เพราะเทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ดังนั้นหลายคนจึงมีความรู้สึกที่ดีและรอคอยให้เทศกาลนี้วนมาถึง
สำหรับ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ วันปีใหม่สำหรับเขา ก็คือวันวันหนึ่งซึ่งไม่ต่างจากวันอื่นๆ

ไม่ได้เป็นวันสำหรับ ‘การเริ่มต้นอีกครั้ง’ อย่างบางคนคิด เพราะถ้าอยากคิดจะเริ่ม เริ่มวันไหนก็ได้หมด
“คือสมมุติถ้าเรามองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ในวันที่ 10 พฤษาภาคม แล้วเราเปลี่ยนในวันที่ 11 พฤษภาคม มันก็คือการเริ่มต้นใหม่ ไม่จำเป็นจะต้องรอให้ถึงปีใหม่แล้วตั้งปณิธาน”
อย่างไรก็ตามของเหล่านี้ขึ้นอยู่กับมุมมอง ไม่มีถูก ไม่มีผิด
เมื่อเขาเลือกที่จะคิดอย่างนี้ วันปีใหม่สำหรับเขาจึงไม่ได้มีความทรงจำอะไรเป็นพิเศษ
ต่างจาก โดม-จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม ที่บอกเลยว่าช่วงต่อของวันปีใหม่ ปีพ.ศ2554 กับ 2555 เป็นปีใหม่ที่เขาไม่เคยลืม

“ปีนั้นเราสมัครประกวดเดอะ สตาร์” โดมเล่า พร้อมว่าการแข่งขันอันเข้มข้นนั้นจะงวดขึ้นๆในช่วงใกล้จะสิ้นปี
“คือมันจะมีรอบ 8 คน ซึ่งเราก็คิดว่ามันจะเป็นรอบที่เปลี่ยนชีวิตเราไปมากๆ แล้วมันจะแข่งกันตอนเดือนมกราคม”
“วันสิ้นปีคืนนั้นก็เลยตั้งใจอธิษฐานขอพร”
“พอดีวันนั้นเป็นวันที่เราทำงาน คือรับงานร้องเพลงไว้ ก็รู้สึกว่าถ้าข้ามปีใหม่ปีนี้ไป เราได้ร้องเพลง ได้ทำงาน ได้ทำสิ่งที่เรารัก ต่อจากนี้ก็อยากจะร้องเพลงไปทั้งปีเลย”
แล้วสิ่งที่เขาขอก็กลายเป็นจริง
“เราได้ติด 8 คนสุดท้าย และได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเดอะ สตาร์ ได้ทำงานที่อยากทำ ในที่ที่อยากอยู่”
“ถึงวันนี้ยังจำได้ว่า เราไปยืนดูพลุปีใหม่ และได้อธิษฐานไปด้วยว่า อยากได้ร้องเพลง อยากได้ทำงาน”
ได้ยินแล้ว พรีน-รวิสรารัตน์ พิบูลภานุวัธน ก็ทำตาโต ก่อนบอก “คล้ายๆกันเลยค่ะ”

“แต่ว่าของพรีนจะเป็นจังหวะที่คิดจะเลิกร้องเพลงดีไหม เพราะเคยทำเพลงมาแล้ว เคยออกซิงเกิลมาแล้ว ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่น่าเวิร์คแล้ว เป็นช่วงที่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะเลิกร้องเพลงถาวรเลยดีไหม แล้วบังเอิญมีงานปีใหม่ของรุ่นพี่ เหมือนเขารับงานชนกัน เลยให้เราไปร้องแทน ซึ่งแบบค่าตัวน้อยมาก แต่ว่าก็เป็นอีกเหตุการณ์ที่ทำให้เราจดจำความสุขตอนที่เราร้องพลงได้”
“คือว่าคนดูไม่รู้จักเรา เราไม่รู้จักคนดู ร้องอะไรก็ไม่รู้ แต่ร้องไปเรื่อยๆ แล้วเรารู้สึกว่าเรามีความสุขมากๆเลย เป็นเทศกาลปีใหม่ด้วย เราเห็นคนเขามีความสุข แล้วรอนับถอยหลังไปพร้อมกัน พอจังหวะนับถอยแล้วมีจุดพลุ เราเห็นพลุแล้ว เรามีแรง พลัง และกำลังใจมาใหม่ที่รู้สึกว่า อ๋อ มันก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกนิ”
“เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ให้เรารู้สึกว่า เราก็ยังร้องเพลงต่อไปได้ มันอาจจะไม่ใช่ที่สุด คือ ณ ตอนนั้นอาจจะไม่ใช่ที่สุดของอาชีพเรา แต่ก็ไมได้แปลว่าเราต้องเลิกร้องเพลงไปตลอด”
“นั่นเป็นปีใหม่ช่วงสิ้นปี 2556 จะขึ้นปี 2557”
และหลังจากนั้นในปี 2559 เธอก็ได้เป็น 4 คนสุดท้ายของบ้านเดอะ สตาร์ และกลับมามีอาชีพนักร้องอันสดใสอีกครั้งหนึ่ง
ส่วน ดีเจอ๋อง-เขมรัชต์ สุนทรนนท์ ก็รู้สึกประทับใจในค่ำคืนปี 2554 ย่างเข้าสู่ปี 2555

“ปีนั้นอ๋องมีโอกาสไปญี่ปุ่น เราไปโตเกียวแล้วได้เข้าไปอธิษฐานขอพรที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามโตเกียวทาวเวอร์ ที่วัดจะมีลูกโป่งให้หนึ่งลูก เป็นลูกโป่งใสๆ ลอยได้ แล้วเขาก็จะมีใบให้เขียนว่าเราอยากขอพรอะไรผูกไว้กับลูกโป่ง พอใกล้นับถอยหลัง โตเกียวทาวเวอร์ก็จะค่อยๆ เปิดไฟไล่สีขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วเขาก็ปล่อยลูกโป่งใสๆ นี้พรัอมกันเป็นจำนวนหลายหมื่นหลายแสนใบ”
“มันเป็นภาพที่ถ่ายรูปมายังไง ดูในคลิปวีดีโอยังไงก็ไม่สวยเท่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราเอง รู้สึกประทับใจมาก มันอิ่มเอมใจ แล้วก็ร้องไห้ออกมา” ดีเจอ๋อง ว่าพลางยิ้ม
สำหรับ แก๊ป-ชนกสุดา รักษนาเวส นักแสดงวัย 22 บอกว่าปีใหม่ที่เธอรู้สึกประทับใจ จนไม่เคยลืม เกิดขึ้นเมื่อ 5-6 ปีก่อน ตอนที่กำลังเรียนชั้นมัธยมปีที่ 6

“เป็นปีที่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ไปประเทศอังกฤษในช่วงวันคริสต์มาส แล้วเราก็อยู่จนถึงฉลองปีใหม่พอดี ได้นับ 5 4 3 2 1 พร้อมกับคนในครอบครัว มันเลยเป็นอะไรที่ดี เพราะเราได้อยู่ด้วยกันแบบข้ามปี”
“มีความสุขมาก”
มากจนรู้สึกได้ว่า ความจริงแล้ว แม้จะไม่ได้มีการฉลองอะไรมากมาย แต่แค่ได้อยู่กับคนที่รัก จะเป็นวันปีใหม่หรือวันไหนๆความสุขก็อยู่ได้แค่เอื้อมมือถึง.

