‘เฌอปราง อารีย์กุล’ กับเป้าหมายต่อไป ในวันที่ไม่ได้เป็นไอดอล
จากกัปตันวงไอดอลยุคแรกๆ ของไทย อย่าง BNK48 ตอนนี้หากใครติดตามผลงานของ เฌอปราง อารีย์กุล จะเห็นได้ว่ามีงานการแสดงให้ได้ชมกันมาเรื่อยๆ ทั้ง ‘บุษบาลุยไฟ’ ละครแนวพีเรียดที่กำลังออกอากาศอยู่ทางทางไทยพีบีเอส และล่าสุดที่เพิ่งบวงสรวงไปหมาดๆ คือ ‘CLUB FRIDAY THE SERIES MOMENTS & MEMORIES รักนี้…ไม่มีลืม’ ตอน รักเธอไม่มีวันตาย ที่เฌอปรางบอกว่าบทที่ได้รับนั้นไม่เหมือนกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเพราะตัวตนนั้นเธอเรียนจบสายวิทยาศาสตร์-เป็นไอดอล แต่เรื่องนี้ต้องมารับบทเป็นครีเอทีฟสาว แถมยังมีเรื่องที่ “ค่อนข้างขัดใจเหมือนกันค่ะ”
ว่า “ทำไมช่างพูดจาปากคอเราะร้ายแบบนี้ อะไรอย่างนี้เลย”
แม้จะมีผลงานการแสดงทั้งภาพยนตร์ ละครมาบ้างแล้ว แต่กระนั้นเมื่อต้องมาเล่นบทใหม่ๆ ก็ต้องทำการบ้านวิเคราะห์ตัวละคร รวมถึงสอบถามผู้กำกับหรือคนเขียนบทว่าตัวละครนี้เขาจะไปทางไหนยังไง
“ล่าสุดเพิ่งถ่ายไปได้พี่ชู (บุญธร กิติพัฒฑากรณ์) เป็นผู้กำกับ พี่ชูก็ได้ให้คำตอบกับเฌอที่ทำให้เข้าใจตัวละครมากขึ้นมากๆ เลยว่า เขาไม่เคยรับผิดชอบอะไรมาก่อนในชีวิต ปกติมีพี่สาวเป็นเหมือนโลกทั้งใบให้ เลยทำให้ง่ายว่า อ๋อ เขาต้องมาดูแลพี่ได้ยังไง เดี๋ยวต้องลองติดตามในเรื่องว่าจะมาดูแลพี่ได้มั้ย ทั้งที่ไม่เคยรับผิดชอบอะไรมาก่อนเลย”
ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงแพลนการทำงานของเธอ หลังประกาศจบการศึกษาจากวง BNK48 และจะสิ้นสุดการเป็นสมาชิกวงในเดือนตุลาคมนี้ เฌอปรางก็เล่าว่า
“ตอนนี้วางแผนว่าอยากจะทำงานในวงการ ในฐานะนักแสดงนะคะ แล้วในงานเบื้องหลังก็จะเป็นดูแลพัฒนาน้องๆ ใน BNK48 ต่อไปค่ะ”
“ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีโอกาสในการทำผลงานมากน้อยแค่ไหน ก็ค่อยๆ ดู เปิดรับและปรับตัว เพราะว่าเราอยู่ใน BNK มานานก็ไม่รู้ว่าข้างนอกเราต้องเจออะไรแบบไหนบ้าง”
จากกัปตันวงเมื่อต้องผันตัวมาอยู่เบื้องหลังเป็นผู้จัดการวงดูแลน้องๆ เฌอปรางบอกว่า รู้สึกยากเหมือนกัน
“คือได้เข้ามาเรียนรู้ในฝั่งบริหารกับผู้ใหญ่ เข้าประชุมกับผู้ใหญ่เยอะขึ้น ได้เรียนรู้งานเบื้องหลังเยอะขึ้น ว่ามันมีข้อจำกัดเยอะกว่าที่เราคิดเยอะเลย”
รวมถึงการที่ต้องมาอยู่ตรงกลางระหว่างผู้บริหารและเมมเบอร์ว่า “จะทำยังไงให้ 2 เจนนี้เขาไปด้วยกันได้นะ”

นอกจากนี้ก็ขอทำตัวเป็นเจ๊ดันแบบกลายๆ ด้วยเช่นกัน
“การที่เราก็ได้ออกไปทำงานข้างนอก ได้เจอคนก็ได้พูดถึงน้องๆ เขาก็มีความสงสัยถามไถ่ตลอดว่า เฌอนอกจากการเป็นนักแสดง เฌอเป็นเบื้องหลังเหรอ เฌอทำอะไรบ้าง ก็ได้แนะนำกันบ้าง”
“ถ้ามีโอกาสได้เจอพี่ๆ ข้างนอกก็อาจจะฝากน้องๆ ไปแคสต์ได้ไหมคะ (หัวเราะ) ก็ดันนิดนึง ถ้ามีโอกาสก็พยายามส่งน้องไปแคสต์ ให้เขาได้รับบทจากตัวเขาเอง”
ซึ่งนอกจากการหาโอกาสให้น้องๆ แล้ว หลังบ้านก็ต้องมีการพัฒนาทุกคนให้พร้อมกับโอกาสที่จะเข้ามาอยู่ตลอดด้วยเช่นกัน
“เฌอดูในส่วนของตัวน้องๆ เป็นหลักเลยค่ะ การพัฒนาน้องๆ พัฒนาศิลปิน แล้วก็เสนอผู้ใหญ่ว่าอยากให้มีกิจกรรมนี้เพิ่มเติม อยากให้เป็นเพลงนี้นำมาใช้ อยากให้น้องได้ออกงานตรงนู้น ตรงนี้”
“แล้วก็ได้มีจัดเวิร์คช็อปเชิญพี่ๆ แคสติ้งที่สนิทให้มาเวิร์คช็อปกับน้องๆ เรื่องการแคสต์การออกไปเจอสื่อ การเจอผู้คนต้องทำยังไง การไปเจอหน้ากล้องต้องทำยังไง”
ส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจส่งเสริมเรื่องนี้ให้กับน้องๆ นั่นก็เป็นเพราะ “ตอนเฌอไม่มีพื้นฐานเลยใหม่หมดเลย ออกไปข้างนอกก็ตกใจ”
เลยอยากจะเตรียมความพร้อมให้น้อง “พอเขาไปเจอของจริงจะได้ไม่ตื่นเต้นมากเกินไป”
กับความเป็นผู้จัดการวง เฌอปรางบอกว่าต้องมีการพูดคุยกับเมมเบอร์อยู่ตลอด ด้วยเพราะทั้งกฎข้อห้าม ข้อตกลงที่มีก็ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน
แม้แต่เรื่องส่วนตัว หรือประสบการณ์ตรงที่เคยต้องรับมือก็ถ่ายทอดให้น้องฟังไปหลายสิ่ง
แต่สุดท้ายเราก็ได้เรียนรู้กับเจน 3 มาจริงๆ ว่ามันต้องรอประมาณ 1-2 ปี ให้น้องได้เผชิญเองจริงๆ”
“น้องก็จะเดินกลับมาบอกเฌอเหมือนกันว่า เข้าใจที่พี่เฌอพูดในวันนั้นแล้ว เก็ตแล้ว มีรีมายด์คำที่พูดกลับมา ว่า อ๋อ..แบบนี้นี่เอง”
“ก็พอจะมีลู่ทางว่าต้องประมาณไหนบ้าง”

แต่ด้วยความที่น้องๆ รุ่นใหม่ที่เข้ามาอายุก็เริ่มมีความห่างกันมากขึ้น
“เฌอห่างกับน้อง 12-13 ปีได้ ห่างกันรอบนึง แต่เขาก็ต้องมาทำงาน แล้ว เขาต้องมาเจอโลกการทำงานในระบบย่อมๆ ของ BNK แล้ว”
“เราก็อยู่คอยประคับประคอง คอยดูตามสื่อ คอยดูแลของเขาบ้าง ว่าทำไมช่วงนี้เขาไปนั่งคนเดียวนะ ทำไมช่วงนี้เขาไม่นั่นนู่นนี่เลย เราก็จะพอเข้าใจว่าน้องอยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยปกติค่ะ หรือกำลังท้อ กำลังเหนื่อย เราก็จะเข้าไปคุยบ้าง หรือให้น้องได้ระบายกับเราบ้าง”
“ถ้าน้องเดินมาปรึกษาเอง เราก็จะดีใจมากๆ”
ทั้งนี้เมื่อถามถึงการรับมือในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนมองว่าเธอเป็นคนเก่ง การที่กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยมากแค่ไหน เฌอปราง ก็ตอบทันทีว่า
“เฌอไม่นับว่าตัวเองเป็นคนเก่ง”
ก่อนจะอธิบายต่อพร้อมเสียงหัวเราะว่า “แต่เฌอเป็นคนทำเยอะเฉยๆ เป็นคนไม่อยู่นิ่งเท่าไหร่ ก็เลยดูเหมือนทำนู่นทำนี่มาเยอะมากๆ”
แต่นั่นก็ทำให้ชีวิตอีกมุมนึงหายไปเหมือนกัน “อาจจะไม่ค่อยมีเวลาให้ที่บ้านเท่าไหร่”
“หรือไม่ได้ไปแฮงค์เอาท์ สังสรรค์กับเพื่อนๆ ไม่ได้ออกไปกินข้าวข้างนอก ไม่ได้ออกไปดูหนัง ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบปกติ”
“ก็เป็นคนบ้างานหนึ่งคน” เฌอปรางนิยามตัวเองแบบนั้น
“ความโปรเฟสชั่นนิสต์มันก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ด้วยความที่มันเหนื่อยบางอย่างมันก็ไม่ได้ดั่งใจเราซะขนาดนั้น มันมีหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้มากกว่าที่เราคิด เราก็ตัวแค่นี้ สูง 160 เอง”
“ตอนนี้ก็ลดไปเยอะแล้วนะคะ ไม่ได้เครียดเท่าเมื่อก่อน”
“ปล่อยวางได้เยอะแล้วค่ะ” บอกแล้วเธอก็ยิ้ม อย่างสดใส



