คบใครแล้วมองอนาคตตลอด

“เต้ยชอบข้ามสะพานไปก่อน เมื่อก่อนมองไกลมาก คิดไปไกลมาก ถ้าเธอทำแบบนี้จะอยู่ด้วยกันได้ไหม อย่างโน้น อย่างนี้ แต่ ณ วันนี้ ไม่ต้องมองไปตรงนั้นแล้ว เอาตรงนี้ให้ดีก่อน เอาทุกวันนี้ให้แฮปปี้ก่อน”

ซึ่งแนวคิดเธอซึมซับมาจากเจโต

“เขาบอกไม่ต้องคิดไปไกล เอาวันนี้ก่อน” ซึ่ง “ก็จริง”

และทันทีที่เลิก ‘ข้ามสะพาน’ เต้ยก็ว่าความรู้สึก “มันชิลล์ขึ้นเลยในทันตา”

“เรามองเขาในแบบที่เขาเป็นมากขึ้น และเขาก็ไม่พยายามที่จะเยอะ พอดีๆ ไม่ต้องใกล้กันมากเกินไป มีพื้นที่ในการดูแลตัวเอง ทำเรื่องของตัวเองไปด้วย”

“เป็นความสัมพันธ์ที่เฮลท์ตี้”

อดีต ‘มนุษย์ทุ่มเท’ จึงว่า ทุกวันนี้นอกจากเป็นคู่รัก เธอกับเขาก็ยังเป็นเพื่อนคู่คิด ซึ่งนับเป็นความสัมพันธ์ที่โตไปอีกสเต็ปหนึ่ง

เรื่องหมอดูที่เคยเป็นที่พึ่ง จริงๆก็ไม่ดูบ่อย แต่ก่อนหน้านี้อาจจะมีที่ “แค่ถามเฉยๆ ว่าคนนี้โอเคมั้ยคะ”

“หมอดูก็บอกว่า จริงๆก็มีคำตอบอยู่แล้ว ไม่ต้องไปถามหลายคนหรอก ทุกอย่างในชีวิตเรา ก็ไม่ได้ไปพึ่งแต่กับหมอดูเท่านั้น ต้องค่อยๆ ดูไปด้วยตัวเองด้วย”

ซึ่งจริง ซึ่งใช่

และเธอก็กำลังดูอยู่