คุยกันเรื่องหนังไทย จะ ‘เซฟ โซน’ ไปถึงไหน?

24.08.23 | 06:00 น.

 

คุยกันเรื่องหนังไทย จะ ‘เซฟ โซน’ ไปถึงไหน?

…..

“ถ้าไม่กล้า ถ้ากลัวเจ๊ง หรือจะเซฟ โซนกันต่อไป แล้วไม่ไปถึงไหน อย่าทำ ต้องหยุดผลิต”

จากโปรเจ็กต์ ‘Major Writer Contest คุณเขียนมา เราสร้างให้’ ในปี 2563 และ 2564 ที่ วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) สนับสนุนให้เมเจอร์ กรุ๊ป เชิญชวนคนมาเล่าเรื่อง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นบทภาพยนตร์ ปัญชลีย์ นิธิจิระโรจน์ Executive Producer บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ จำกัด บอกว่า มีเจ้าไอเดียส่งเรื่องมาให้มากกว่า 3,000 เรื่อง และผลการพิจารณาโดยคณะกรรมการที่มีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนบทซีรี่ส์ บทภาพยนตร์ รวมไปถึงคนในวงการอื่นๆ สุดท้ายก็ได้ 2 เรื่องที่เอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ ตัดสินใจนำมา ‘สร้างจริง’ กลายเป็นผลงานเรื่อง ‘Postman ไปรษณีย์ 4 โลก’ และ ‘อีสานซอมบี้’

กว่าจะได้ 2 เรื่องนี้ เธอเล่าว่าใช้เวลาอยู่นาน เพราะลำพังแค่การอ่าน ก็ 3 – 4 เดือนเข้าไปแล้ว

“เรื่องนึงเขาส่งมาประมาณ 2-3 หน้า แล้วก็ตั้งใจว่าถ้าเขาตั้งใจส่งมา เราก็ควรใช้เวลาอ่าน”

Advertisement


ช่วงล็อกดาวน์เพราะโควิดในตอนนั้น คณะกรรมการจึงค่อยๆละเลียดพิจารณา

บอกอีกว่า นอกจาก 2 เรื่องดังกล่าว ยังมีอีกราว 50 เรื่องที่ ‘อยู่ในใจ’

“ปกติในบ้านเราจะไม่ค่อยเห็นที่เอามาทำจริงจัง แต่ตรงนี้คิดว่าเป็นการซัพพอร์ทให้คนที่มีไอเดีย แล้วรักในการเล่าเรื่อง เชื่อไหมว่าเด็กอายุน้อยที่สุดที่ส่งมาคือ อยู่ป.6 เราก็อ่าน ก็ยังเก็บไว้อยู่”

“กับคนเหล่านี้ก็ยังติดต่อกัน หลายคนยังพัฒนางานเขา ก็ต้องใช้เวลา มันเหมือนเราบ่มเมล็ดพืช ระหว่างที่เขากำลังเติบโต เราก็มีหน้าที่สนับสนุน รดน้ำ พรวนดิน ให้คำแนะนำ หรือพาไปเจอกับผู้กำกับที่สนใจในไอเดียเดียวกัน แล้วช่วยกันสร้าง”

“เราอยากทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่แจกรางวัล แล้วแยกย้าย ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าเราจะได้หนังดีๆ จากโครงการนี้”

ในส่วนของ พฤกษ์  เอมะรุจิ ที่กำกับ ‘Postman ไปรษณีย์ 4 โลก’ ก็ว่า “ตอนนั้นผมได้ยินว่ามีเรื่องนึงที่ทุกคนตัดสินเป็นเอกฉันท์ให้ได้ที่ 1 เลยขออ่านดู”

แล้วก็พบว่าเป็นเรื่องที่สุดจะครีเอทีฟ มีความคิดสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม แม้จะชอบ แต่ “ไม่กล้าเอาเรื่องเขามาทำเพียวๆ” ผู้กำกับซึ่งชินกับการเขียนบทเองเผยความคิด

“เพราะรู้สึกว่าทางของน้องเขา มันเป็นแบบเฉพาะของน้องจริงๆ”

“แต่สิ่งที่ติดใจ คือเราลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปนานมากแล้ว ลืมเรื่องไปรษณีย์ไปนานมากแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะมันผ่านเวลามาเนิ่นนาน แล้วเราอยู่กับมันจนชินก็ไม่รู้ แต่จริงๆ มันเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามาก ทุกวันนี้ถึงแม้มันจะเปลี่ยนคำเรียกเป็นแกร็บ เป็นยี่ห้อต่างๆ คือสนิทกับบ้านเรา บางทีมากกว่าญาติอีก มาบ้านเราบ่อย  ก็รู้สึกว่าสารตั้งต้นของความเป็นไปรษณีย์น่าสนใจดี เลยขออนุญาตน้องเขา เอาตรงสารตั้งต้นมาทำเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

ส่วนพลอตเดิมก็หนุนให้ต้นไอเดียเขียนเป็นบทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง

“บางทีเราจะได้คนเขียนบทเพิ่ม ตามเป้าประสงค์ของโครงการนี้” เขาบอกยิ้มๆ


ทั้งยังบอกด้วยว่า “จริงๆน้องเป็นคนที่เข้าใจพลอตนี้ที่สุด เพราะฉะนั้นไปทำมาเลย แล้วเดี๋ยวเราๆ ช่วยดู ช่วยอะไรก็ว่าไป”

ด้านปัญชลีย์บอกว่า ในความเห็นของเธอ บทของ ‘Postman ไปรษณีย์ 4 โลก’ ที่พฤกษ์เขียนขึ้นมา “ขอใช้คำว่าแปลกแหวกแนว แล้วก็ทันสมัย”

พูดได้เต็มปากว่าเป็นหนังไทยที่ก้าวออกจาก ‘เซฟ โซน’

“ทั้งโพสต์แมนและอีสานซอมบี้ เราคิดออกนอกกรอบไปเลย”

“2 เรื่องนี้ไปไกลกว่าเรื่องผี ตลก ตอนเขียนบทโพสต์แมน เขาก็ปรึกษาว่ามันไปไกลมากเลยนะ…ก็ไป ในเมื่อวันนี้ทุกคนพยายามเซฟ โซน แต่เซฟ โซน ก็ไปต่อลำบากแล้วน่ะ เพราะงั้นเราต้องคิดใหม่ ก็ไปให้สุดทาง แต่สุดทางที่เราไป ต้องอยู่บนโครงสร้างที่ดี ความคิดที่ดี องค์ประกอบ ผู้ผลิต คนทำซีจี นักแสดงที่ดี พอทุกอย่างลงตัว ก็ไม่ต้องกังวลใจแล้ว เพราะถือว่าเราได้สร้างสรรค์ผลงานที่ดีอันหนึ่งหยิบยื่นให้คนดู ที่เหลือรอคนดูเข้ามาเสพ ว่าพึงพอใจกับมันไหม”


สำหรับ ธนาวัต เอี่ยมจินดา ที่กำกับ ‘อีสานซอมบี้’ บอกว่า ในความเห็นเขา ซอมบี้กลายเป็นภาษาสากลของคนดูหนังไปแล้ว ทุกคนเข้าใจว่าซอมบี้คืออะไร

“แต่ซอมบี้ไทยยังไม่ถูกปักธง”

“เคยมีคนทำ แต่มันไปไม่ถึงปลายทางที่จะถูกปักธง ว่านี่คือซอมบี้ไทย”

“แต่อันนี้มันแจ๋ว”

“แจ๋วมาก และสนุกแน่นอน”

“มันเป็นหนังที่เสพง่าย” ปัญชลีย์บอก

“อยู่ในหมวดของหนังไทยทั่วไป แต่สิ่งที่เราไปท็อป อัพ ให้ คือความเป็นแก่นสาร สาระสำคัญ และให้คุณค่ากับคนดู มากกว่านั่งรถออกจากบ้าน มาแค่หัวเราะ ดูเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว”

“มันจะมีเส้นอะไรบางอย่างที่เข้าไปดูแล้วจะเห็น ว่าเรากำลังจะบอกอะไรกับคนดูในสังคมปัจจุบันนี้ ผ่านเรื่องราวของตลกนี่แหละ เอาความดีงามผ่านเรื่องตลก เป็นกุศโลบายในการเล่า”

“เป็นโปรเจ็กต์ที่ตั้งใจทำมากๆ ใส่ใจทุกรายละเอียด มันเป็นตัวแทนไอเดียจากคนทั้งประเทศ พอมาอยู่ในมือเรา เราก็ต้องใส่ใจทุกรายละเอียดให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”

การที่ไอเดียของเรื่องมาจาก ‘มือใหม่’ ทั้ง 3 คนเห็นตรงกันว่า เป็นเรื่องที่ดี โดยธนาวัตบอก “คนชอบคอมเมนต์ว่าหนังไทยมันเดิม แต่ผมเชื่อว่าไอเดียที่ไม่เคยเล่า ยังมีเยอะ”

ซึ่งพฤกษ์เห็นด้วย ก่อนจะเสริมว่า “แล้วข้อดีของมัน คือมันมาจากคนไม่รู้ หรือรู้น้อยในอุตสาหกรรม พอรู้น้อยก็จะไม่กลัว พวกเราพอรู้มาก มันจะมีกรอบ อันนี้ทำไม่ได้ ความรู้มากเลยเป็นความกลัว แต่นี่เขาไร้เดียงสามาเลย คนที่ติดกรอบแล้ว ไปไม่ถึง”

“โครงการนี้ถ้าไปต่อได้เรื่อย น่าจะดี”

ส่วนปัญชลีย์ก็ว่า “อุตสาหกรรมบ้านเรามันถึงเวลา จริงๆถึงเวลาตั้งนานแล้วล่ะ ที่ควรจะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ เราอย่าไปด้อยค่าคนไม่มีประสบการณ์ เขามองเห็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นไง แต่เราในฐานะคนที่มีประสบการณ์ เรามีหน้าที่ในการสนับสนุน ส่งเสริม แล้วผลักดันให้เขาไปถึงตรงนั้น เพื่อให้คนต่อๆไปเห็นว่ามีทางไป มีทางเดิน ไม่งั้นหนังไทยมันจะไปตรงไหนล่ะ ถ้าไม่มีคนสานต่อสิ่งเหล่านี้”

“ทุกคนมัวแต่เซฟ โซน ถ้าไม่กล้า ถ้ากลัวเจ๊ง หรือจะเซฟ โซนกันต่อไป แล้วไม่ไปถึงไหน อย่าทำ ต้องหยุดผลิต อันนี้จากใจนะ ถ้ากลัว กล้าๆ กลัวๆ ต้องทำแนวนี้ ไม่งั้นเดี๋ยวเจ๊ง ไม่ต้องทำดีกว่า”

“ซึ่ง 2 เรื่องนี้จะเป็นตัวพิสูจน์เหมือนกันนะ ถ้ามันสำเร็จอย่างที่เราทุ่มเทกัน ก็คิดว่าเราจะมีโอกาสได้เห็นหนังในแนวแปลกใหม่ที่น่าจะสนุกสนาน เพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆในการสร้างหนังไทย”

“ก็อยากฝากกับคนดูค่ะ มาช่วยเรา ช่วยกันสนับสนุน ชอบไม่ชอบก็อยากให้เปิดใจดู เพราะในวันนี้มันเป็นเรื่องยากสำหรับหนังไทย ยากมากๆ แต่ถ้าเราคิดว่าไอเดียมันไม่มีวันสิ้นสุด เราจับมันถูกที่ ถูกเวลา ก็น่าจะไปต่อได้”

ที่คนพูดเรื่องบท เรื่องไอเดีย บอกว่ามันวนกันอย่างนั้น ทำให้คนรู้สึกว่าพอดูตัวอย่างเสร็จ ก็รู้แล้วว่าจะจบยังไง ไม่มีอะไรให้ต้องติดตาม เธอก็เคยได้ยิน  อย่างไรก็ดีขอยืนยันว่า ทั้ง ‘Postman ไปรษณีย์ 4 โลก’ และ ‘อีสานซอมบี้’ ไม่ใช่ ไม่เข้าข่าย

“เราไม่เคยรู้จักหนังไทยแบบนี้มาก่อน”